วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
3หมื่นคน-เมาขับ!

3หมื่นคน-เมาขับ!

  • Share:

ยึดรถ3,046คันเล็งใช้ทุกเทศกาล-5วันยอดตายพุ่ง292ศพ

“ประยุทธ์” ขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทุกหน่วย ช่วยดูแลความปลอดภัย ช่วงปีใหม่ ผ่านพ้นไปด้วยดี เล็งใช้ มาตรการเมาขับ-ยึดรถทุกเทศกาล ด้านกองทัพกำชับเจ้าหน้าที่เข้มป้องกันอุบัติเหตุ ส่งประชาชนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ เผย 9 วันยึดรถดื่มแล้วขับ 3,046 คัน ยอดผู้เสียชีวิตเทศกาลปีใหม่ห้าวันพุ่ง 292 ราย โคราชแชมป์ตาย 12 ราย ศปถ.ให้เพิ่มความถี่ในการเรียกตรวจ ด้านปลัด สธ.เตือนง่วงแล้วขับก็อันตราย

ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและออกท่องเที่ยวทั่วไทยในช่วงวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2559 ยังคงทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และกลับมาทำงานตามปกติ ส่งผลให้การจราจรในเส้นทาง เข้ากรุงเทพฯ เนืองแน่นไปด้วยยวดยานสารพัดชนิด เช่นเดียวกับตามสถานีขนส่งและสถานีรถไฟ ที่ประชาชนหอบหิ้วสัมภาระติดมือกลับมาด้วย

นายกฯขอบคุณ จนท.ดูแลปีใหม่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ซึ่งเป็นวันหยุดวันสุดท้ายของช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ 2559 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันดำเนินงานมาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาล ปีใหม่ ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง แม้จำนวนอุบัติเหตุจะยังมีปริมาณสูง แต่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ได้ร่วมมือกันอย่างเต็มที่แล้ว และพบว่าปีนี้ปริมาณรถยนต์และจักรยานยนต์ที่สัญจรไปมามีจำนวนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ขู่สั่งปิดกิจการรถขนส่งประมาท

พล.ต.สรรเสริญยังกล่าวอีกว่า นายกฯได้ติดตามสภาพการจราจรมาโดยตลอดในช่วง 3-4 วันนี้ และฝากย้ำให้ประชาชนวางแผนการเดินทางให้ดี อาจใช้เส้นทางสายรองเพื่อลดปริมาณรถในถนนสายหลัก ขับรถตามกฎจราจร ไม่ขับเร็ว หากง่วงหรือเมาต้องไม่ขับรถ รวมถึงฝากเตือนไปยังผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะรถโดยสารขนาดใหญ่และรถตู้โดยสารที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของผู้โดยสารจำนวนมาก ขณะนี้พบว่ามีการขับรถเร็วเกินกำหนดเพราะต้องทำรอบแข่งกับเวลา สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกรมการขนส่งทางบกจะลงโทษสถานหนักต่อทั้งคนขับและผู้ประกอบการ โดยยึดหรือเพิกถอนใบขับขี่ รวมทั้งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ หรือสั่งปิดกิจการเป็นการชั่วคราว

เล็ง “เมา–ยึดรถ” ทุกเทศกาล

พล.ต.สรรเสริญกล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรการดื่มไม่ขับ จับยึดรถ ได้รับเสียงชื่นชมจากองค์กรด้านสุขภาพ และประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมาก ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยมีการนำมาใช้มาก่อนที่สำคัญการตรวจยึดรถของผู้ขับขี่ที่ดื่มสุราและมีพฤติ กรรมการใช้รถใช้ถนนที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ยังทำให้เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายที่ซุกซ่อนอยู่ในรถ อาทิ อาวุธปืน ยาเสพติด และขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดและเครือข่ายได้ด้วย รัฐบาลจะพิจารณานำมาตรการนี้มาใช้อย่างต่อเนื่องในทุกเทศกาล อาทิ เทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทุกคน ทุกฝ่ายในสังคมจะต้องร่วมมือกันและแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน

9 วันยึดรถกว่า 3 พันคัน

ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ตั้งแต่ 2 ม.ค.2559 ประชาชนเริ่มเดินทางกลับจากการเฉลิมฉลองและท่องเที่ยว ทำให้การสัญจรในเส้นทางต่างๆ มีความหนาแน่นเป็นระยะและคาดว่าจะหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ คสช.ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปรับการอำนวยการจราจรให้สะดวกที่สุดและทันต่อสภาพการใช้ถนน ควบคู่ไปกับการเข้มงวดในมาตรการสร้างความปลอดภัย ดื่มไม่ขับ โดยจะดำเนินการจนถึงวันที่ 4 ม.ค.นี้ ส่วนสถิติการตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะดื่มแล้วขับขี่ในวันที่ 2 ม.ค. มีดังนี้ รถจักรยานยนต์ พบกระทำความผิด 5,869 ครั้ง เจ้าหน้าที่ยึดรถไว้ 525 คัน และส่งผู้กระทำผิดดำเนินคดี 5,040 คน รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล พบกระทำความผิด 2,264 ครั้ง เจ้าหน้าที่ยึดใบขับขี่ไว้ 259 คน ยึดรถยนต์ 381 คัน ส่งผู้กระทำความผิดดำเนินคดี 1,897 คน เมื่อรวมตลอด 9 วันที่ผ่านมา (25 ธ.ค.2558-2 ม.ค.2559) เจ้าหน้าที่ยึดรถที่ฝ่าฝืนมาตรการดื่มไม่ขับไว้แล้ว 3,046 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 2,477 คัน รถยนต์ 569 คัน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดขับขี่รถจักรยานยนต์ 21,690 คน รถโดยสารสาธารณะ/รถยนต์ส่วนบุคคล 8,462 คน

อุบัติเหตุลดลงกว่าปีก่อน

ส่วนภาพรวมการเกิดอุบัติเหตุห้วง 7 วันอันตรายในเทศกาลปีใหม่ 59 พ.อ.หญิงศิริจันทร์กล่าวว่ามีสถิติลดลงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ คสช.และรัฐบาล เข้มงวดในมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุ “ดื่มเหล้าแล้วขับ ถูกจับแล้วยึด” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถิติจะลดลง แต่ คสช.ยังมีความเป็นห่วงและเสียใจกับทุกการบาดเจ็บและความสูญเสียที่หลายครอบครัวได้รับ ทั้งนี้ คสช.โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ตำรวจและฝ่ายปกครองจะยังคงร่วมกันดูแล อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพอย่างดีที่สุด

เมาแล้วขับแชมป์อุบัติเหตุ

ต่อมาที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม แถลงว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 2 ม.ค.2559 ซึ่งเป็นวันที่ห้าของการรณรงค์ “สุขกาย สุขใจ ขับขี่ปลอดภัย รับปีใหม่ 2559” เกิดอุบัติเหตุ 415 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 39 ราย ผู้บาดเจ็บ 443 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 23.08 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 15.89 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 83.41 จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 17 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครสวรรค์ 4 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 17 คน

ตาย 292 เจ็บร่วม 3 พัน

นายชาญเชาวน์กล่าวว่า สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 5 วัน (29 ธ.ค.58-2 ม.ค.59) เกิดอุบัติเหตุรวม 2,753 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 292 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 2,855 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์)มี 7 จังหวัด ได้แก่ ตรัง พังงา แพร่ ระนอง สมุทรปราการ สิงห์บุรี และสุโขทัย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 108 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา 12 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ 108 คน ทั้งนี้ ศปถ.สั่งการจังหวัดให้จุดตรวจ ด่านตรวจเข้มงวดวินัยจราจรและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เน้นการเพิ่มความถี่ในการเรียกตรวจ เพื่อให้ผู้ขับขี่เกิดความตื่นตัวจะช่วยลดการหลับในที่เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้ พร้อมให้ดำเนินมาตรการยึดรถผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับและอยู่ในสภาพไม่พร้อมขับรถอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง

ง่วงแล้วขับก็อันตราย

ขณะที่ นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข รายงานมีผู้บาดเจ็บจากจราจรเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ 5 วัน ทั้งแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในรวม 21,003 คน พบว่าร้อยละ 33.40 ดื่มสุรา และมีผู้สวมหมวกนิรภัยขณะประสบอุบัติเหตุเพียงร้อยละ 16 โดยใน 4 วันแรกของเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา พบอุบัติเหตุสาเหตุจากหลับใน ทำให้บาดเจ็บสูงถึง 48 ครั้ง และเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต 18 ครั้ง ทั้งนี้ มีผลวิจัยจากต่างประเทศระบุว่าคนที่ง่วงแล้วขับไม่ต่างกับคนเมาแล้วขับ ดังนั้น ผู้ขับรถต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายพักผ่อนให้เต็มที่อย่างน้อย 8 ชั่วโมง งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงซึม ผลัดกันขับรถ หยุดพักรถทุก 150 กิโลเมตร หรือทุก 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังกำชับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการฉลองเทศกาลปีใหม่ ตั้งด่านชุมชนต่อเนื่อง เพื่อป้องกัน ป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยง เพราะสถิติการเกิดอุบัติเหตุปีนี้พบมากในผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มากกว่าร้อยละ 80 โดยเกิดในถนนสายรองมากถึงเกือบร้อยละ 40 ลักษณะอุบัติเหตุที่พบส่วนใหญ่คือล้มเอง และพบการบาดเจ็บ เสียชีวิตจากการถูกรถชนจากเมาสุราแล้วขับรถออกจากหมู่บ้านไปถนนสายหลัก

ทุกเส้นทางคนเนืองแน่น

สำหรับบรรยากาศการเดินทางของประชาชนจากภูมิภาคต่างๆ เพื่อกลับมาทำงานตามปกติในกรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตั้งแต่เช้าวันที่ 3 ม.ค.เป็นต้นมา ตามสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ ท่ารถโดยสารสาธารณะ รวมถึงสนามบิน ต่างก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่หอบหิ้วกระเป๋าสัมภาระมารอเดินทางกลับกรุง เช่น สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ มีประชาชนและนักท่องเที่ยวมาซื้อตั๋วโดยสารจำนวนมาก ทำให้รถไฟทั้งขาขึ้นขาล่องเต็มทุกขบวน ทั้งนี้ นายสมาน รักษาวงศ์ สารวัตรงานเดินรถแขวงหาดใหญ่ กล่าวว่ามีประชาชนและนักท่องเที่ยวมาใช้บริการอย่างคึกคัก เชื่อว่าจะรองรับผู้โดยสารทั้งหมดไม่มีตกค้างแน่นอน เช่นเดียวกับสถานีรถไฟยะลา ประชาชนเดินทางกลับจากฉลองปีใหม่คับคั่ง ตำรวจรถไฟและ รปภ.ประจำสถานียะลาต้องเพิ่มกำลังในการดูแลความปลอดภัย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ยะลา 16 ได้นำกำลังพลออกตรวจสอบสิ่งของต้องสงสัยรอบๆ บริเวณ ตลอดจนชานชาลา เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนที่มาใช้บริการ

เที่ยวบินเข้ากรุงเต็มเอี้ยด

ส่วนท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีนักท่องเที่ยวรอขึ้นเครื่องบินเต็มห้องพักผู้โดยสาร นายอิทธิพล บุญอารีย์ ผอ.ท่าอากาศยานนานาชาติ แม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ช่วงปีใหม่นี้มีสายการบินขึ้นลง 40 เที่ยวบินต่อวัน เฉลี่ยมีผู้โดยสาร 6,000-7,000 คน ถูกจองเต็มหมดทุกสายการบิน ส่วนท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีผู้โดยสารไปรอขึ้นเครื่องจนแน่นบริเวณสนามบิน ตั้งแต่ช่วงเช้าคาดว่าตลอดทั้งวันจะมีผู้โดยสารร่วม 30,000 คน

ต่อแถวล้นสถานีขนส่ง

ไม่ต่างจากที่สถานีขนส่งนครราชสีมาทั้งสอง แห่ง ก็แน่นไปด้วยผู้คนที่มาต่อแถวซื้อตั๋ว ขณะที่สำนักงานขนส่งจังหวัดนครราชสีมา เพิ่มเที่ยวรถสายนครราชสีมา-กรุงเทพฯ จากวันละ 200 เที่ยว เป็น 400 เที่ยว พร้อมเสริมรถโดยสารปรับอากาศไม่ประจำทางจาก 60 คัน เป็น 100 คัน เพื่อเร่งระบายผู้โดยสาร ขณะที่บางส่วนที่ขับรถยนต์ส่วนตัวก็ถือโอกาสแวะทำบุญสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และซื้อของฝากกันอย่างคึกคักส่งท้ายเทศกาล โดยที่บริเวณหน่วยประสานงานชายแดนไทย-เมียนมาที่ 3 แม่สอด มีชาวเมียนมาจำนวนมาก ส่วนใหญ่เดินทางมาจากเมืองชั้นในของประเทศ ทั้งย่างกุ้ง เมาะละแม่ง ผาอัน เนปิดอว์ ขอนำรถยนต์ออกนอกพื้นที่อำเภอแม่สอดไปสักการะเจ้าพ่อพะวอ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอแม่สอดไปประมาณ 20 กม. นอกจากนี้ ที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในเขตเทศบาลแม่สอด ก็มีชาวเมียนมาเข้ามากราบสักการะและถ่ายรูปกันตลอดวัน

ขนส่งกบินทร์ฯ มั่นใจไร้ตกค้าง

เช่นเดียวกับที่สถานีขนส่งกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เป็นสถานีขนส่งที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง มีประชาชนมารอรถโดยสารจำนวนมาก โดยเฉพาะเส้นทางไปภาคตะวันออก รถโดยสารระยะทางไกล เช่น นครราชสีมา-ระยอง อุบลฯ-พัทยา มีผู้โดยสารเต็มคันรถมาจากทางภาคอีสานอยู่แล้ว ทำให้ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปภาคตะวันออก ยืนรอรถนับร้อยคน ซึ่งทางสถานีขนส่งกบินทร์บุรี ได้จัดรถเสริมเร่งระบายไม่ให้มีคนตกค้าง

สายใต้รถเฉี่ยวชนประปราย

สำหรับเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ปรากฏว่า ตั้งแต่ช่วงสายเป็นต้นมา ถนนทุกสายทั้งถนนมิตรภาพ ถนนพหลโยธิน ถนนสายเอเชีย ถนนเพชรเกษม ถนนสุขุมวิท ฯลฯ ก็มีรถยนต์หนาแน่นขึ้น โดยในช่วงสายบริเวณสนามเฮลิคอปเตอร์ มทบ.ที่ 42 ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พ.ต.อ. ภาคิน ณ ระนอง ผกก.7 บก.ทล. ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจสภาพการจราจรในพื้นที่ อ.รัตภูมิ อ.หาดใหญ่ และ อ.เมืองสงขลา จากนั้นเปิดเผยว่า ภาพรวมการจราจรในพื้นที่รับผิดชอบ 11 จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต ถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคล่องตัว ขณะที่ถนนเอเชีย 41 ต่อเนื่องถนนเพชรเกษม ประตูสู่ภาคใต้ การจราจรฝั่งขาขึ้นเริ่มหนาแน่นตั้งแต่ช่วงสาย ส่วนขาล่องคล่องตัว กระทั่งบ่ายรถเพิ่มปริมาณมากขึ้น แต่ยังเคลื่อนตัวได้เรื่อยๆ เช่นเดียวกับถนนเพชรเกษมช่วงเข้าตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ การจราจรฝั่งขาขึ้นทำความเร็วได้บ้าง และมีรถติดขัดในช่วงสัญญาณไฟแดง นอกจากนี้ ในช่วงเช้ามีรถเฉี่ยวชนกันนับสิบราย นอกจากนี้ ที่จุดเลี้ยวรถหน้าด่านป่าไม้ห่างสี่แยกเข้าเมืองประจวบคีรีขันธ์ 5 กม. ขณะที่ ด.ต.บุญฤทธิ์ นาคแก้ว ตร.สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ อำนวยจราจรอยู่ ถูกรถปิกอัพเฉี่ยวชน ล้มบาดเจ็บเล็กน้อย ถูกนำส่ง รพ.ประจวบคีรีขันธ์

ปรับช่อง จร.ระบายรถทั้งวัน

ต่างจากเส้นทางจากภาคเหนือและตะวันออก-เฉียงเหนือ ขาเข้า เจ้าหน้าที่ต้องเปิดช่องทางพิเศษ แนะเลี่ยงทางลัดเพื่อเร่งระบายรถไม่ให้ติดขัดสะสม อาทิ ถนนสาย 304 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคตะวันออก รถฝั่งขาลงมาจากภาคอีสาน โดยเฉพาะช่วงหลัก กม.44-46 และ 26-29 อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ถนนเป็นคอขวดจากสี่เลนเหลือ 2 เลน ทำให้รถติดสะสมกว่า 6 กม. เจ้าหน้าที่แขวงการทางปราจีนบุรี ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี ตำรวจ สภ.วังขอนแดง ต้องปรับช่องจราจรเป็น 3 ช่อง ให้รถวิ่งลงได้ 2 ช่อง ขึ้นได้ 1 ช่อง ขณะที่นายภัครธรณ์ เทียนไชย ผวจ.สระแก้ว ร่วมอำนวยการจราจรบริเวณจุดตรวจตำรวจทางหลวงสระแก้ว สามแยกบ้านใหม่ไทยถาวร ต.ทัพราช อ.ตาพระยา หลังได้รับแจ้งการจราจรเขาช่องตะโกติดขัดอย่างหนัก โดยแบ่งเวลารถจาก จ.บุรีรัมย์ วิ่งลงเขาช่องตะโกได้ 2 เลน เป็นเวลา 30 นาทีแล้วจึงเปิดให้รถยนต์จาก อ.ตาพระยา ขึ้นเขาช่องตะโก ผ่านเป็นเวลา 10 นาที เนื่องจากรถติดสะสมน้อยกว่า

หอบหิ้วของกินมาเพียบ

สำหรับบรรยากาศการเดินทางกลับกรุงเทพฯ ของประชาชน หลังหมดช่วงหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือหัวลำโพง มีประชาชนเดินทางเข้า กทม. เพื่อมาทำงานในวันถัดไปกันอย่างหนาแน่นคึกคักเป็นช่วงๆ เมื่อรถไฟสายเหนือ อีสาน ตะวันออก และใต้ เข้าเทียบท่าชานชาลา ประชาชนต่างหอบหิ้วสัมภาระและของอุปโภคบริโภคมากักตุน อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง พืชผักเกษตร หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพในเมืองกรุง ทั้งนี้ นายเฉลียว ไวยกัญหา นายสถานีรถไฟกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในวันนี้จะมีผู้โดยสารกลับอีกจำนวนมาก การรถไฟฯได้เพิ่มเที่ยวรถเที่ยวขากลับจากภูมิลำเนาจำนวน 5 ขบวน ประกอบด้วย อุบลราชธานี 2 ขบวน ศรีสะเกษ อุดรธานี และศิลาอาสน์ อย่างละ 1 ขบวน

ขสมก.ระดมรถรับส่งคน

เช่นเดียวกับที่สถานีขนส่งกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 ฝั่งขาเข้า มีประชาชนพร้อมข้าวของเครื่องใช้ติดตัวมา ทยอยมาลงรถเพื่อกลับมาใช้ชีวิตตามปกติในเมืองใหญ่ เพิ่มมากขึ้นกว่าวันก่อน ทำให้จุดรอรถแท็กซี่บางช่วงเวลาต่อคิวเป็นทางยาว ขณะเดียวกัน ขสมก.ได้บริการจัดรถที่วิ่งเส้นทางปกติมาจอดรถใกล้กับจุดลงรถ และรถฟรีมาส่งที่บีทีเอสหมอชิต เพื่อช่วยระบายผู้โดยสารออกจากสถานี ทั้งนี้ นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รักษาการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทขนส่ง จำกัด กล่าวว่า วันที่ 4 ม.ค. คาดว่าจะมีผู้โดยสารขากลับประมาณ 170,000 คน บขส.ประสานกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้ขนส่งจังหวัดทุกแห่ง จัดรถบริการให้เพียงพอ

สนธิกำลัง จนท.ดูแลสายใต้

ด้าน พ.ต.อ.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผกก.สน.ตลิ่งชัน เผยถึงบรรยากาศการเดินทางกลับเข้าสู่ กทม.ของประชาชนบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) ว่าประชาชนที่เดินทางจากภาคใต้มุ่งหน้าสู่สายใต้ใหม่โดยรถตู้ และรถทัวร์ค่อนข้างหนาตา ตั้งแต่ 05.00 ถึง 08.00 น. แต่เจ้าหน้าที่ช่วยกันอำนวยความสะดวกผ่านไปได้ ส่วนช่วงเย็นคาดว่าประชาชนทยอยเข้ามาคับคั่งอีกครั้ง ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ผู้บังคับบัญชา พล.ต.ต.อุทาสิน ฤทธิ์เรืองเดช ผบก.น.7 สั่งการให้ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน ร่วมกันกับทหารและอาสาสมัครที่ประจำอยู่ในเต็นท์กองอำนวยการสายใต้ใหม่ช่วยกันดูแลประชาชน ออกตรวจตราป้องกันภัยอาชญากรรมทุกรูปแบบ รวมถึงช่วยกันระบายรถ อำนวยการจราจรด้วย คาดว่าทุกอย่าง จะคลี่คลายในเวลาไม่เกิน 20.00 น.

ตรวจดอนเมืองยังไร้ปัญหา

ขณะที่ช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ไปตรวจความเรียบร้อยคนเดินทางกลับด้วยเครื่องบินที่อาคาร 2 สนามบินดอนเมือง โดยเดินทักทายกับผู้เดินทางกลับ และไปตรวจสภาพการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิตช่วงหน้าสนามบินดอนเมือง ก่อนเปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สนามบินดอนเมือง ทราบว่า มีคนทยอยเดินทางกลับมาแล้วประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ สภาพทั่วไปเรียบร้อยดี ซึ่งตำรวจพร้อมดูแลสวัสดิภาพผู้เดินทางทุกคน ส่วนการจราจรขาเข้าหลังการหยุดพักยาว บช.น. เตรียมตำรวจจราจรไว้ทุกจุดที่ไหนมีการจราจรหนาแน่นต้องมีตำรวจจราจร สำหรับถนนวิภาวดีฯ ประตูทางเข้ากรุงเทพฯ ตำรวจจราจรกลางและ สน.ดอนเมืองจะคอยดูแล

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้