วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โฮงเฮียนแม่น้ำของ ภูมิคุ้มกันแม่น้ำโขง

โฮงเฮียนแม่น้ำของ ภูมิคุ้มกันแม่น้ำโขง

  • Share:

ระลอกคลื่นแม่นํ้าโขงเต็มไปด้วยริ้วรอยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ต้นธารของแม่น้ำโขงอยู่ในที่ราบสูงทิเบต ปลายทาง อยู่ที่ประเทศเวียดนาม ตลอดเส้นทางความยาวประมาณ 4,909 กม.ไหลเลี้ยงผู้คนใน 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม

ปัจจุบันแม่น้ำโขงกำลังกลายเป็นแม่น้ำเขื่อน เพราะจีนมีโครงการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงถึง 28 เขื่อน ลาวมีโครงการสร้างถึง 9 เขื่อนและกัมพูชามีโครงการสร้างอีก 2 ถ้าเขื่อนในแม่น้ำโขงของจีน ลาว และกัมพูชาสร้างเสร็จ แม่น้ำโขงก็จะกลายเป็นแม่น้ำเขื่อนไปโดยปริยาย

ผลกระทบโดยตรงจากเขื่อน ในชุมชนริมแม่น้ำโขงของไทยมีทั้งการปลูกพืชผลริมน้ำโขง การประมง ตลอดจนเส้นทางน้ำ โดยเฉพาะในหน้าแล้ง การเดินเรือขนาดใหญ่ต้องรอน้ำจากเขื่อนจีนปล่อยลงมา และยังกระทบต่อความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำ เนื่องจากระบบนิเวศวิทยาเสียไป


เพื่อการตื่นรู้และเข้าใจความเป็นไปของแม่น้ำโขง ชาวเชียงรายได้ร่วมกับกลุ่มรักษ์เชียง และชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมผุด “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับแม่น้ำโขงด้านต่างๆ ศูนย์นี้ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เปิดไปแล้วตั้งแต่ วันที่ 18 ธันวาคม 2558

ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มีทั้งข้อมูลเอกสารและวิทยากรซึ่งเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น เกี่ยวกับการกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้ของเยาวชนและคนในท้องถิ่นนั้น มีการพูดคุยและอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เพื่อหาแนวทางมาจัดทำหลักสูตร นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ บอกว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสำคัญของโลก มีปลาบึก แต่เด็กๆส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก และยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกมากมายที่คน

รุ่นใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้จึงผุด “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ของเยาวชน

นายนิทัศน์ สิทธิยศ ผอ.โรงเรียนเชียงของวิทยาคม เห็นพ้องว่า เยาวชนส่วนใหญ่ลืมรากเหง้าของตนเอง แต่ไปรู้จักวัฒนธรรมใหม่ๆที่เข้ามา คำว่ารากเหง้าคือ วิถีชีวิตดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ความเชื่อ ภูมิปัญญาต่างๆ เราต้องอยู่ตามสภาพแวดล้อม เมื่อก่อนแม่น้ำโขงมีความสำคัญอย่างไร อนาคตก็จะมีความสำคัญอย่างนั้น

“ภูมิปัญญาคือรากเหง้า ความชำนาญของคนเก่าๆที่สั่งสม คนที่เป็นภูมิปัญญาเหล่านั้นนับวันจะล้มหายตายจากไป เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะเรียนรู้ คิด ทำ และสืบสานต่อไป”

พระครูสุจิณวรคุณ วัดท่าข้ามศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ เน้นไปที่การศึกษาของเด็กๆ ว่า เด็กควรศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความเชื่อที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนในชุมชน เรื่องเหล่านั้น

อยู่ในศาสนาทุกศาสนา มีการบ่มเพาะวิถีชีวิต เด็กๆควรศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจ อย่างความเชื่อเรื่องป่า ผีปู่ผีย่า การสืบชะตา บางคนไม่เข้าใจว่าเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ป่วย เหล่านี้เป็นต้น

การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อเรียนรู้แล้วก็ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มชนต่างๆที่อยู่ในชุมชน อย่างเชียงรายมีชนเผ่ามากมาย แต่ละชนเผ่าก็มีความดีงามของตนเอง น่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

ส่วนนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ จากโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา บอกว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของคน รากเหง้าของเราอยู่ที่ธรรมชาติ การเรียนรู้เราต้องดูว่าธรรมชาติของท้องถิ่นเรามีอะไร อย่างอาชีพจักสานก็มาจากไผ่ เครื่องปั้นดินเผาก็มาจากดิน ซึ่งมาจากสิ่งของธรรมชาติในท้องถิ่น”

ดังนั้น การเรียนรู้ 1.ต้องให้คนเคารพธรรมชาติ เมื่อเราเป็นมิตรกับธรรมชาติ เราก็จะอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน 2.เราต้องเคารพคน เคารพความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เกื้อกูลกันอย่างพริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 3.เคารพตัวเราเอง พึ่งพาตนเองได้ ภูมิปัญญาของเราได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อแม่ บรรพบุรุษมาอย่างต่อเนื่อง


ส่วนการเรียนรู้ในโรงเรียนนั้น “โรงเรียนมาทีหลัง แต่การเรียนรู้จากบรรพบุรุษของเรามาก่อน และองค์ความรู้จากบรรพบุรุษเป็นองค์ความรู้ที่นำมาใช้ได้จริงในท้องถิ่น ในชุมชนของเรา” ส่วนการเรียนรู้ในโรงเรียน “เมื่อก่อนมุ่งให้เป็นเจ้าคนนายคน ต่อมาให้เรียนรู้เพื่อป้อนเข้าโรงงาน ปัจจุบันเราต้องหันมาพิจารณาตัวเอง ต้องเป็นการศึกษาเพื่อจบออกมารับใช้ท้องถิ่น เพื่อการพัฒนาชุมชนของตนเอง”

นางอรพินท์ กุศลรุ่งรัตน์ ศูนย์การศึกษาโจ๊ะบาโลลือหล่า จังหวัดเชียงใหม่ ให้แนวการศึกษาท้องถิ่นว่า ภูมิปัญญาชีวิตอยู่ในวิถีของชุมชน การเรียนรู้ต้องเรียนรู้จากของจริงก่อน เอาความรู้จากคนจริงๆมาทำความเข้าใจ ไม่ได้เรียนเพื่อเอาไปสอบได้เฉยๆ ไม่ใช่เรียนรู้แล้วไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร การเรียนรู้อย่างท่องจำ เรียนไปเดี๋ยวก็ลืมหมด แต่ถ้าเรียนรู้จากประสบการณ์จริงอย่างไรก็ไม่ลืม ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ทำกับข้าว

การเรียนรู้ครูอรพินท์แนะว่า ต้องเริ่มจากตัวเองก่อนว่าชอบอะไร สนใจอะไร แล้วค่อยศึกษาเรียนรู้เรื่องราวเหล่านั้น “การเรียนรู้จากธรรมชาติ ธรรมชาติจะสอนให้เรารู้ได้มากมาย ตรงกันข้ามกับการเรียนรู้จากหน้าจอ จากตำราที่ไม่ได้ปฏิบัติจริง”

กระบวนการเรียนรู้ต้องเริ่มต้นจากความสนใจของผู้เรียน โดยพิจารณาว่าเราทำอะไรได้ดี แล้วมองว่าชุมชนของเรามีอะไรดี เมื่อมีอะไรเข้ามาเราก็ต้องรู้จักเลือกว่า อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรเราควรรับอะไรเราไม่ควรรับ เราต้องเลือกเป็น เราต้องเรียนไปแล้วพึ่งพาตนเองได้ ทั้งทางกาย ทางจิต และมีปัญญา “เมื่อเราพึ่งตนเองได้ เราก็ยังจะเป็นที่พึ่งของสังคมด้วย” ดังนั้น “การเรียนรู้จึงต้องอยู่รอด อยู่ดี และมีความสุข” โฮงเฮียนแม่น้ำของเปิดรับผู้เข้าไปศึกษาเรียนรู้ และมีเครือข่ายซึ่งโรงเรียนต่างๆในท้องถิ่นจะเข้ามาศึกษาเพื่อเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวกับแม่น้ำโขงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ข้อคิดจากนักการศึกษาและปราชญ์ท้องถิ่นแต่ละคนย่อมเป็นแนวทางให้ “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” กำหนดหลักสูตรเพื่อเยาวชนได้ส่วนหนึ่ง สำหรับผลกระทบจาก “เขื่อนกั้นแม่น้ำโขง” ในจังหวัดเชียงราย “ครูตี๋” อธิบายว่า 19 ปีแล้วที่จีนสร้างเขื่อนแรกในแม่น้ำโขง เขื่อนตัวแรกทำให้ระดับน้ำโขงลดลง เขื่อนตัวที่สองทำให้แม่น้ำโขงขึ้นลงไม่ปกติ เขื่อนตัวต่อๆมายิ่งสร้างปัญหาให้คนอยู่ใต้น้ำขึ้นมาเป็นลำดับ

อย่างปีไหนฝนตกเหนือเขื่อนมาก จีนก็จะปล่อยน้ำเข้ามาท่วมประเทศที่อยู่ใต้เขื่อน จากการเฝ้าสังเกต บางปีน้ำในแม่น้ำโขงแห้ง แม้จะเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่ไปดูแม่น้ำสาละวินที่มีต้นธารน้ำแหล่งเดียวกันทำไมไม่เกิดปัญหา เหล่านี้คล้ายเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า ปัญหาเกิดจากเขื่อนด้านบน

“การที่น้ำขึ้นลงไม่ปกตินั้น ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ส่งผลกระทบต่อคนอยู่ท้ายน้ำไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประมง การทำการเกษตรริม แม่น้ำโขง รวมทั้งระบบนิเวศวิทยาของปลา ทั้งการวางไข่ การจับของชาวประมง”

ปัญหาเหล่านี้มีทางออกอย่างไร “ครูตี๋” บอกว่า ปัจจุบันคนในเครือข่ายแม่น้ำโขงภาคประชาสังคมแปดจังหวัดได้รวมตัวกัน เพื่อจะได้มีพลังต่อรองกับรัฐที่มีโครงการมากมายต่อแม่น้ำโขง การจะเข้าอาเซียน “ไทย ลาว เขมร ควรจะมีส่วนร่วมกันในการช่วยเหลือดูแลแม่น้ำโขงด้วย”


และอีกประการหนึ่งคือ “กฎหมายต้องให้ทัน ต้องมีความชัดเจนในการปกป้องคนเล็กคนน้อย ไม่ใช่เข้าอาเซียนแล้ว แต่แม่น้ำโขงไม่มีอะไรปกป้องคุ้มครองเลย”

อนาคตของแม่น้ำโขงจะเป็นอย่างไรก็ตาม หวังว่า “โฮงเฮียนแม่น้ำของ” จักได้ให้ความรู้ ความเข้าใจ และความรักแม่น้ำโขงแก่เยาวชน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นภูมิคุ้มกันแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้