วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปี2559 ปีแห่งความอยู่(ให้)รอด!

ปี2559 ปีแห่งความอยู่(ให้)รอด!

  • Share:

หลังจากประชาชนคนไทยได้ “ดื่มด่ำ” กับมาตรการคืนความสุขที่รัฐบาล คสช.ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเคนให้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 กันแทบ

สำลัก จนลืมกันไปแล้วว่า ช่วงขวบปี 2558 ที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ “ทุกข์เข็ญ” กันเพียงไร!

ความคาดหวังที่ประชาชนคนไทยจะได้เห็นเศรษฐกิจในปี 2559 พลิกฟื้นคืนกลับมาบรรเจิดอีกหนนั้น เริ่มส่งสัญญาณกันออกมาบ้างแล้ว ทั้งจากปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นคืนมา และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นกำลังซื้อ รวมทั้งโครงการลงทุนของรัฐบาลที่เตรียมจะ “โม่แป้ง” เต็มกำลังในปี 59 นี้

อย่างไรก็ตาม ด้วยผลพวงเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่สร่างไข้ ที่แม้แต่เวิลด์แบงก์ยังมองว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้คงจะขยายตัวได้แค่ 3.5% แถมตลาดส่งออกหลักของไทยยังไม่ฟื้นเต็มที่ ซ้ำร้ายยังมาเจอกับภาวการณ์ภัยแล้งที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าจะรุนแรงสาหัสสากรรจ์เพียงใดในปีนี้ ซึ่งคงส่งผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกรและรากหญ้าอย่างหนักปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงท่วมหัวที่ยังไม่รู้จะสลัดโซ่ตรวนกันออกไปได้อย่างไร

หลายฝ่ายจึงยังประหวั่นพรั่นพรึง เศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะเป็นปีแห่งความบรรเจิด รุ่งโรจน์หรือยังคงต้อง “จมปลัก” ซ้ำรอยประวัติศาสตร์กันอีกหน

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอประมวลภาพรวมเศรษฐกิจของภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2558 ที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ปี 2559 นี้จะเป็นปีแห่งความบรรเจิดหรือเป็น (อีก) ปีที่ประชาชนคนไทยต้องอยู่ให้รอดกันแน่ ดังนี้

*************

น้ำมัน...รูดต่ำสุดในรอบ 20 ปี

บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ ราคาน้ำมันโลกใน สัปดาห์สุดท้ายของปีที่ผ่านมา ณ วันที่ 28 ธ.ค.ว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.37 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ปิดที่ 38.10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 33 เหรียญสหรัฐฯ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปริมาณการซื้อขายสัญญาน้ำมันดิบค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนบางส่วน ได้ปิดสถานะสัญญาการซื้อขายในช่วงสิ้นปี และตลาดยังได้รับแรงกดดัน จากกลุ่มโอเปกและรัสเซีย ยังคงระดับการผลิตน้ำมันดิบไว้ในระดับสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตนเองไว้ รวมถึงความต้องการใช้น้ำมัน เพื่อทำความร้อน ก็ปรับตัวลดลง จากอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติในช่วงฤดูหนาว ในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

กรณีดังกล่าว บรรดานักวิเคราะห์ได้ระบุว่า ไตรมาส 1 ปี 2559 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก จะเคลื่อนไหวในระดับ 25-30 เหรียญฯต่อบาร์เรลก่อนจะทยอยปรับตัวขึ้นระดับหนึ่ง โดยจะมีปัจจัยมาจากการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน ว่าจะได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรในช่วงเวลาใด และเศรษฐกิจโลกอาจจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น ทำให้หลายๆประเทศเริ่มกลับมานำเข้าน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจน้ำมันในประเทศไทย กำลังอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยหากเป็นธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อาจอยู่ในภาวะซบเซาต่อไปจนถึงปี 2560-61 เพราะราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจสำรวจและผลิตต้องชะลอการลงทุนออกไปอีกระยะหนึ่ง

ในทางกลับกันธุรกิจค้าน้ำมันโดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) จะไม่มีผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ถูกลง เพราะประชาชนจะหันมาใช้เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมา คนไทยใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 10% น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปี 2557

ขณะที่ปี 2558 ที่ผ่านมา และในปี 2559 นี้จะเห็นปั๊มก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเอ็นจีวี มียอดขายที่ลดลง แต่ไม่ถึงกับปิดกิจการ เพียงแต่โอกาสเปิดหรือผุดปั๊มใหม่จะอยู่ในภาวะ “หืดจับ” ชะลอตัว หรือไม่มีการเปิดกิจการใหม่ รวมไปถึงธุรกิจติดตั้งเครื่องยนต์ที่ใช้แอลพีจีและเอ็นจีวี เพียงแต่ต้องรอวัฏจักรราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ปั๊มแอลพีจีและเอ็นจีวี ถึงจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจปั๊มน้ำมัน อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจของนักลงทุนหน้าใหม่จะหันกลับมาเปิดกิจการปั๊มแห่งใหม่ๆ หลังจากซบเซาไปเมื่อก่อนหน้านี้ โดยหากเป็นปั๊มขนาดกลาง ต้องใช้เงินลงทุนรวมที่ดินขั้นต่ำพื้นที่ 1 ไร่ประมาณ 20 ล้านบาท หากเป็นปั๊มขนาดใหญ่ 2 ไร่ขึ้นไปต้องใช้เงินลงทุน 50 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ ธุรกิจปั๊มน้ำมันยังต้องมีธุรกิจเสริม (นอนออยล์) เพราะค่าการตลาดหรือกำไรจากการขายน้ำมันอาจไม่เพียงพอให้ธุรกิจอยู่รอดได้ จึงต้องเพิ่มธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาร์แคร์ สินค้าโอทอป ธนาคาร ร้านสะดวกซื้อเพื่อดึงดูดลูกค้าและเป็นแหล่งรายได้หลักในการทำธุรกิจในอนาคต

หากปั๊มใดไม่มีธุรกิจเสริมเหล่านี้ ก็เตรียมนับถอยหลังปิดกิจการอย่างแน่นอน!!!

สินค้าเกษตร...จ่อหืดจับข้ามปี

ตรงกันข้ามกับราคาสินค้าเกษตร ที่ตลอดปี 2558 ถือเป็นปีแห่งความตกต่ำของสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิด ทั้งข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

ยิ่งเมื่อมาเจอกับสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงซ้ำซากตั้งแต่เดือน มิ.ย. 58 เข้าไปด้วยอีก จึงยิ่งทำให้ไม่เพียงแต่ผลผลิตทางการเกษตรจะตกต่ำ ซ้ำร้ายระดับราคายังตกต่ำแบบไม่มีหูรูดอีกด้วย ชาวนาในภาคเกษตรที่ต้องชอกช้ำจากราคาข้าวที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 57 ทั้งยังถูกรัฐบาล คสช.มีคำสั่งห้ามทำนาปรังใน 22 จังหวัดมาหนแล้ว

แต่เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูการผลิตปี 58 ก็เผชิญกับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงเข้าให้อีก น้ำต้นทุนในเขื่อนหลักต่างอยู่ในห้วงวิกฤติไม่สามารถจะจ่ายน้ำป้อนให้แก่ภาคเกษตรได้ตามปกติ แม้ในท้ายที่สุดกระทรวงเกษตรฯจะไม่ได้ออกประกาศห้ามทำนาปรังใน 22 จังหวัด แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ก็ไม่ต่างกันเพราะไม่มีน้ำจะทำนาอยู่แล้ว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินจีดีพีภาคเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 58 ว่า ขยายตัวติดลบไปถึง 4.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนโดยมีมูลค่ารวม 4.06 แสนล้านบาท ขณะที่จีดีพีทั้งปี 58 นั้นคาดว่าจะขยายตัวติดลบ 3.80% และเมื่อรวมทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวลดลง 1.67% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีมูลค่ารวม 1.389 ล้านล้านบาท เทียบกับ 1.413 ล้านล้านบาทในปี 57

สศก. ยังได้ประเมินมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยในปี 58 มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ในลำดับที่ 2 ของไทย นอกจากนี้ ราคาส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์หลายชนิดของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งขัน ทำให้ประเทศคู่ค้าหันไปนำเข้าทดแทน

ทั้งนี้ สศก.ได้คาดการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จะมีมูลค่า 1.253 ล้านล้านบาท ขยายตัวลดลง 4.20% เมื่อเปรียบกับปี 57 ที่มีการส่งออกมูลค่า 1.30 ล้านล้านบาท ส่วนปี 59 คาดการณ์ปริมาณและมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัว ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา

สินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ คาดในปี 2558 จะส่งออกได้ 10 ล้านตัน ลดจากปีที่แล้วเฉลี่ย 11.07% ขณะที่ในปี 59 คาดจะส่งออกได้ประมาณ 9-10 ล้านตัน โดยมูลค่าส่งออกจะใกล้เคียงกับปี 58 คาดการณ์ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ไม่เกิน 8,000 บาทต่อตัน

ส่วนกุ้งและผลิตภัณฑ์ ในปี 58 คาดว่าจะส่งออกได้ 1.75 พันตัน เพิ่มจากปีที่แล้ว 5% ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ราคากุ้งในตลาดโลกลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งขันผลิตกุ้งได้มากขึ้นและมีราคาถูกกว่ากุ้งของไทย และสุดท้าย เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ คาดในปี 58 จะ ส่งออกประมาณ 6.10 แสนตัน ขยายตัวเพิ่ม 11.94% เมื่อเทียบกับปี 57 เนื่องจากปริมาณและมูลค่าส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง คาดในปี 59 ไทยจะมีโอกาสส่งออกไก่สดแช่แข็งไปยังเกาหลีใต้และประเทศอื่นๆ ทำให้สามารถขยายการส่งออกเนื้อไก่ได้เพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมายอมรับว่าราคาสินค้าเกษตรหลายตัวน่าเป็นห่วง จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาวะแล้ง และราคาน้ำมันที่ตกต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรจะขายได้ และทำให้รายได้ของเกษตรกรและประชาชนระดับล่างลดลง อาทิ ยางพารา ราคายังคงถูกกดดันจากเศรษฐกิจต่างประเทศและราคาน้ำมันให้ตกต่ำต่อเนื่องอีกปี ปาล์มน้ำมันเป็นอีกตัวที่จะมีปัญหาจากตลาดโลกและราคาน้ำมัน รวมทั้งยังมีสต๊อกที่ล้นตลาดอยู่มาก

ส่วนข้าวในปีหน้าคาดว่าราคาน่าจะดีขึ้น เพราะภัยแล้งครอบคลุมถึงประเทศผู้ผลิตเพื่อการส่งออกทุกประเทศ ทำให้ชาวนาน่าจะได้รับอานิสงส์ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้นได้

ค้าปลีก : เติบโตต่ำสุดในประวัติศาสตร์

ด้านภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น ต้องถือเป็นปีแห่งความยากลำบากและถึงขั้น “สาหัส” เลยก็ว่าได้ เพราะทุกค่ายต้องจัดโปรโมชั่น อัดแคมเปญลด แลก แจก แถมต่อเนื่องแทบทุกวัน ทุกสัปดาห์ จากเดิมที่ทำเป็นรายไตรมาส

โดยภาพรวมธุรกิจค้าปลีกครึ่งปีหลัง 58 ที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินพบว่ามีทิศทางที่ไม่สดใสนัก เพราะยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยลบต่างๆ เช่น อัตราการบริโภคของประชาชนลดลง, ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประชากรที่มากกว่า 60% ของทั้งประเทศสูงขึ้นมากกว่า 90% และราคาผลิตผลทางการเกษตรที่ตกต่ำทำให้กำลังซื้อรากหญ้าและเกษตรกรลดลงต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาภัยแล้งที่ฉุดกำลังซื้อในภาคเกษตรหดหาย

แม้จะยังพอมีปัจจัยบวกที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาบ้าง จาก 1.การที่คนไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น 12% 2.นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้นถึง 23% ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบมากขึ้น รวมทั้งราคาพลังงานลดลงส่งผลให้กำลังซื้อพอมีขึ้นมาบ้าง 3.การประกาศพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดการจ้างงาน และการขยายกำลังการผลิตต่างๆ และ 4.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆของภาครัฐทั้งสาธารณูปโภค และระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น

นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ทางสมาคมผู้ค้าปลีก ไทยได้ประเมินภาพรวมดัชนีค้าปลีกของไทยในปี 58 คงจะเติบโตไม่เกิน 3% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาที่ขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาโดยตลอด เช่นปี 2553 เติบโต 11%, ปี 2554 โต 8.7%, ปี 2555 โต 12%, ปี 2556 โต 6%, และปี 2557 โต 3.2% หรือเฉลี่ยเติบโต 8% แต่ปี 58 นั้นเติบโตต่ำมากๆไม่ถึง 3%

ด้าน นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารเทสโก้โลตัส กล่าวว่า หากมองภาพรวมธุรกิจค้าปลีกปี 58 ยังถือว่าดีกว่าปี 2557 เพราะกำลังซื้อและการใช้จ่ายยังมีต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับปี 2559 นี้

“อาจมีบ้างที่ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน โดยสินค้าที่รอได้ อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าอาจมียอดขายลดลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วยังดีกว่าปี 2557 แต่ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2559 จะเป็นปีทองหรือปีแห่งความอยู่รอดหรือไม่อย่างไรนั้นคงยังบอกไม่ได้ต้องดูกันตลอดปี แต่เท่าที่ดูในเวลานี้ยังมองไม่เห็นปัจจัยลบอะไร”

ปัจจัยลบยังท่วมตลาดหุ้นปี 59

ด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ ได้ย้อนภาพการลงทุนในปี 58 ที่ผ่านมาว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงราว 15.76% ขณะที่ SET50 Index ปรับตัวลดลง 19.86% นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิไปกว่า 150,000 ล้านบาท

ถือเป็นปีแห่งความตกต่ำด้านตลาดทุนเลยก็ว่าได้ โดยปัจจัยกดดันหลักๆมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายในที่สำคัญได้แก่ การปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยเฉพาะการส่งออก ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่สูงขึ้น โครงการลงทุนภาครัฐที่มีความล่าช้า และการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่มีราคาสูงเกินคาด

ส่วนปัจจัยภายนอกที่สำคัญได้แก่ การปรับตัวลงของราคาน้ำมัน การส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ (Fed) ที่กดดันบรรยากาศการลงทุนตลอดทั้งปี และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว เป็นต้น

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นปี 59 นั้น “วิศิษฐ์” มองว่า การขึ้นดอกเบี้ย Fed ในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนมีผลกำไรต่ำ นำไปสู่เงินฝืดที่ถูกขยายตัวขึ้น หรือ Deflationary expansion ทำให้หุ้นเป็น Phase หรือสินทรัพย์เสี่ยงที่จะถูกขายทำกำไร นักลงทุนโดยจะเน้นผลตอบแทนระยะสั้นมากขึ้น

“ดัชนีหุ้นไทยปีนี้คงจะแกว่งตัวผันผวนอย่างมากในกรอบ 1,100-1,500 จุด บนช่วงระดับอัตราส่วนของราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE) เฉลี่ยของตลาดรวมอยู่ที่ 11-15 เท่า อิงสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนีปี 59 ที่ 100 บาทต่อหุ้น แต่กำไรต่อหุ้นมีแนวโน้มที่จะถูกปรับลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง”

ปัจจัยที่น่าจะมีอิทธิพลต่อภาวะการลงทุนในปี 59 ที่สำคัญได้แก่ ประเมินทิศทางนโยบายของ Fed ในปี 59 จะเป็นสิ่งที่ตลาดคาดเดาได้ยากกว่าปีนี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นผันผวนในทุกๆครั้งที่มีการประชุม Fed (หุ้นมีโอกาสปรับขึ้นและลงได้) ขึ้นอยู่ว่าตลาดหุ้นได้ Pricing หรือให้ราคาการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed อย่างไร

ขณะที่การประเมินราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 59 จะแกว่งตัวในกรอบ 30-60 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยมีความเสี่ยงขาขึ้น (Upside risk) มากกว่าความเสี่ยงขาลง (Downside risk) คาดการณ์ระดับอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลมากขึ้น

สำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถึงแม้โอกาสเกิดจะน้อยแต่ถ้าเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงคือ 1.ค่าเงินหยวนถูก Devalue เหลือ 7 หยวนต่อดอลลาร์ 2.ซาอุดีอาระเบียเลิกผูกติดค่าเงิน Riyal กับสกุลเงินดอลลาร์ อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบลงไปที่ 25-30 เหรียญฯต่อดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบไปยังตลาดเครดิต ตลาดพันธบัตร และสถาบันที่ปล่อยกู้ อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่เป็น Subprime ภาค 2 ได้

“ส่วนกลยุทธ์การลงทุนเพื่อความอยู่รอด หรือให้ได้ผลตอบแทนหรือกำไรในปี 59 ควรมีเงินสดใน Port การลงทุนอย่างน้อย 50% เพื่อใช้เป็นทุนในการซื้อหุ้นเวลาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก และต้องเป็นหุ้นกลุ่มที่มีมูลค่าไม่แพง ซึ่งจะดีกว่าหุ้นที่เติบโตสูง และเน้นการลงทุนที่สามารถทำกำไรเป็นรอบๆ (Cyclical และ Swing Trading)”

ตลาดค้าทองคำ...ปีทองคนโสด!

ในส่วนของตลาดทองคำปี 2558 ถือเป็น “ปีแห่งการผันผวน” และร่วงลงหนักมากตั้งแต่ต้นปี โดย นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ได้ประมวลภาพตลาดค้าทองคำในปี 58 ที่ผ่านมาว่า ราคาทองคำในเดือน ม.ค.58 ทองแท่งราคาสูงสุดบาทละ 20,150 บาทและต่ำสุดในเดือน ก.ค.58 อยู่ที่บาทละ 17,900 บาท ปรับลดลงมาถึงบาทละ 2,250 บาท ตามราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องไม่ต่างจากราคาน้ำมัน

โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างมากตั้งแต่ต้นปี จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ กำลังซื้อไม่มี แต่เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนตัวลงจึงส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดไทยเปลี่ยนแปลงไม่มาก ค่อยๆปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าทองคำในปี 58 ลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2557

ในส่วนของตลาดค้าทองคำปี 2559 ที่หลายคนคาดหวังอยากให้เป็น “ปีแห่งความอยู่รอดของตลาดทองคำ” นั้น โดยส่วนตัวมองว่า เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว และเศรษฐกิจนอกประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ขณะที่ยุโรปเศรษฐกิจยังแย่ และยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบ (QE) อยู่

จึงคาดการณ์ว่าราคาทองคำคงไม่ปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่าปี 58 และคาดการณ์ว่าปี 2559 ราคาทองในตลาดโลกน่าจะแตะที่ 1,050-1,250 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ จากวันที่ 25 ธ.ค.58 ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 1,070 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

“ปี 2559 เงินบาทยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แต่น่าจะเห็นไม่เกิน 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันอยู่ที่ 36.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ราคาทองคำขยับขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่คงไม่มาก ซึ่งราคาทองคำในตลาดประเทศไทยจะขยับขึ้นหรือลงมากหรือน้อย อยู่ที่ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยหลัก”

นายจิตติกล่าวว่า ปี 59 กำลังซื้ออาจดีขึ้นกว่าปี 58 เพราะปี 58 ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี คนเก็บออมลดลง ขณะที่ปี 59 เงินบาทอ่อนค่าส่งออกดีขึ้นและจะมีเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีการค้าเสรี ประชาชนน่าจะมีการใช้จ่ายคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการเก็บออมเพิ่มขึ้น โดยส่วนตัวจึงมองว่า ราคาทองคำในตลาดประเทศไทยน่าจะเห็นแตะที่บาทละกว่า 20,000 บาทแน่นอน

“หากให้ชี้แนะ นักลงทุนที่สนใจอยากลงทุนในตลาดทองคำ ปี 59 นี้ มีโอกาสทำกำไรได้หลายครั้ง แต่ก็ต้องระมัดระวัง อย่าถือยาว ต้องซื้อ–ขายในระยะสั้นๆเพื่อทำกำไรและลดความเสี่ยงจากการขาดทุน ซึ่งมองว่าตลาดทองคำยังไงก็น่าลงทุนอยู่เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ”

ธุรกิจสื่อสาร : แข่งเดือดเลือดสาด!

ตลอดปี 2558 ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอการเปิดประมูล 4 จี บนคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ หลังจากที่ประชาชนคนไทยต้อง “หาวเรอ” รอกันมาข้ามปีจนประเทศไทยเกือบตกขบวนรถไฟสาย 4 จี ที่ว่านี้ไปแล้ว แต่ในท้ายที่สุดการเปิดประมูล 4 จี ก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง

เมื่อผลการประมูลครั้งประวัติศาสตร์สามารถดึงเม็ดเงินค่าธรรมเนียมจากการประมูลเข้ารัฐกว่า 232,730 ล้านบาท แถมการประมูล 4 จี บนคลื่น 900 เมกกะเฮิรตซ์ ล่าสุดยังทุบสถิติโลกด้วยอีก โดยบริษัทสื่อสารต่างเคาะราคากันดุเดือดเลือดพล่านถึง 5 วัน 4 คืน 1,990 รอบก่อนปิดฉากการประมูลลงด้วยสิริราคารวมกว่า 151,952 ล้านบาท ทุบสถิติโลก โดยบริษัท “ทรูมูฟเอช” และน้องใหม่ “บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด” ที่พกความมั่นใจแบบ “พ่อสั่งลุย” ไม่ชนะไม่เลิกรา! จนสามารถแจ้งเกิดผู้ประกอบการมือถือรายใหม่ได้สำเร็จ

ขณะที่คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลไปก่อนหน้าเมื่อเดือน พ.ย.58 ก็เคาะราคากันมันหยดถึง 86 รอบ 2 วัน 1 คืน สามารถดึงเม็ดเงินเข้ารัฐกว่า 80,778 ล้านบาท โดยบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส คว้าคลื่นไปครอบครอง

“ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เลขาธิการ กสทช. กล่าวยืนยันว่า แม้มูลค่าการประมูล 4 จีจะสูงทะลุ 232,730 ล้านบาท แต่ค่าบริการ 4 จี จะต้องถูกลงซึ่งเป็นเงื่อนไขการประมูลที่บริษัทสื่อสารที่เข้าร่วมประมูลรู้มาตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้นการเคาะราคาประมูลที่สูงจึงไม่เป็นอุปสรรคในการปรับราคาให้ถูกลง โดยราคาบริการ 4 จี ในส่วนของบริการเสียงจะต้องถูกลงจากปัจจุบัน 69 สตางค์ต่อนาที และบริการดาต้าต้องถูกกว่า 26 สตางค์ต่อ 1 เมกะไบต์

ขณะเดียวกันยังต้องปฏิบัติตามกฎกติกาและเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกตักเตือน สั่งปรับ และพักใช้ใบอนุญาต ตามลำดับขั้นตอน ซึ่ง กสทช.จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ใครมาปรามาสว่า กสทช.เป็นเพียงเสือกระดาษ เพราะเรื่องค่าบริการ 4 จี นั้น พูดมาตั้งแต่ยังไม่มีการประมูล

“เชื่อว่าปี 59 ตลาดมือถือจะเกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดสาดแน่ โดยเฉพาะรายใหม่อย่างแจส โมบาย ที่ต้องการแจ้งเกิด ขณะที่รายเก่าทั้ง เอไอเอส ดีแทค และทรู ก็ต้องเปิดศึกทั้งรักษายอดลูกค้าเดิมและแย่งชิงลูกค้าใหม่กันอุตลุด จึงถือเป็นปีทองของผู้บริโภคที่คงจะได้เห็นโปรโมชั่น และการออกแพ็กเกจใหม่ๆเพื่อแย่งชิงลูกค้าอย่างแน่นอน”.

ทีมเศรษฐกิจ

โปรย
- น้ำมัน!
- ธุรกิจ
สื่อสาร!
- ทองคำ!
- สินค้าเกษตร!
- หุ้น!
- ค้าปลีก!

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้