วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เศรษฐกิจตกสะเก็ด รัฐสั่งลุยโอทอป 2.0

เศรษฐกิจตกสะเก็ด รัฐสั่งลุยโอทอป 2.0

  • Share:

“โอทอป โรดแม็ป 2.0”...แผนยุทธศาสตร์ปี 2559 ยกระดับสินค้าโอทอปขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนฐานรากของประเทศ

การปรับยุทธศาสตร์สินค้าโอทอปจากโอทอป โรดแม็ป 1.0 ไปเป็น 2.0 เป็นการปรับแผนการพัฒนา...ส่งเสริมการตลาด โดยใช้แนวคิด...“ประชารัฐ”

“ชุมชนทำ...รัฐชี้เป้า...เอกชนช่วยกันขับเคลื่อน โดยใช้กลไกร่วมภาครัฐ...เอกชน...ชุมชน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐตั้งแต่กระทรวงมหาดไทย เกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม ต้องมาบูรณาการภารกิจร่วมกัน”

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า เพื่อให้สินค้าโอทอปไทยก้าวเข้าสู่การเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

รัฐบาลชุดนี้ โดยคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) เห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาสินค้าโอทอป ...กระทรวงพาณิชย์เข้ามาทำหน้าที่ด้านการส่งเสริมการตลาด

ปัจจุบันมีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลสินค้าโอทอปทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาผู้ประกอบการ พัฒนาตัวสินค้า

นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เสริมว่า กิจกรรมเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างป๊อปอัพสโตร์ ณ ศูนย์การค้าอิออน มอลล์ มาคุฮารี ชินโตะชิน ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ธีมงาน “Touch of Thai”...แสดงและจำหน่ายสินค้าโอทอปไทย 21 ราย รวม 122 รายการ

สินค้ายอดนิยมก็คือ...ผ้าพันคอผ้าไหม สินค้าแนวธรรมชาติ และกระเป๋า

ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกว่า กรมฯได้พัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอทอปผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ เพื่อสร้างโอกาสทางการขายให้กับสินค้าโอทอปในประเทศสนับสนุนผ่านเว็บไซต์ www.thaicommercestore.com สำหรับสินค้าโอทอปที่มีความเข้มแข็งได้ผลักดันให้เข้าไปจำหน่ายในเว็บไซต์ www.thaitrade.com ซึ่งเน้นการค้าขายกับต่างประเทศ

ความร่วมมือล่าสุดกับ “อาลีบาบา” เว็บไซต์ขนาดใหญ่ของจีน ตลาดออนไลน์ระดับโลก ติดอาวุธให้กับผู้ผลิตสินค้าโอทอป เช่น ความรู้ด้านการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ การขยายช่องทางการตลาดส่งออกไปต่างประเทศ การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ และอี-เพย์เมนท์

ความน่าสนใจและความท้าทายสำคัญก็คือ...ผู้ผลิตสินค้าโอทอปที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมขายสินค้าบนเว็บไซต์ของอาลีบาบา

“อี-คอมเมิร์ซจะช่วยขยายตลาดสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลของรัฐบาล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชนของไทยในระยะยาว เพราะเป็นการนำรายได้กลับคืนสู่ชุมชน ส่งผลต่อความอยู่ดีกินดี...ท้องถิ่น เศรษฐกิจประเทศเข้มแข็ง”

“โอทอป”...เป็นสินค้าที่เกิดขึ้นจากผู้ผลิตในระดับฐานรากทั่วประเทศ เป็นสินค้าที่จะบอกเล่าเรื่องราวของภูมิปัญญา ความเป็นชุมชน และความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งได้มีการสั่งสมมาเป็นระยะเวลาช้านาน จนเกิดเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน แต่ละจังหวัด

ความต่อเนื่องในการพัฒนา ต่อยอด สานต่อจนเป็นหนึ่งในสินค้าที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว

สุวิทย์ บอกอีกว่า การพัฒนาสินค้าโอทอปหลังจากปรับยุทธศาสตร์ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศสำรวจว่าปัจจุบันมีผู้ผลิตสินค้าโอทอปเหลืออยู่เท่าไร บัญชีที่เคยผ่านการคัดเลือกมาแล้ว พบว่ายังคงเหลืออยู่ 2,661 ราย จากที่ขึ้นทะเบียนไว้ 2,749 ราย

จากนั้น...เข้าไปจัดลำดับว่าในแต่ละจังหวัดมีสินค้าโอทอปเด่นๆ อันดับ 1–10 มีอะไรบ้าง แล้วคัดเลือกออกมา ซึ่งสุดท้ายคัดออกมาได้รวม 798 ราย แล้วในจำนวนนี้ได้ทำการคัดแยกอีกครั้งจนเหลือ 450 ราย เพื่อนำไปพัฒนาต่อ

แผนการพัฒนาเริ่มจาก...ผู้ผลิต หัวใจสำคัญก็คือการเพิ่มทักษะ...ความเป็นนักการตลาดให้สามารถวิเคราะห์ตลาด ทำแผนการตลาด พัฒนาตัวสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการ ช่วยสร้างเครือข่ายด้านการตลาด เพื่อให้สินค้าที่ผลิตได้มีช่องทางในการจำหน่ายเพิ่มขึ้น

นับรวมไปถึงการช่วยพัฒนาการทำธุรกิจ การเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างโอกาสในการค้าขายที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ...เข้าไปช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยเฉพาะการเข้าไปสร้างเรื่องราว

“ที่มาที่ไปของสินค้า มีวิวัฒนาการ มีภูมิปัญญาเป็นมาอย่างไร ทำไมถึงดีกว่า...เด่นกว่าสินค้าจากที่อื่น ต้องสร้าง...ต้องใส่เรื่องราว เพื่อให้คนที่ซื้อไปมีความภาคภูมิใจว่าได้ซื้อสินค้าที่มีคุณค่า”

เหมือนๆกับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ที่คนไปเที่ยวจังหวัดที่มีสินค้าจีไอก็ต้องซื้อ...ติดไม้ติดมือกลับบ้าน
เมื่อพัฒนามาถึงขั้นที่จะออกสู่ตลาดจำหน่ายได้แล้ว ก็จะเข้าไปช่วยเหลือในด้านการหาแหล่งกระจายสินค้า แหล่งจำหน่าย...ช่องทางการตลาดใหม่ๆที่จะช่วยให้สินค้าโอทอปขายได้ดีขึ้น

แหล่งขายสินค้าโอทอปที่เป็นเป้าหมายสำคัญก็คือ “แหล่งท่องเที่ยว” มีแผนที่จะพัฒนาให้ชุมชนที่ผลิตสินค้าโอทอปเป็นแหล่งท่องเที่ยวในชื่อหมู่บ้านโอทอป...ไม่เพียงแค่พัฒนาเป็นหมู่บ้านโอทอป แต่จะพัฒนาให้มีตลาดกลาง ตลาดชุมชน อาร์ทแอนด์คราฟท์มาร์เก็ต ย่านชุมชน ทำงานร่วมกับ ททท. กรมการพัฒนาชุมชน

ไม่เพียงแค่นั้น จะทำการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าโอทอป เชื่อมโยงกับ “12 เมืองต้องห้ามพลาด”... น่าน ลำปาง เพชรบูรณ์ เลย บุรีรัมย์ ราชบุรี สมุทรสงคราม ตราด จันทบุรี ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นอกจากส่งเสริมให้คนไปเที่ยว ยังส่งเสริมให้มีการซื้อสินค้าโอทอปที่ผลิตจากจังหวัดเหล่านี้ด้วย

เพื่อขยายตลาดในวงกว้าง ก็ต้องมองหาช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ อาทิ ผลักดันสินค้าโอทอปไปจำหน่ายในโรงแรม รีสอร์ต ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว วางจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ห้างค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า

และที่จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ก็คือ การวางจำหน่ายในร้านดิวตี้ฟรี ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

ปัจจุบันบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด ได้จัดสรรพื้นที่ในท่าอากาศยานตั้ง “ร้าน OTOP Store” พื้นที่ 100 ตารางเมตร รวมสินค้าไม่น้อยกว่า 500 รายการ

น่าสนใจว่าเริ่มจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2557...เฉลี่ยยอดขายเดือนละ 4 ล้านบาท

สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทิ้งท้ายว่า

ผลพวงจากเศรษฐกิจตกสะเก็ด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งออกพลาดเป้า ชาวบ้านชักหน้าไม่ถึงหลัง...ส่งผลเศรษฐกิจภายในประเทศเกิดการชะลอตัว แต่รัฐบาลพยายามเดินหน้าเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชนระดับฐานราก สร้างความเข้มแข็งจากภายใน...ด้วยมือของตัวเอง.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้