วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จับตาสถานการณ์หลัง“ผ่าน”บรรยากาศความสุข : ทุกข์ภัยแล้ง การเมืองซ้อน

จับตาสถานการณ์หลัง“ผ่าน”บรรยากาศความสุข : ทุกข์ภัยแล้ง การเมืองซ้อน

  • Share:

เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่ผ่านพ้นไป

ในบรรยากาศที่พี่น้องประชาชนคนไทยเสร็จจากการเฉลิมฉลองกันอย่างเต็มที่ สถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เริ่มต้นสัปดาห์แรกของปี 2559

ก้าวเดินตามวิถีชีวิตกันต่อไป

ในเงื่อนสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลทหารคสช.จะต้องรับมือกับงานหนักๆ หลังจากบรรยากาศ ความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้กลบปมทุกข์ไว้มากมาย

ถึงเวลาต้องเผชิญสภาพความจริงที่เลี่ยงไม่ได้

ที่แน่ๆปัญหาเร่งด่วน ฉุกเฉิน ก่อนอื่นใดเลย กับภาวะทางธรรมชาติที่ยากแก่การควบคุม สถานการณ์ภัยแล้งขั้นรุนแรง โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางบางส่วน

ตามสัญญาณที่เตือนกันมาตั้งแต่กลางปี 2558 ที่ผ่านมา

จากภาวะฤดูฝนที่สั้น ฝนตกน้อย โดยเฉพาะพื้นที่เหนือเขื่อน ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักอย่างเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ฯลฯ เหลือน้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา

ต่ำกว่าร้อยละ 50 หรือครึ่งหนึ่งของความจุเขื่อน

แน่นอนโจทย์ใหญ่รัฐบาลต้องบริหารจัดการน้ำให้พ้นฤดูแล้งปี 2559 ให้ได้

โดยปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ ไม่ต้องพูดถึงการส่งให้ภาคการเกษตร

อย่างที่รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ได้ประกาศเชิงรณรงค์ ขอความร่วมมือให้เกษตรกร ชาวนางดปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้งการเลื่อนการปลูกข้าวนาปีออกไปจนถึงกลางปี

ถ้าฝืนปลูกไปก็ไม่มีน้ำส่งให้ เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงเสียหายเอง

เพราะต้องกันน้ำไว้สำหรับเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม รวมถึงการสำรองน้ำไว้ใช้ในต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคม 2559

ตามรูปการณ์ส่อเค้าปั่นป่วนวุ่นวายจากสถานการณ์แย่งน้ำ

ถ้าตำรวจ ทหาร คุมไม่ดี มีหวังชาวบ้านตีกันตาย

แต่ที่แน่ๆเมื่อชาวนาปลูกข้าวไม่ได้ เกษตรกรขาดรายได้ มันก็หนีไม่พ้นกระทบวงจรเศรษฐกิจ ตามสภาพความเดือดร้อนลามถึงปากท้องชาวบ้านรากหญ้า

อารมณ์หงุดหงิดพาลถึงบรรยากาศทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่จะโยงต่อเนื่องกันกับฉากที่จะตามมาแน่ ม็อบเกษตรกรเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหา กดดันให้นายกฯและหัวหน้า คสช.รับผิดชอบ

ซึ่งนั่นก็จะเข้าทางฝ่ายการเมืองที่รอหัวเชื้อในการป่วนสถานการณ์

เจาะยางรัฐบาลทหาร คสช.

ในจังหวะที่คดีความสำคัญคืบเข้าสู่ห้วงลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

โดยเฉพาะคดีที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยในคดีปล่อยปละละเลยให้ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวจะเข้าสู่กระบวนการสืบพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แต่ที่น่าจะรู้ผลพลิกคว่ำพลิกหงายก่อนก็คือกรณีการระบายข้าวแบบจีทูจีกับบริษัทจากสาธารณรัฐประชาชน จีน ที่นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ถูกขึงพืดอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ทีมงาน “นายใหญ่” โดนต้อนเข้ามุม รอโดนน็อก

ตามสถานการณ์เร้ายุทธศาสตร์เกมมวลชนในการค้านเกมการต่อสู้

ในขณะที่กระแสทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่ลากยาวข้ามปี ก็คงไม่จบแค่การแถลงผลสอบของกองทัพบกหรือคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม

เพราะปมร้อนมันไหลลามเกิน กว่าเขตทหารห้ามเข้าไปแล้ว

แนวโน้มฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารก็คงไม่เลิก “เขี่ยแผล” ให้เชื้อลามเป็นบาดทะยัก

ล้อไปกับภาพเชิงซ้อนการหักเหลี่ยมกันเองในหมู่ขุนทหาร ตามปรากฏการณ์

ที่เห็นได้จากการจับคู่ปะทะคารมกัน ออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็นคิวของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก หรือคิวของ พล.อ.อุดมเดชกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม

ตอกย้ำรอย “สนิมเนื้อใน”

ห้องเครื่องอำนาจพิเศษไม่ได้แน่นปึ้กเหมือนช่วงยึดอำนาจใหม่ๆ

นั่นหมายถึงแรงกระเพื่อมภายในจากหัวเชื้อความขัดแย้งที่ถูกกลบไว้ด้วยอำนาจพิเศษก็คงจะโผล่กลับมาท้าทายกระบองยักษ์มากขึ้น

ไม่แหยงท็อปบูตเหมือนช่วงเพิ่งยึดอำนาจ

ในขณะที่แรงเสียดทานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ตามเงื่อนไขกดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้คืนประชาธิปไตยก็คงจะเข้มข้นขึ้น

ตามเงื่อนเวลาของการยึดอำนาจที่ทอดยาวมา 2 ปี เข้าไปแล้ว

ประกอบกับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคมปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยต้องเปิดกว้างในการติดต่อกับนานาชาติมากกว่าที่ผ่านมา

สถานการณ์โลกล้อมประเทศไทยก็ยิ่งหนีไม่ออกแรงกระเพื่อมภายใน แรงเสียดทานภายนอก นี่คือสถาน- การณ์ความยากลำบากที่รัฐบาลทหาร คสช.ต้องเผชิญความจริง หลังบรรยากาศแห่งความสุขผ่านพ้นไป

ความทุกข์ที่กลบไว้โผล่กลับมาเต็มไปหมด

หันไปที่ภารกิจหลักตามสัญญาประชาคมที่ให้กับประชาชนในการขอใช้อำนาจพิเศษเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ยกเครื่องประเทศไทย ความคืบหน้าตามโรดแม็ปก็น่าจะอยู่ตรงคิวที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศปฏิทินไว้แล้วว่า

จะเปิดเผยร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกต่อสาธารณชน ในวันที่ 29 มกราคมนี้

โดยที่ก่อนหน้านั้น ในระหว่างวันที่ 11–17 มกราคม คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะยกคณะไปประชุมนอกสถานที่กันที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อพิจารณาเนื้อหา ตรวจภาษาและความสอดคล้องของร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดให้เกิดความต่อเนื่อง

เปลี่ยนสถานที่จากคิวของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยกคณะไปประชุมนอกรอบเพื่อเคลียร์เนื้อหารัฐธรรมนูญก่อนเปิดร่างสุดท้ายกันที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนางงามสีชมพูจะถูกคว่ำไป

งานนี้นายมีชัยคงถือเคล็ด ไม่อยากให้ซ้ำรอย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามขั้นตอนถือว่าเป็นแค่ร่างรัฐธรรม-นูญร่างแรก ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแต่อย่างใด

ยังต้องมีการปรับแก้กันอีกหลายยก

มีเวลาปลุกปล้ำ ยื้อยุดฉุดกระชากกันอีก 3 เดือน

ตามปฏิทินที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ วางไลน์การทำงานไว้ หลังวันที่ 29 มกราคม ที่ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้หน่วยงานนำไปเผยแพร่ต่อประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น

จากนั้นภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และบุคคลทั่วไป จะส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะทำการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะ ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 20 มีนาคม

จากนั้นวันที่ 21–28 มีนาคม จะทำการตรวจสอบความสอดคล้องของถ้อยคำ วันที่ 29 มีนาคม ร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ก่อนทำพิธีส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาลในวันที่ 30 มีนาคม

ตามเงื่อนเวลาที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดให้ยกร่างฯภายใน 180วัน

ขั้นตอนต่อจากนั้นรัฐบาลก็จะนำร่างฯส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นการจัดออกเสียงประชามติในเดือนกรกฎาคม

กลางปีได้ลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงาย

แต่นาทีนี้ยังไม่ต้องพูดถึงโอกาสร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

เพราะตามรูปการณ์คงได้ซัดกันแหลกระหว่างฝ่ายนิยม “เลือกตั้ง” กับฝั่งดัน “ลากตั้ง”

ตามไฟต์บังคับ โจทย์ของฝ่ายคุมเกมอำนาจที่ต้องทำให้นักเลือกตั้งอ่อนแอ

ไม่เหิมจนเกินไปเหมือนปรากฏการณ์ที่ผ่านมา แบบที่พรรคเดียวยึดที่นั่งเกินครึ่งสภา เจ้าของบริษัทกดปุ่มออกกฎหมายพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้

นั่นก็หมายถึงคำตอบสุดท้าย แบบฟอร์มร่างรัฐธรรม-นูญฉบับนายมีชัยก็คงไม่ต่างจากพิมพ์เขียวฉบับของนายบวรศักดิ์ที่โดนคว่ำไป

โดยเฉพาะปมที่ยื้อกันมาต่อเนื่องนั่นคือ การเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่มาของ ส.ว.ลากตั้ง หรือวิธีการคิดคะแนนเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน

แน่นอนทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ประสานเสียงค้านเซ็งแซ่

ยังไม่นับบทเฉพาะกาลที่มีการจับตาประเด็นนิรโทษกรรมให้กับผู้ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจ รวมทั้งปมของคณะกรรมการพิเศษทำหน้าที่ติดตามควบคุมรัฐบาล เพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุเป้าหมาย

นักเลือกตั้งอาชีพช่วยกันขย่มหนักแน่

และนั่นก็จะส่งผลไปถึงโอกาสฝ่าด่านประชามติที่เสียงชาวบ้านอยู่ในระบบหัวคะแนนจัดตั้งนักการเมือง

อย่างไรก็ตาม จับสัญญาณจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดไว้ชัดถ้อยชัดคำในการแถลงผลงานรัฐบาลเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ยืนยันพร้อมรับผิดชอบกับผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ไม่ได้ตั้งธง ตั้งความหวังสักเท่าไหร่

เชื่อเลยว่าเตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้อยู่แล้ว.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้