วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'บิ๊กตู่' ไม่ปลื้ม ท้า 'ทักษิณ' กลับมา จะทำปฏิทินให้

'บิ๊กตู่' ไม่ปลื้ม ท้า 'ทักษิณ' กลับมา จะทำปฏิทินให้

  • Share:
‘บิ๊กตู่’แขวะคนผิดก.ม. สวนยางฮึ่ม-บี้รัฐบาล

ปฏิทินคู่ดูโอ “แม้ว-ปู” แจกกระจายช่วงปีใหม่บานไม่หุบ “บิ๊กตู่” ไม่ปลื้ม ตวาดลั่นมันสมควรไหม คนทำผิด ก.ม.มาแจกปฏิทินหน้าตาเฉย ส่งสัญญาณ จนท.เก็บกวาดพ้นสายตา ท้าแน่จริงกลับมาพิสูจน์ความผิดจะทำปฏิทินส่งมอบให้ไปแจกด้วย “บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก” ประสานเสียงต้องเข้มให้สถานการณ์นิ่งที่สุด ทหารเรียก 2 แกนนำแดงปรับทัศนคติ ชี้ชัดแจกปฏิทินในพื้นที่ชุมชนหวังผลการเมือง เข้าข่ายขัดคำสั่ง คสช. ชาวสวนยางฮึ่มจี้นายกฯใช้ ม.44 แก้ราคาตกต่ำ “ถาวร” ลั่นพร้อมเดินนำขบวนแหกคำสั่ง คสช. อยากได้คดีติดตัวอีกสัก 2-3 คดี “ชายหมู” พร้อมให้ ป.ป.ช.-สตง.สอบยันไส้ ข้องใจ กทม.ชี้แจงไม่เป็นข่าว ติงพฤติกรรม 2 อดีต ส.ส.ปชป.เล่นเอาล่อเอาเถิด

ควันหลงสืบเนื่องจากเทศกาลปีใหม่คาบเกี่ยวประเด็นการเมือง 2 พี่น้องอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดทำปฏิทินแจกให้กับประชาชนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ท่ามกลางการจับตาของฝ่ายความมั่นคงมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวเข้าข่ายปลุกระดม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน สั่งห้ามและตามเก็บปฏิทินดังกล่าวจนเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีระบุชัดเจนว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่จะให้คนทำผิดกฎหมายมาแจกปฏิทิน พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ดำเนินการไปตามกฎหมาย

“บิ๊กตู่” นำ ครม.ทำบุญปีใหม่ชื่นมื่น

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา ร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการสังกัดหน่วยงานในทำเนียบรัฐบาล ร่วมพิธีเจริญพุทธมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป ที่ตึกสันติไมตรี จากนั้นทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 59 รูป เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2559 ที่บริเวณสนามหญ้าข้างตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายกฯและบรรดารัฐมนตรี ล้วนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เช่นเดียวกับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ที่มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม พล.อ.อุดมเดช ที่ยืนตักบาตรใกล้กับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ทั้งคู่ไม่ได้หันมาพูดคุยทักทายกันแต่อย่างใด หลังเสร็จพิธี นายกฯเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่บรรดารัฐมนตรีเดินมายังตึกบัญชาการ 1 เพื่อเข้าร่วมประชุม ครม.

ตรวจเช็กสายตา ยาวทั้งซ้าย–ขวา

ต่อมาเวลา 09.00 น. ก่อนการประชุม ครม. ที่หน้าตึกบัญชาการ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข และ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ นำตัวแทนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากโรงเรียนวัดจันทร์บางกรวย จ.นนทบุรี เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการ “เด็กไทยสายตาดี” จากนั้นนายกฯได้ทดลองเครื่องมือตรวจคัดกรองสายตาเด็กนักเรียนด้วยตัวเอง โดยมีแพทย์เฉพาะทางจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) และโรงพยาบาลวัดไร่ขิงให้คำแนะนำ ก่อนที่นายกฯจะขอตรวจวัดค่าสายตาตนเอง พบว่านายกฯมีสายตายาว ข้างซ้ายยาว 100 ขณะที่ข้างขวายาว 250

สอนเด็กโตขึ้นอย่าพาชาติขัดแย้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบแว่นตาให้เด็กนักเรียน โดยหยิบแว่นสวมให้เด็กด้วย ตัวเอง พร้อมกล่าวว่า เป็นการแก้ปัญหาปัจจุบันและมองไปถึงอนาคต เอาไว้อ่านหนังสือ และขอให้รักพ่อแม่มากๆ ตอบแทนบุญคุณ สร้างสังคมให้มีความสุข โตขึ้นมาอย่าขัดแย้ง แสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องไม่ทะเลาะกัน ก่อนจะเดินขึ้นตึกบัญชาการเพื่อเป็นประธานการประชุม ครม. แต่ยังหันมาถามกระเซ้าเด็กนักเรียนว่า “สวมแว่นแล้วเห็นลุงชัดไหม เห็นลุงเป็นคนหน้าดุหรือไม่ เห็นลุงหงุดหงิดไหม” สำหรับโครงการดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุข จัดขึ้นเพื่อเป็นของขวัญวันเด็กประจำปี 59 โดยจะเริ่มในวันที่ 9 ม.ค. ตรวจวัดและมอบแว่นสายตานักเรียนชั้น ป.1 พร้อมกันทุกโรงเรียนทั่วประเทศ และจะขยายไปยังนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ต่อไป

นายกฯย้ำไม่เลิกโครงการ 30 บาท

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แถลงภายหลังประชุม ครม. ว่า วันนี้เป็นการประชุม ครม.ครั้งแรกของปี 2559 เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ได้สั่งการในการขับเคลื่อนการทำงานและเรื่องการปฏิรูป รวมทั้งการแก้ไขปัญหาตามเวลาเร่งด่วนทั้ง 6 กลุ่มงานที่รองนายกรัฐมนตรีกำกับอยู่ โดยตนได้ให้แนวทางการทำงานไปแล้วว่าจะชี้แจงกับประชาชนอย่างไรบ้าง สำหรับการปรับปรุงพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น ประชารัฐน่าจะทำให้หลักประกันสุขภาพเข้มแข็งขึ้น ในส่วนโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือโครงการบัตรทองยังคงเป็นเหมือนเดิม เคยได้สิทธิอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น แต่จะมีการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพว่าจะทำอย่างไรให้ดีกว่าเดิม หากทำพร้อมกันทั้งหมด 70 ล้านคน จะต้องเพิ่มงบประมาณอีกเท่าไหร่ ซึ่งเราหาเงินไม่ได้ในส่วนนี้

ปวดกะโหลกราคายางตกต่ำ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังมีเรื่องการศึกษา รถเมล์-รถไฟฟรี ที่จะต้องใช้งบฯจำนวนมาก แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้กับประชาชนเพราะมีการดำเนินการมาอยู่แล้ว จึงต้องหางบประมาณส่วนหนึ่งมาสร้างความเข้มแข็ง เช่น ระบบการป้องกันมากกว่าการรักษา ให้มีการเรียนรู้ว่าจะป้องกันตัวเองอย่างไรเพื่อลดค่ารักษาลงไป ไม่ใช่ลดหรือไม่ให้เงิน หากป่วยให้น้อยลงก็จะดีเพื่อจะได้นำงบประมาณไปใช้ในส่วนอื่น จึงมีแนวคิดจากคณะกรรมการฯว่าจะมีการลดหรือเพิ่มเติมอย่างไร ยังไม่ได้ข้อยุติแต่ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วย ไม่มีใครจะไปยกเลิกสิทธิ 30 บาท ส่วนสถานการณ์ราคายางที่ตกต่ำนั้น ต้องถามกลับว่าเป็นแบบนี้เพราะอะไร เคยมีระบบหรือโครงสร้างทำไว้หรือไม่ ราคาน้ำมันตกต่ำหรือไม่ และทำอย่างไรให้หาเงินมาอุดหนุนให้ต้องการแบบนั้นหรือ ก็ยกเลิกโครงการ 30 บาทไปเอามาจ่ายค่ายาง ค่าข้าว ให้มันชดเชยไป เพราะตนมีเงินเท่านี้ แต่ตอนนี้กำลังสร้างความเข้มแข็ง

ตวาดปฏิทิน “ปู–แม้ว” เหมาะไหม

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือห้ามแจกปฏิทินของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า มันสมควรหรือไม่ ขอถามก่อนว่ามันสมควรหรือไม่ ปฏิทินแบบนี้ไม่ได้บอกว่าแจกผิดหรือแจกถูก แต่ถามว่าปฏิทินดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ ทำมาเพื่ออะไร แล้วประเทศนี้บ้านเมืองนี้มันว่าอย่างไรหรือ แล้วมีการทำผิดกฎหมาย หรือเปล่า

ไฟเขียว จนท.ลุยตาม ก.ม.เต็มที่

“ไม่เช่นนั้นก็เอาคนที่ทำผิดกฎหมายมาทำปฏิทินแจกสิ แค่นั้นนะก็เข้าใจแล้ว ไม่ใช่การเมือง ไม่ได้ไปปิดกั้นอะไรทั้งสิ้น ผมถามว่าความถูกต้องมันอยู่ตรงไหน เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำเท่าที่เขาทำได้เพราะเขารู้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมายแล้วทำไมจะเอาไปบูชากันหรืออย่างไร คนดีๆตั้งเยอะแยะ ถ้าคิดว่าไม่ได้ผิดจริงก็กลับมาจะทำปฏิทินให้หลายๆเล่มด้วย ถามเรื่องอื่น เรื่องไร้สาระขี้เกียจตอบ” นายกฯกล่าว

มีที่ไหนคนทำผิด ก.ม.แจกปฏิทิน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะตอบจดหมายของพรรคเพื่อไทยอย่างไรว่าทำไมถึงไม่ให้มีการแจกจ่ายปฏิทินดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ทำไมผมต้องไปตอบเขาล่ะ ผมนี่นะต้องไปตอบเขาหรือคิดกันเอาเองว่ามันถูกหรือมันผิด มีคนทำผิดกฎหมายหรือไม่ในปฏิทินนั้น ถามว่าผมเป็นศัตรูกับเขาหรือเปล่าก็เปล่า ผมเป็นศัตรูกับพรรคเพื่อไทยก็เปล่าอีก ผมทำหน้าที่ของผมแล้วทำไมคุณไม่เอาคนอื่นมาใส่ไว้ในปฏิทินบ้างเล่า ติดคุกกันอยู่เต็มไปหมดในคุกนั่นไง ก็เอามาออกบ้างสิ คดีเยอะแยะไปในคุกเอาออกมาทำปฏิทินกันให้หมด” เมื่อถามว่า นายกฯมองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์วางตัวเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็ไปถามเขาสิ”

รักษาฟอร์มพูดน้อยต่ออีกวัน

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์เดินเลี่ยงออกจากวงสัมภาษณ์ไปด้วยเวลา 7.30 นาที โบกมือบ๊ายบายก่อนจากไป ท่ามกลางความประหลาดใจอีกครั้งของผู้สื่อข่าว หลังจากวานนี้ (4 ม.ค.) ตลอดทั้งวันนายกฯใช้เวลาแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไปเพียง 3.14 นาทีเท่านั้น ทั้งนี้ เป็นไปตามที่พล.อ.ประยุทธ์เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าหลังปีใหม่จะปฏิรูปตัวเองด้วยการพูดน้อยลง และลดอาการหงุดหงิดให้น้อยลงไม่ทะเลาะกับผู้สื่อข่าว

“บิ๊กป้อม” แจงฝ่ายมั่นคงต้องเข้ม

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำปฏิทินแจกช่วงปีใหม่ในพื้นที่ภาคอีสานว่า เรื่องนี้ รมว.มหาดไทย ได้ตอบไปแล้ว ฝ่ายความมั่นคงเฝ้าระวังทุกอย่าง ไม่ได้มองแค่รูปของอดีตนายกฯทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ให้สังคมตัดสินแจกปฏิทิน “ปู–แม้ว”

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคอีสานสั่งงดแจกปฏิทินรูปคู่ของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า คงไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งอะไร เขาทำไปตามวิจารณญาณว่าเหมาะสมหรือไม่ อยากให้สังคมดูเจตนาเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ หากไม่เกี่ยวก็ไม่เป็นไร แต่คนที่สั่งดูแล้วเห็นว่าน่าจะเกี่ยวการเมือง ส่วนตัวมองว่าการแจกปฏิทินทำได้ แต่ถ้าต้องการให้เกิดคุณประโยชน์กับผู้รับไม่จำเป็นต้องใส่รูปก็ได้ ตนไม่ได้ไปมองในแง่การเมือง รัฐบาลต้องการให้สถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง เพราะบ้านเมืองมีความขัดแย้งกันมากพอควรและรัฐบาลไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ถ้าใครจะทำให้เกิดกลุ่มคนมามีปัญหา ทำให้ขัดแย้งกันอีกไม่ว่าเรื่องใด ก็ต้องมีมาตรการที่จะต้องทำไม่ให้เรื่องเหล่านั้นเกิดขึ้น

“มท.1” พบ ขรก.มท.เอี่ยวโกงลอต 3

พล.อ.อนุพงษ์ยังให้สัมภาษณ์กรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ส่งรายชื่อข้าราชการท้องถิ่นที่อยู่ในบัญชีข้าราชการทุจริตชุดที่ 3 ให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงไปดำเนินการว่า เรื่องนี้นายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย รับรายชื่อมาแล้ว และรายงานตนด้วยวาจา แต่ยังไม่เห็นหนังสือ โดยมีรายชื่อในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่จำไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ จะดำเนินการลงโทษให้เร็วที่สุดตามขั้นตอนกฎหมาย โดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนการทำหน้าที่ตามลำดับเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป ถ้าชี้มาแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริตก็ลงโทษทันที เมื่อถามว่ากระทรวงมหาดไทย ตั้งเป้าลดปัญหาการทุจริตในปี 2559 อย่างไรบ้าง รมว.มหาดไทยตอบว่า รัฐบาลมีนโยบายเรื่องการปราบปรามทุจริต ไม่เลือกว่าเป็นปีเก่าหรือปีใหม่ สร้างค่านิยมไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน

ปชป.เตือนระวังตกเป็นเหยื่อยั่วยุ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ จ.ขอนแก่น เข้าตรวจยึดปฏิทินปีใหม่ 2559 ที่มีภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ จ.ขอนแก่นว่า คนกลุ่มนี้มีเป้าหมายชัดหวังดิสเครดิตทหาร คสช.และ ครม. ทำทุกอย่างเพื่อยั่วยุให้คาบเกี่ยว ก้ำกึ่งจะขัดคำสั่ง คสช. หวังหยิบข้อเท็จจริงบางส่วนมาบิดเบือนใส่ร้ายทหารในโลกออนไลน์ เช่นเดียวกันที่ จ.ขอนแก่น ทหารจึงต้องปฏิบัติอย่างละมุนละม่อม ชี้แจง ทำความเข้าใจประชาชนแต่ละพื้นที่ให้ดีว่าการกระทำใดๆนั้นไม่ได้ทำตามอำเภอใจ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเหยื่อกลุ่มคนบางกลุ่ม เข้าแผนพวกมีเป้าหมาย ล้มรัฐธรรมนูญ หวังเร่งการจัดเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อกลับเข้ามามีอำนาจรัฐอีกครั้ง

ทหารเรียก 2 เสื้อแดงปรับทัศนคติ

วันเดียวกัน เวลา 13.00 น. ที่เรือนรับรอง มทบ.23 ค่ายศรีพัชรันทร์ จ.ขอนแก่น พ.อ.สมชาย ครรภาฉาย รอง ผบ.มทบ.23 พร้อม พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี หัวหน้าชุดปฏิบัติการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่น และนายสัมภาษณ์ ศรีหงส์ ป้องกันจังหวัดขอนแก่น ได้เรียกตัวนางปิญฉาย นาชัย อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 139/25 ม.4 ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น ประธานกลุ่มสตรี 20 จังหวัดภาคอีสาน นางอรทัย โพธิ์ศรี อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 91 ม.4 ต.กระนวน อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่น มารายงานตัวและปรับทัศนคติ หลังร่วมกันแจกจ่ายปฏิทินปีใหม่ ที่มีภาพของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการออกมาเคลื่อนไหว ในขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์อดีตนายกฯและอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย พบปะประชาชนและทำบุญเนื่องในเทศกาลปีใหม่ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โดยใช้เวลาในการพูดคุยนานกว่า 1 ชั่วโมง

ชี้ชัดขัดคำสั่ง คสช.-หวังผลการเมือง

ด้าน พ.อ.สมชาย ครรภาฉาย รอง ผบ.มทบ.23 กล่าวว่า การแจกจ่ายปฏิทินปีใหม่นั้นไม่ผิด แต่ที่ตรวจพบและมีการเชิญมารายงานตัว รวมทั้งการจัดส่งเจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวในช่วงที่อดีตนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ที่ขอนแก่นพบว่า มีการแจกจ่ายในพื้นที่ชุมชนที่มีคนจำนวนมาก ถือเป็นการเข้าข่ายของการหวังผลทางการเมืองที่ชัดเจน ขัดต่อคำสั่งของ คสช. ซึ่งชุดปฏิบัติการของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ขอนแก่นได้ตรวจยึดปฏิทินที่มีการลงนามโดยอดีตนายกฯมาได้ทั้งหมด 11 ชุด และป้ายข้อความต้อนรับอีก 1 แผ่น ซึ่งตรวจยึดได้ในเขต อ.บ้านไผ่ ดังนั้น หากมอบให้กันในบ้านเพียงลำพังก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ห้ามแจกจ่ายในสถานที่ราชการ หรือสถานที่ของรัฐ หรือในห้องประชุมสัมมนา หรือสถานที่ทำบุญ ที่มีคนชุมนุมจำนวนมาก จะถือเป็นการขัดต่อคำสั่งของ คสช. และจะเป็นการทำลายตัวเอง เพราะกำลังทหารในพื้นที่ตรวจสอบความเคลื่อนไหวตลอดที่มีการลงพื้นที่

นายกฯให้ ครม.น้อมนำ ส.ค.ส.ในหลวง

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า นายกฯได้ชี้แจง ส.ค.ส.ปีใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ประชาชน ซึ่งมีสาระสำคัญว่า ชีวิตคนเรามีทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ฉะนั้นทุกคนต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมอย่าประมาท พระราชทานพรให้คนไทยเสริมสร้างสุขภาพตนเองให้สมบูรณ์ ให้มีกำลังกายแข็งแรง กำลังใจเข้มแข็งหนักแน่น มีสติรู้เท่าทันเพื่อนำพาตัวเองให้ผ่านพ้นสถานการณ์ และบรรลุความสำเร็จอย่างที่ใจปรารถนา นายกฯบอกว่า ครม.ต้องรับพระราชดำรัสใส่เกล้าฯนำมาเป็นแนวทางในชีวิตตนเองครอบครัว เป็นแนวทางในการทำงานรัฐบาลสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศชาติเพื่อให้ผ่านพ้นปัญหาในอดีต ไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นวนเวียนกลับมา ถ้าดูเนื้อหาพระราชดำรัสที่พระราชทานมานั้น สังคมโดยรวมจะดีได้ทุกคนต้องมีสติ ฉะนั้น การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าทุกคนต้องช่วยกัน

มอบ 4 การบ้านสำคัญตะลุยปี 59

พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ชี้แจงแผนงานในปี 59 สำหรับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ โดยต้องการให้ทุกกระทรวง ทุกกลุ่มงานหยิบเรื่องสำคัญ 4 เรื่องมาเป็นตัวตั้ง 1.การบริหารราชการปกติ 2.การปฏิรูป ทั้งที่เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้ เรื่องที่ต้องทำและส่งต่อ 3.การแก้ไขปัญหาเร่งด่วน อาทิ ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ปัญหามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน และ 4.การขับเคลื่อนกิจกรรมสำคัญ เช่น โครงสร้างเศรษฐกิจ การเงินการคลัง การบริหารจัดการน้ำ ทั้ง 4 เรื่องเป็นเรื่องหลักที่จะดำเนินการในปีนี้ แผนงานทั้งหมด ทั้งรองนายกฯและรัฐมนตรีจะต้องหยิบทั้งหมดมาลงรายละเอียด ต้องมีผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลาที่ชัดเจน มีดัชนีชี้วัดสำเร็จแค่ไหน

ล้างไพ่รื้อโฆษกกระทรวงมุ่งตีปี๊บ

พล.ต.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมานายกฯพยายามอธิบายความให้สังคมเข้าใจว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ ดังนั้น ในปีนี้จึงขอให้ทุกภาคส่วนทำหน้าที่ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น โดยในที่ประชุมนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯได้เสนอผลการประชุมด้านประชาสัมพันธ์ที่เป็นประธานอยู่ว่า ในปีนี้จะมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น กำหนดให้แต่ละกระทรวงต้องเสนอโฆษกกระทรวงขึ้นมาใหม่ และนำเสนอให้ ครม.รับทราบ ต่อไปนี้ถ้ามีข่าวสารเกี่ยวกับกระทรวงนั้นๆ สื่อมวลชนจะมีตัวเลือกมากขึ้น หากไม่ทำจะมีโทษให้ แต่ถ้าทำจะมีคุณให้ นอกจากนี้อาจจะต้องมีทีมโฆษกของกลุ่มงานคลัสเตอร์ด้วยเพื่อช่วยกันชี้แจง นายกฯบอกว่าจะลดการชี้แจงของท่านให้น้อยลง แต่รัฐมนตรีและรองนายกฯจะต้องชี้แจงอธิบายความให้มากขึ้น ร่วมกับโฆษกกระทรวง และรองนายกฯจะต้องชี้แจงอธิบายความในเรื่องสำคัญที่รับนโยบายไปขับเคลื่อนปฏิบัติ ต้องชี้แจงให้ที่ประชุม ครม.ทราบด้วย ส่วนรัฐมนตรีถ้ามีเรื่องสำคัญก็ต้องชี้แจงต่อ ครม.เช่นเดียวกัน จะนั่งนิ่งๆอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

กระตุกรัฐรื้อทีมเศรษฐกิจก่อนพัง

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า หลังจากที่ทีมเศรษฐกิจที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมเข้ามาบริหาร มักจะมีมาตรการในลักษณะขายผ้าเอาหน้ารอด ส่วนใหญ่เป็นแนวคิดของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 48 เศรษฐกิจโลกตอนนั้นดี ผลิตอะไรไปก็ขายได้ ต่างจากในตอนนี้ ที่ผู้ซื้อไม่มีกำลังซื้อ แล้วจะเพิ่มการผลิตเพื่ออะไร ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาในตอนนี้ แต่จะพาประเทศไปที่ปากเหวมากกว่า ดังนั้น มาตรการเดิมๆในยุคนั้นแต่นำมาใช้ในห้วงเวลาที่ต่างกันย่อมไม่มีทางพลิกฟื้นประเทศในตอนนี้ได้ ทางแก้เศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือ การรัดเข็มขัด ลดรายจ่ายมากกว่าพยายามเพิ่มรายได้ ส่วนการอดออมลดรายจ่ายภาครัฐอย่างไรหากนายสมคิดคิดไม่ได้ ก็พร้อมที่จะไปให้คำแนะนำ สุดท้ายขอให้นายกรัฐมนตรีเมื่อมีอำนาจต้องกล้าใช้ อย่าไปยึดติดแต่คนเก่าๆ หน้าเดิมที่สร้างปัญหาและภายในประเทศ ยังมีคนดี เก่งอีกมาก เปิดใจที่จะรับคนใหม่ๆเข้าไปช่วยงานในด้านกฎหมาย การร่างรัฐธรรมนูญและด้านเศรษฐกิจ

ชาวสวนยางจี้คสช.ใช้ ม. 44 แก้ราคาตก

นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า ขณะนี้ราคายางตกต่ำหนักสุดในรอบ 100 ปี ตั้งแต่มียางเกิดขึ้นในประเทศไทย เกษตรกรเริ่มเป็นหนี้สินมากขึ้น บางรายเริ่มโค่นยางเพื่อขายต้นนำมาปลดหนี้ และยอมให้ยึดรถเพราะไม่สามารถผ่อนได้ ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย 1.เร่งหามาตรการหยุดการไหลของราคาไม่ให้ตกต่ำ 2.เรียกผู้ผลิตในกลุ่มอาเซียนมาหารือเพราะเกษตรกรทุกประเทศขณะนี้เดือดร้อนหนัก 3.เร่งจ่ายเงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาทให้ทั่วถึง 4.ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรให้แปรรูปยางให้มีมาตรฐาน เพราะหลายกลุ่มทำได้ แต่ติดขัดที่การรับรองจากรัฐ 5.ให้เรียกประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำที่ รมว.เกษตรฯแต่งตั้งเมื่อวันที่ 27 พ.ย.58 และขอให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 นำยางในสต๊อก 3 แสนตันมาทำถนนโดยส่งยางทั้งหมดให้ อบจ. หรือท้องถิ่นทั่วประเทศนำไปผลิต หากรอให้กรมทางหลวงดำเนินการก็ไม่มีการดำเนินการ เพราะตั้งข้อสังเกตว่ามีผลประโยชน์กับเอกชนที่ใช้ยางมะตอยหรือไม่

นายปิติศักดิ์ หยี่มุด อายุ 48 ปี เกษตรกรชาวสวนยางในบ้านเกาะ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เลขานุการกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพรหมคีรีกล่าวว่า เห็นด้วยกับการรวมตัวกันของชาวสวนยาง ที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ ม. 44 มาแก้ไขปัญหาราคายางพาราที่กำลังตกต่ำลงทุกวัน

“ถาวร” พร้อมนำขบวนชาวสวนยาง

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำ กปปส. กล่าวว่า วันนี้ยางราคาตกต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือ 4 กิโลกรัม 100 บาท ภายหลังรัฐบาลออกกฎหมายยุบองค์การสวนยางและศูนย์วิจัยการยาง มาเป็นองค์การยางแห่งประเทศไทย ปรากฏว่า องค์กรใหม่นี้ยังไม่เคลื่อนไหวแก้ไขใดๆเลย จะขอให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ช่วย ก็เคยย่ำยีชาวสวนยางสวนปาล์ม ที่รับปากราคาปาล์ม กิโลกรัมละ 5 บาท ราคายางกิโลกรัมละ 60 บาท ก็ลอยแพชาวบ้าน จะหันหน้าพึ่งนายกฯ ก็กลัวองค์การการค้าโลก (WTO) จะเอาผิดอีก ตนเดินขบวนมีคดีติดตัว 10 คดีแล้ว จะเพิ่มอีก 2-3 คดี เพื่อช่วยชาวบ้านคงไม่ตาย

ลั่นชาวบ้านยอมติดคุกดีกว่าอดตาย

นายถาวรกล่าวต่อว่า บริษัทร่วมทุนยางสามชาติ ไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย กำหนดให้ รมว.คลังไทย-อินโดนีเซีย รมว.พาณิชย์ของมาเลเซียเป็นผู้ร่วมบริหารจัดการ ถามว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังเคยลงมาดูปัญหานี้หรือไม่ หรือแม้แต่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทร่วมทุนสามชาติ ที่เป็นชาวมาเลย์นั่งกินเงินเดือนในประเทศไทย รัฐบาลนี้ได้ใช้เครื่องมือนี้ในการแก้ไขหรือไม่ พวกข้าราชการที่นั่งหอคอยงาช้างขอให้มีสำนึกรับใช้ประชาชน จากแม่ทัพนายกองขึ้นมาเสวยอำนาจมาเป็นเสนาบดี ขอให้ก้มลงมาดูชาวบ้านบ้าง ขณะนี้ใกล้ฤดูปิดกรีดแล้ว หากรัฐบาลจริงใจแก้ไขราคายางคงกระเตื้องสูงขึ้นแน่ จึงขอให้เห็นใจครอบครัวชาวสวนยาง เร่งแก้ไขพยุงราคาให้สูงขึ้น ไม่เช่นนั้นกฎหมายหรือประกาศ คสช.ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ชาวบ้านจะร่วมกันฉีกทิ้งและยอมติดคุกดีกว่าให้ลูกเมียต้องอดตาย

ปชป.เห็นด้วยงัด ม. 44 แก้ยางตก

นายเจือ ราชสีห์ อดีต ส.ส.สงขลาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี เกษตรกรสวนยาง 17 จังหวัดภาคใต้ จะนัดรวมตัวที่สถาบันเกษตรกรหลายจังหวัดเพื่อ เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้มาตรา 44 ประกาศชดเชยราคาให้กิโลกรัมละ 50-60 บาทว่า เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องชาวสวนยาง ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังควรประกาศเป็นมติคณะรัฐมนตรี บังคับให้กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมการตัดถนนของประเทศ ในเปอร์เซ็นต์เพิ่มมากขึ้น อย่าเพียงแค่ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการเท่านั้น เพราะจะไม่เกิดผลการปฏิบัติจริง เชื่อว่าถ้ารัฐบาลทำได้ จะช่วยระบายยางพาราได้ปีละหลายหมื่นตัน ไม่อยากเห็นภาพการออกมาชุมนุมเรียกร้องจนเกิดการปะทะรุนแรง แต่ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องการอยู่รอด รัฐจึงไม่ควรนิ่งเฉยต้องแก้ไขโดยด่วน

“มีชัย” ไม่สะท้านฝีปากนักการเมือง

ด้านความเคลื่อนไหวการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กรธ.ถึงการลงพื้นที่รับฟังความเห็นประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ส่วนใหญ่ที่เสนอมามีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว กรณีมีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ กรธ.ที่เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้น การเลือกนายกฯคนนอกต้องโทษพรรคการเมือง เพราะตามขั้นตอนพรรคการเมืองจะเป็นผู้เลือกนายกฯ จะมาโทษรัฐธรรมนูญและ กรธ.ไม่ได้ เมื่อถามว่า กรธ.ไม่ปรับแก้จะเป็นชนวนไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ขอฟังความเห็นก่อน แต่ถ้าทำแล้วทุกอย่างคงที่จะปฏิรูปไปทำไม การปฏิรูปต้องมีของใหม่ เท่าที่ทำโพลมาร้อยละ 60-70 เห็นด้วยกับภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่าขณะนี้ฝ่ายการเมืองพุ่งเป้าโจมตีมาที่ตัวประธาน กรธ.โดยตรง นายมีชัยตอบว่า เป็นความรู้สึกของนักการเมือง ช่วยไม่ได้ เป็นความทุกข์ของนักการเมือง ไม่ใช่ของตน เครดิตของตนมีเท่าไหร่ก็ยังมีอยู่เท่านั้น เครดิตไม่ได้สร้างด้วยคำพูด แต่สร้างด้วยการกระทำ

นิรโทษ-ปรองดองไม่ต้องเขียนใน รธน.

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าเรื่องความปรองดองในร่างรัฐธรรมนูญนั้น คณะอนุกรรมการศึกษาประเด็นปัญหาการสร้างความปรองดอง ได้รายงานแนวทางเข้ามา กรธ.พิจารณาเห็นว่ากลไกที่ทำให้เกิดการปรองดองในอนาคตได้เขียนแล้วในหลายส่วน เช่น การเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว จะช่วยเรื่องการปรองดอง ไม่ให้มีฝ่ายใดชนะจนอีกฝ่ายอยู่ไม่ได้ การให้อำนาจผู้นำฝ่ายค้านขอเปิดอภิปรายเสนอแนะรัฐบาลเพื่อหาทางออกให้ประเทศ กรณีเกิดวิกฤติการเมือง แต่สำหรับการปรองดองที่จะให้เกิดขึ้นในวันนี้ ยังคิดไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไรในรัฐธรรมนูญแล้วทำให้คนหันหน้าเข้าหากัน ไม่รู้จะนำบทสวดมนต์ไหนไปใส่ไว้แล้วถึงจะเลิกขัดแย้ง การปรองดองต้องอาศัยการกระทำอีกหลายอย่าง ต้องใช้เวลา กรธ.อาจต้องเสนอไปว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปทำ เมื่อถามว่าจะต้องเขียนในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ให้มีองค์กรขึ้นมาทำหน้าที่เรื่องความปรองดอง นายมีชัยตอบว่า ไม่จำเป็นต้องเขียนในรัฐธรรมนูญ เรื่องการตั้งคณะกรรมการองค์กรนั้น นายกฯมีอำนาจทำได้เลย หรืออาจใช้มาตรา 44 ก็ได้ รวมถึงการนิรโทษกรรมก็ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หลายอย่างทำได้โดยไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

อุ้ม “อภิสิทธิ์” มีคุณสมบัติเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า กรณีคำพิพากษาศาลแพ่งที่ระบุว่า คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 ให้ปลดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกจากราชการทหารนั้น ชอบด้วยกฎหมาย จะส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือไม่ นายมีชัยตอบว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ไม่ได้กระทำความผิดตามคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.ที่ กรธ. เขียนไว้ เพราะคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. ที่ กรธ.ระบุคือ การห้ามผู้ทุจริตต่อหน้าที่ที่ถูกปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ แต่กรณีนายอภิสิทธิ์เป็นคนละกรณี เพราะถูกปลดออกเนื่องจากคุณสมบัติการเข้ารับราชการไม่ถูกต้อง ไม่ใช่กระทำผิดเนื่องจากการทุจริต จึงไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามที่ กรธ.เขียนไว้ ยืนยัน กรธ.ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เมื่อถามย้ำว่า มีการใช้เอกสารเท็จเข้าสมัครรับราชการทหาร นายมีชัยตอบว่าต้องไปว่ากัน ใครสงสัยก็ไปยื่น กกต.พิจารณา เมื่อถามว่า จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เรื่องการออกเสียงประชามติหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ไม่ต้องแก้ เพราะชัดเจนอยู่แล้วว่าเสียงประชามติคือการใช้เสียงข้างมากของคนที่ออกมาลงคะแนนและ กกต.ก็เข้าใจแบบนี้เหมือนกัน

ชงยกระดับแผนศึกษาเทียบเท่า ก.ม.

จากนั้นนายมีชัยได้เป็นประธานการประชุมกรธ. เพื่อพิจารณาประเด็นการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย โดยนายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย นำเสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษาต่อ กรธ.ว่า ประเด็นการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องเขียนในรัฐธรรมนูญมี 5 เรื่อง คือ 1.ให้มีแผนการศึกษาที่มีสภาพการบังคับเทียบเท่ากับกฎหมาย มีผลผูกพันกับทุกรัฐบาล มีกลไกติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยให้รัฐบาลต้องแถลงและรายงานความคืบหน้าเรื่องแผนการศึกษาต่อรัฐสภาปีละ 1 ครั้ง 2.ให้มีกลไกรัฐธรรมนูญด้านการศึกษา และการตรวจสอบจากภาคประชาชน 3.ให้มีการกระจายอำนาจและงบประมาณในการจัดการศึกษาสู่ท้องถิ่นและสถานศึกษา 4.การปฏิรูปกระบวนการงบประมาณด้านการศึกษา ให้จัดสรรตามอุปสงค์เป็นรายบุคคลมากกว่าการจัดสรรเป็นภาพรวม 5.การปฏิรูปนโยบายการศึกษาให้เป็นเชิงประจักษ์เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาชาติ

ปลดแอก ตร.พ้นเงื้อมมือการเมือง

นายอุดมกล่าวว่า ส่วนการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย ได้เน้นศึกษาปัญหาตำรวจ พบว่ามีปัญหาหลัก 4 เรื่องที่จะต้องปฏิรูปคือ 1.ปัญหาการเมืองแทรกแซงการบริหารงานบุคคลของตำรวจในลักษณะระบบอุปถัมภ์ ไม่คำนึงถึงระบบอาวุโส ความสามารถ 2.ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ต้องลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และบัญญัติหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายให้ชัดเจนมากขึ้น 3.ปัญหางานสอบสวนถูกบงการจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องจัดการงานสอบสวนให้มีความเป็นภาวะวิสัยที่มีประสิทธิภาพ ปราศจากการแทรกแซง เพราะที่ผ่านมางานสืบสวนมีการเข้าไปก้าวก่าย ทำให้การสืบสวนมีความคลางแคลงใจ 4.ปัญหาเนื้องานและปริมาณงานของตำรวจ จะต้องถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น งานจราจร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังไม่มีข้อสรุปว่าจะบัญญัติการปฏิรูปทั้ง 2 เรื่องลงในรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะไปหารือในช่วงระหว่างวันที่ 11-17 ม.ค. ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

แยกสอบสวนเป็นสำนักคดีอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม กรธ. มีการแจกเอกสารผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย โดยสรุปแนวทางปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีประเด็นที่น่าสนใจที่กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) 11 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ผบ.ตร. แต่มีหน้าที่กำหนดนโยบาย สตช. และเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ประกอบด้วยกรรมการ 16 คน มีวาระ 2 ปี เป็นได้ไม่เกิน 2 วาระ โดยตำแหน่งประธาน ก.ตร. ให้มาจากอดีต ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. หรือเทียบเท่า ซึ่งได้รับการลงคะแนนเลือกตั้งจากตำรวจยศ พ.ต.อ.ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้แยกงานสอบสวนออกจาก สตช. ไปตั้งเป็นสำนักงานสอบสวนคดีอาญา เป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานสอบสวนคดีอาญา ประกอบด้วย สำนักคดีอาญา สำนักนิติวิทยาศาสตร์ สำนักพิสูจน์หลักฐาน และสำนักทะเบียนประวัติอาชญากร หากการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพอาจย้ายกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)มาสังกัด สำนักงานดังกล่าวด้วย

พท.ย้ำร่าง รธน.เพาะเชื้อวิกฤติ

นายคณิน บุญสุวรรณ ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ กรธ.จะให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตัดสินชี้ขาดเมื่อเกิดวิกฤติในประเทศว่า เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เหมือนเติมฟืนเข้ากองไฟ เพราะเป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งและอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายประจำ ส่วนที่เข้มงวดการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่มา ส.ว.ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นการขัดแย้งกันเอง ทำให้โครงสร้างทางอำนาจตามรัฐธรรมนูญต้องเสียสมดุล ท้ายที่สุดทหารก็ต้องปฏิวัติอยู่ดี ไม่อยากเห็น กรธ.ตั้งธง มีอคติกับนักการเมืองมากเกินไป การเขียนกติกาที่มีอคติมีแต่จะนำไปสู่วิกฤติหรือทางตันไม่วันใดก็วันหนึ่ง กรธ.คงรู้ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญแบบเล่นซ่อนแอบเช่นนี้ ไปไม่รอดและจะเกิดวิกฤติตามมาแน่ จึงให้ศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นผู้ดับวิกฤติแทน

แนะใช้ยาแรงเท่าเทียมทุกองค์กร

นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ระบุต้องใช้ยาแรงกับนักการเมืองนั้น หากจะปฏิรูปและป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างจริงจัง ร่างรัฐธรรมนูญควรกำหนดมาตรการอื่นๆด้วย เช่น กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ หรือองค์กรอิสระ ต้องเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ ตรวจสอบความร่ำรวยของทุกภาคส่วนในสังคมโดยใช้มาตรการทางรายได้และภาษี นอกจากนั้นการดำเนินการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในอดีตมีการเลือกปฏิบัติเป็นสองมาตรฐาน องค์กรที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม เป็นที่มาของความแตกแยกของคนในชาติ จึงควรกำหนดให้มีการปฏิรูปองค์กรทั้งหลายที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตทั้งในส่วนที่มา อำนาจหน้าที่และการตรวจสอบการใช้อำนาจ หากทำเช่นนี้เท่ากับให้ยาแรงโดยเสมอหน้า วินิจฉัยโรคได้ตรงจุด ที่สำคัญต้องไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับ คสช.และรัฐบาลไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ป.ป.ช.ตั้งแท่นสอบทรัพย์สิน “เฉลิม”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า กรรมการ ป.ป.ช.ได้ลงมติตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.แรงงาน เนื่องจากมีข้อสงสัยบางประการในการยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุดต่อ ป.ป.ช. ในสมัยที่เป็น รมว.แรงงาน ว่ามีการนำเงินจากหน่วยงานในสังกัดมาใช้จ่ายในลักษณะการตั้งงบราชการลับวงเงินหลายสิบล้านบาทโดยเฉพาะในช่วงปี 2557 ที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.มีการเบิกจ่ายงบลับจำนวนนี้กว่า 6.4 ล้านบาท

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ยอมรับว่า ป.ป.ช.มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนบัญชีทรัพย์สินของ ร.ต.อ.เฉลิมจริง แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า เป็นทรัพย์สินส่วนใด ขณะนี้อยู่ระหว่างคณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการอยู่ เมื่อถามว่า เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายงบประมาณลับของกระทรวงแรงงานจำนวนหลายสิบล้านบาทในช่วงที่ ร.ต.อ.เฉลิมเป็น รมว.แรงงานหรือไม่ นายวรวิทย์ตอบว่า ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ทรัพย์สินส่วนใด หรือได้มาช่วงเวลาใดที่ผิดปกติ ต้องรอผลตรวจสอบของคณะอนุกรรมการไต่สวนก่อน ที่ขณะนี้ดำเนินการมาได้ระยะหนึ่งแล้ว

“กกต.” เดินหน้าฟ้องหมิ่น “ภุชงค์”

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กกต. แถลงภายหลังการประชุม กกต.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของสำนักกฎหมายและคดี ในกรณีการดำเนินการทางด้านกฎหมายต่อนายภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีต เลขาธิการ กกต.ฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 และ 328 โดยแบ่งเป็น 4 ประเด็น จากการให้สัมภาษณ์กล่าวหา กกต. เรื่องเวลาการทำงาน การเดินทางไปต่างประเทศ เรื่องผลประโยชน์ นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.จึงมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดีไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ที่ สน.ทุ่งสองห้อง แล้ว เพื่อให้ตำรวจดำเนินการต่อไป และไปพิสูจน์ในชั้นศาลว่าใครผิดใครถูก

“สุขุมพันธุ์” ท้า ป.ป.ช.–สตง.สอบ

สำหรับการตรวจสอบความไม่โปร่งใสการ บริหารงานของ กทม. ที่นำโดยนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในโครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวี โครงการขยายสัญญาเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสออกไป 30 ปี และโครงการประดับไฟแอลอีดีตกแต่งบริเวณลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น วันเดียวกัน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายวิลาศเตรียมยื่นเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า เข้าใจดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้สังคมเกิดคำถาม และข้อสงสัย แต่เวลาที่มีคำถามจากสังคม ทาง กทม.ออกมาชี้แจงกลับไม่ค่อยมีข่าวออกมาให้เห็น จึงอยากจะขอความร่วมมือ ขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวด้วย ส่วนการชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ทาง กทม.ยินดี แต่การร้องขอข้อมูลต้องมาจากช่องทางที่ถูกต้องด้วย ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำผิดทั้งข้าราชการประจำหรือข้าราชการฝ่ายการเมือง ควรมาจากองค์กรอิสระที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ข้องใจบทบาท 2 อดีต ส.ส.กทม.

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า ส่วนการใช้เงินงบ ประมาณจำนวน 39 ล้านบาท ในโครงการประดับไฟแอลอีดีนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลอยู่ ขณะเดียวกัน กทม.ได้ส่งข้อมูลไปยัง สตง.เรียบร้อยแล้ว “จะให้ผมไปตรวจสอบโดยทันที เพียงเพราะว่าเป็นอดีต ส.ส. 2 คนมากล่าวอ้าง ผมทำไม่ได้ ต่อให้ผมจะรักพรรคแค่ไหน หรือรักอดีต ส.ส.มากแค่ไหน ถ้าออกมากล่าวหาเพื่อให้ตรวจสอบโดยทันทีนั้น ผมทำไม่ได้ ขอให้ทุกฝ่ายให้เกียรติข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง และลูกน้องผมด้วย” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวและว่า ทุกครั้งที่อดีต ส.ส.ทั้ง 2 คน ออกมากล่าวหา กทม. กทม.ได้ออกมาชี้แจงว่าข้อกล่าวหาว่าไม่เป็นความจริง ทั้ง 2 คนก็เงียบหายไป ไม่มีการพูดถึงใดๆอีกเลย ทุกครั้งที่มีปัญหาขอยืนยันว่าได้ชี้แจงกับพรรคประชาธิปัตย์ทุกครั้ง แต่ทุกครั้งที่ชี้แจงกลับมีการออกมาพูดกล่าวหาของอดีต ส.ส. โดยส่วนตัวก็ไม่ทราบว่าออกมาได้อย่างไร


“วิลาศ” จับผิด กทม.แจงซื้อซีซีทีวี

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงถึง 3 โครงการดังกล่าวว่า โครงการจัดซื้อจัดจ้างและติดกล้องซีซีทีวี ที่นายอมรระบุว่าได้ส่งเอกสารสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างกล้อง ซีซีทีวีให้ตนทั้งหมดแล้ว เป็นการโกหก เพราะตนทำหนังสือขอรายละเอียดสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงสัญญาเกี่ยวเนื่องกับซีซีทีวีทั้งหมดตั้งแต่ปีงบประมาณ 56 ครั้งแรกในวันที่ 22 ต.ค.58 แต่ กทม.ส่งสัญญาจ้างเหมาของปี 56-58 มาให้ โดยไม่มีรายละเอียดของสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ไม่มีทีโออาร์ ไม่มีราคา ไม่มีคุณสมบัติของกล้อง ไม่มีชื่อบริษัทคู่สัญญา บอกแค่ว่ามีกล้องติดตั้ง 11,000 ตัว

เหน็บอย่าโปร่งใสแค่สร้างภาพ

นายวิลาศกล่าวว่า ต่อมาในวันที่ 26 พ.ย.58 จึงทำหนังสือขอเอกสารรายละเอียดสัญญาจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด โดยแจ้งว่าเอกสารที่ กทม.ส่งมาไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ เพราะ กทม.ระบุเองว่าติดตั้งกล่องไปแล้ว 47,000 ตัว แต่กลับไม่มีรายละเอียดการทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง จากประสบ– การณ์ที่ทำการตรวจสอบ พฤติการณ์ปกปิดข้อเท็จจริงเช่นนี้ส่อว่ามีการทุจริต ขอให้ กทม.พูดความจริง หากบริสุทธิ์ใจก็เปิดเผยสัญญาทั้งหมด อย่าโปร่งใสแต่ปากผ่านสื่อว่าพร้อมให้ตรวจสอบเพื่อสร้างภาพ ส่วนกรณีที่ทาง กทม.ปฏิเสธไม่มีการฮั้วในโครงการติดไฟแอลอีดี 5 ล้านดวง วงเงิน 39.5 ล้านบาทนั้น ขอตั้งข้อสังเกตว่า มีพฤติการณ์ส่อทุจริตและฮั้วงาน เพราะบริษัทที่เข้าร่วมเสนอราคาแข่งเพิ่งจดทะเบียนขออนุญาตทำธุรกิจตกแต่งไฟ แล้วยื่นซองเพื่อเป็นบริษัทคู่เทียบในการประมูลเท่านั้น

คำสั่ง ม.44 เชือด 59 ขรก.เอี่ยวโกง

ค่ำวันเดียวกันเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 1/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 จำนวน 59 ราย โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 โดยมีคำสั่งทั้งการระงับการปฏิบัติหน้าที่ ย้ายตำแหน่ง ระงับเงินประจำตำแหน่ง ตลอดจนพ้นจากตำแหน่งไปเลย จำแนกกลุ่มเจ้า-หน้าที่ได้ 5 กลุ่ม ประกอบด้วย นักวิชาการ ข้าราชการพลเรือน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราช-การ อปท. และกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในส่วนนี้มีชื่อของ นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ กรรมการ สสส.รองประธานคนที่ 2 และกรรมการ สสส.อีก 6 ราย โดยให้พ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่ง พร้อมให้ผู้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งกรรมการใหม่

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้