วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รื้อระบบชั่งตวงวัดคุณภาพการศึกษา

“เกณฑ์ประเมินมาตรฐาน”...คุณภาพสถานศึกษา ก็เพื่อให้คนทั่วไปรู้ได้ว่าโรงเรียนนั้น โรงเรียนนี้ดี...มีคุณภาพเป็นมาตรฐานมากกว่าที่อื่น หรือทางวิชาการเรียกว่า “ประกันคุณภาพ”

แน่นอนว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง ย่อมอยากให้ลูกหลานเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่ดีๆ และที่ว่า “ดี”...นั้นดี อย่างมีมาตรฐานกำกับ ไม่ใช่ว่าแค่ชื่อเสียง “ดัง”...วิชาการ กิจกรรม...ดนตรี กีฬาเด่น

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า หน่วยประเมินโรงเรียนของรัฐบาล ทั้งของภายในและนอกกระทรวงฯ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา) จะทำอะไรคล้ายกัน...ประเมินมาตรฐานโดยดูคุณภาพผลลัพธ์ของนักเรียน อาทิ ร้อยละของผู้เรียนมีสุขภาพกายใจ?...มีทักษะชีวิตของสังคม?... มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์?...มีความสามารถทางการเรียน ทักษะตามหลักสูตร?

มาถึง “คุณภาพครู”...ดีหรือไม่ดี? ร้อยละของครูที่ใช้สื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม? ทำวิจัยและพัฒนาการเรียนการสอน? ตัวบ่งชี้ผู้บริหารเก่ง... สถานศึกษาบรรลุเป้าหมายตามระบบการประกันหรือเปล่า?

สมมติได้ตัวเลขมา นักเรียนร้อยละ 87.7 มีอารมณ์ดี ตามสถิติใช้ไม่ได้...ฟังแล้วหลายคนอาจจะเริ่มอมยิ้ม แล้วให้รู้อีกว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียว เวลาไปประเมินโรงเรียนใช้เรื่องร้อยละ ใช้เรื่องการวัด ซึ่งโรงเรียนมีมิติที่วัดได้หลายเรื่อง และก็วัดไม่ได้หลายเรื่อง”

เราๆท่านๆเดินเข้าประตูรั้วโรงเรียน ก็มีครู นักเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด สนามกีฬา พัดลม เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์...มีกี่ตัววัดได้แน่ พ่อแม่จะส่งลูกไปเรียนคงไม่ถาม อยากรู้ว่ามีแอร์กี่ตัว

แต่ระหว่างครูกับนักเรียนสิ่งที่วัดไม่ได้เลย และสำคัญที่สุดก็คือ... “การเรียนการสอน”

นั่นก็คือ “คุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์”

คำถามตามมามีว่า...วัดไม่ได้แต่เราจะรู้ได้ไหม? คำตอบก็คือ บางคนอาจจะใช้ความรู้สึกวัดได้ นพ.ธีระเกียรติ บอกว่า สมัยก่อนอาจเคยได้ยินคำว่าบรรยากาศในโรงเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ การเรียนการสอน สิ่งที่สำคัญๆที่เกิดในโรงเรียนทั้งหลายที่วัดไม่ได้ แต่ก็พอจะรู้ได้

คำถามต่อมา...แล้วจะใช้อะไรใส่เข้าไปเพื่อที่จะได้คำตอบในสิ่งที่พอจะรู้ได้ นั่นก็คือการใช้คนที่มีประสบการณ์เข้าไปใช้วิจารณญาณ พิจารณาประมวลผล อาจจะใช้คน 3 คนร่วมกันประเมินแล้วสรุปออกมา

“สมมติว่าอยากรู้ว่า ใครพูดเก่งไหม ประเมินเรื่องพูด...ก็ไปเอานักพูดผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่มีประสบการณ์มีภูมิปัญญา 3 คน มาฟัง...ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาเอก อย่าไปใช้นักวิชาการ จะสรุปออกมาได้”

ฉะนั้น...ถ้าเราจะประเมินโรงเรียนก็จะต้องเอาคนที่เคยบริหารโรงเรียน คนที่สัมผัสโรงเรียน คนที่รู้ว่าโรงเรียนเป็นยังไง คนเดียวไม่พอ...
ต้องลงไปเป็นทีม

ก่อนที่จะคุยถึงวิธีการประเมินที่นานาชาติเขาทำกัน...อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ของมนุษย์ “กระบวนการประเมินเพิ่งมีในประเทศไทย”

ทำไม?...ประเทศเรา บ้านเรา ประเมินโรงเรียนแล้ว “ครูทุกข์... ครูออกมาต่อว่า” ถ้าไปประเมินบริษัทยักษ์ใหญ่ๆผลออกมาว่าไม่ดี ความเป็นจริง “เจ้าของ...ผู้บริหารระดับสูง” ต้องเดือดร้อน แต่ถ้าประเมินแล้วพนักงานทำงานรูทีนออกมาเดือดร้อน จะต้องมี...บางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ

ฉันใดก็ฉันนั้น...การประเมินโรงเรียน ก็เท่ากับประเมินองค์กร สถานศึกษา การประเมินสถานศึกษาที่ดีไม่ควรจะต้องไปสร้างข้อมูลใหม่เพื่อการประเมินโดยเฉพาะ

“ทันทีที่เราให้เขาสร้างข้อมูลใหม่ เพื่อการประเมินโดยเฉพาะ จะเกิดการสร้างข้อมูลให้...ฝ่ายประเมินอาจจะอ้างไม่ได้ขอข้อมูลใหม่...แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่มีอยู่แล้ว แต่การที่ไปขอว่าจะดูอย่างนี้ ครูจะไม่ทำงานแต่จะจัดอย่างนั้นให้ดู เพราะมนุษย์ก็ต้องอยากดูดี ไม่มีใครอยากจะล้มเหลว”

และในที่สุด... “เราจะไม่ได้ความเป็นจริง”

การประเมินทุกครั้ง ไม่ว่าจะโดยองค์กรภายในและภายนอก ในประเทศที่เจริญแล้ว เป็นคำสั่งห้ามเด็ดขาดว่า... “ไม่มีการขอข้อมูลอะไรทั้งสิ้น”

สะท้อนเงื่อนปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในบ้านเรา จะเห็นว่าแทบทุกโรงเรียนจะมี “ห้องประเมินและประกัน” แม้กระทั่งโรงเรียนต่างจังหวัดที่ทรัพยากรไม่ค่อยพร้อมก็ยังมี เอาไว้เพื่อเก็บรวบรวม โล่ เอกสารต่างๆ

ย้ำกันชัดๆ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ถูกมอบหมายเรื่องระบบประเมินโรงเรียน ประเมินทุกอย่างเกี่ยวกับการศึกษา

“คนอาจกล่าวหาว่าไม่รู้เรื่อง เป็นหมอจะรู้เรื่องอะไร...ทั้งอาจารย์และประสบการณ์ในประเทศอังกฤษ 30 ปีผ่านมาแล้วยืนยันว่ารู้เรื่อง และยิ่งไปกว่าอื่นใด ผมเป็นพ่อแม่คน...รู้เรื่องดีแน่นอน

เมื่อเป็นผู้ควบคุมนโยบาย ก็ต้องทำให้นโยบายถูกต้อง ถ้าการประเมินโรงเรียนในประเทศไทยยังทำแบบที่ว่านี้ไม่ได้ ก็ยังไม่ต้องทำ”

ในฐานะผู้นำนโยบาย เห็นว่าการประเมินสถาบันสถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นการยืนยันให้ความมั่นใจหรือประกันว่าคุณภาพที่ต่ำสุดที่รับได้ควรอยู่ที่เท่าไหร่...ไม่มีใครประกันระดับสูงสุด

“เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ต้องประเมินในรายละเอียดถึงขั้นกระบวนการเรียนการสอนแบบลึกซึ้ง เพราะมีไว้สำหรับแยกในรายละเอียดคุณภาพดีเลิศขนาดไหน เช่น ครูโรงเรียน ก. สอนดีกว่าโรงเรียน ข. อย่าทำสวนทาง อย่าประเมินเรื่องหลักสูตรแต่ประเมินเรื่องสถานศึกษาก่อนในระดับเบื้องต้น ถ้าจะประกันคุณภาพ”

รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็เหมือนกับเวลาเราไปซื้อบ้าน...จะต้องดูอะไร...โครงสร้าง วัสดุที่ใช้โอเคไหม? ฟังก์ชันใช้สอยลงตัวหรือเปล่า? ทั้งบ้านมีกี่ห้องนอน? ตอบโจทย์ครอบครัวเราไหม? ทิศทางลมเป็นยังไง? แต่ในระบบเดิม (ประเมินแบบเก่า) ก็คือคุณผสมปูนสัดส่วนเท่าไหร่ ใช้เหล็กกี่นิ้วอยู่ข้างใน ผู้รับเหมาก็เช็กตรวจใส่กระดาษบอกเรา

“มันโกงได้...ต่อให้พูดความจริงก็เป็นข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์กับเรามากขึ้น เราต้องการรู้แค่นั้นก็เพียงพอ” เช่นเดียวกัน... “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงเรียนนี้ดีหรือไม่ดี เด็กเรียนแล้วโอเคไหม ก็ดูแววตาเด็ก อาจฟังเหมือนประชด แต่เป็นการบอกว่าเราต้องขยับกรอบการมอง การประเมินใหม่...”

นพ.ธีระเกียรติ บอกอีกว่า เหมือนกับเราไปหาหมอ ถ้าพ่อแม่มีลูกป่วย...จะรู้ได้ยังไงว่าหมอเก่งจริงรักษาลูกได้ ก็ถามได้ว่าหมอจบที่ไหน รักษาหายกี่คน หรือถ้าหมอรู้ตัวเองด้วยว่ายังไม่เก่งก็เลือกคนไข้ที่รักษาง่ายๆก่อน

เรามั่นใจเพราะอะไร เข้าไปดูเอง สัมผัสหมอ เข้าไปดูแป๊บเดียวก็พอรู้...ก็ไม่ต่างกับโรงเรียน ที่เรามั่นใจจะส่งลูกหลานเข้าไปเรียนหนังสือ นั่นแหละคือ “ระบบประกัน”

“ผมไม่ต้องการให้มีบริษัทประเมินการศึกษาไทย แต่ต้องการมีกลุ่มคนที่เป็นคนเก่งในการประเมินการยกให้บริษัทหนึ่งบริษัทใดประเมินทำให้เราควบคุมมาตรฐานได้ต่ำ...แล้วไม่ต้องมาแบ่งแยกภายใน ภายนอก ปัญหาอยู่ที่ความเป็นอิสระของคนที่ลงไปประเมิน และการที่เราสามารถใช้วิจารณญาณได้อย่างเต็มที่...เสรีต่างหาก”

“QA” หรือ... “Quality Assurance” ระบบการศึกษาไทยในวันวานน่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดก็ไม่เป็นไร แต่วันนี้เราต้องทำให้ถูก อาจต้องใช้เวลา 6–7 เดือนหรือเป็นปี ก็ต้องค่อยๆพัฒนาทยอยทำ.

2 ก.พ. 2559 10:03 2 ก.พ. 2559 10:04 ไทยรัฐ