วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ตัวแทนคนดัง

ทอม พาร์คเกอร์และเอลวิส เพรสลีย์.

คนดังแบบที่ฝรั่งเรียกเอียงเลบ เอ๊ย...เซเลบทั้งหลายมักมีตัวแทนของตนที่ไว้ติดต่อเรื่องต่างๆ ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดีเพราะมีหลายอย่างที่เจ้าตัวซุป’ตาร์เองไม่อาจตัดสินใจได้ก็ต้องฝากให้คนที่ไว้วางใจได้

ไม่เฉพาะแค่วงการบันเทิงเท่านั้นที่ต้องอาศัยตัวแทน ในแวดวงนักการเมืองและคนดังระดับโลกก็ใช้ตัวแทนเช่นกัน ซ้ำยังทำหน้าที่สมบุกสมบันไปจนถึงเสี่ยงอันตรายด้วย ดังเช่นซัดดัมหาคนหน้าคล้ายตนไว้เพื่อเป็นตัวลวงเผื่อถูกลอบสังหาร หรือฟือเรอห์ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีที่มีคนหน้าคล้ายมาเป็นศพลวงตอนที่ฆ่าตัวตาย (ส่วนศพจริงก็ถูกเผาไป) ตัวแทนประเภทนี้เรียกว่าคนหน้าเหมือนครับ

ในวันนี้จะขอเก็บเล็กผสมน้อยถึงเรื่องของชีวิตอีกมุมหนึ่งของคนดังที่มีการใช้ตัวแทนทั้งในแวดวงดาวค้างฟ้าและคนเด่นดังในสาขาอื่นของโลก

มาดูกันแทน เอ้อ...ดูกันทีนะครับ

เฮเฟสเตียน (He-phaestion) เฮเฟสเตียนมีสหายที่ไม่ดังน้อยเท่าไรนามว่า “อเล็กซานเดอร์มหาราช” ซึ่งเป็นมิตรที่สนิทกันมาตั้งแต่ยังเยาว์และเป็นผู้ที่อเล็กซานเดอร์ทรงสนิทเสน่หายิ่ง เมื่ออเล็กซานเดอร์ทรงแก้แค้นพวกเปอร์เซียนสำเร็จเป็นการล้างอายที่ทัพแห่งพระเจ้ากรุงบาบิโลนได้ยาตราเข้ามาตีชาติกรีก โดยพระองค์เข้ารบกับทัพหลวงของกษัตริย์เปอร์เซียจนพิชิตนครบาบิโลนได้พร้อมกับเผาพระราชวังงามในเมืองเพอเซ็ปโพลิสจนวอดสิ้น

โดยในวันที่ย่างพระบาทเข้าวังหลวงของพระเจ้ากรุงบาบิโลนนั้น บรรดาข้าไทในพระเจ้าแผ่นดินผู้พ่ายแพ้ทั้งปวงรวมทั้งนางในที่ยังคงประทับอยู่ก็พากันวิตกด้วยไม่รู้ชะตากรรมตน แต่ด้วยน้ำใจลูกผู้ชายของอเล็กซานเดอร์ก็ได้โปรดให้ไว้ชีวิตพระญาติวงศ์ต่างๆของพระเจ้าดาไรอัส ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเจ้าหญิงงามแห่งเปอร์เซีย “สตาเทียนา” ที่มีเรื่องเล่าคลาสสิกว่า เมื่อราชนารีได้เห็นจอมกษัตริย์ผู้พิชิต ก็ได้ถวายความเคารพบุคคลที่พระนางคาดว่าเป็นอเล็กซานเดอร์ ซึ่งแท้จริงคือเฮเฟสเตียนที่ยืนอยู่ใกล้ๆมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ แต่ด้วยพระเมตตาของอเล็กซานเดอร์ พระองค์ตรัสกับราชธิดาแห่งกษัตริย์ผู้พ่ายกรีกว่า “ขอพระนางอย่าได้ละอายองค์ ด้วยมิได้เข้าพระทัยผิดดอก เพราะบุรุษที่อยู่เบื้องหน้าพระนางนี้ก็มีศักดิ์เท่าอเล็กซานเดอร์ด้วยเช่นกัน” ซึ่งนี่แสดงถึงความสำคัญยิ่งของเฮเฟสเตียนในหัวใจพระจักรพรรดิ และสมควรมีเค้าความจริงอยู่มากจากหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงความรักและอาลัยในตัวพระสหายท่านนี้ ในคราที่เฮเฟสเตียนสิ้นใจด้วยไข้สูงถึง 7 วันนั้น อเล็กซานเดอร์เสด็จมาดูใจไม่ทัน แต่พลูทาร์กนักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าความโทมนัสแห่งอเล็กซานเดอร์นั้น “สาหัสอย่างไม่อาจควบคุมได้”


ตาลเลอรังด์ (Talleyrand)
เป็นอัจฉริยะรัฐบุรุษและอัครมหาเสนาบดีคนสำคัญตัวแทนชาติฝรั่งเศส โดยเฉพาะในสมัยของจอมจักรพรรดินโปเลียน ซึ่งคำยกย่องท่านตาลเลอรังด์ว่าเป็นนักการเมืองตัวกลั่นหาตัวจับยากนี้มิใช่ผมตั้งให้เองลอยๆ หากแต่นักประวัติศาสตร์ดังๆของโลกก็ล้วนแซ่ซ้องว่าท่านผู้นี้เป็นอัจฉริยะทางการทูตอย่างฉกาจ ด้วยแม้นนโปเลียนจะปราชัยในศึก
แต่ตาลเลอรังด์กลับเจรจาจนฝรั่งเศสไม่สูญเสียอะไรมาก ซ้ำยังดูดีในสายตาชาวโลกในเวลาไม่นาน

ก่อนหน้านั้นท่านเป็นเสนาบดีในรัฐบาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก่อนปฏิวัติใหญ่ ซึ่งความสามารถของตาลเลอรังด์มาฉายเอาชัดในครั้งที่นโปเลียนปราชัยต่อชาติสัมพันธมิตร ซึ่งก็พากันมาประชุมเพื่อจัดระเบียบยุโรปใหม่ในสมัชชา “คองเกรสแห่งเวียนนา” ที่นานาชาติเดินทางมายังกรุงเวียนนาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในอันที่จะจัดการประเทศที่นโปเลียนได้เข้าไปปรับเปลี่ยนให้กลับคืนมา บนโต๊ะเจรจานั้นมีชาติยักษ์ใหญ่ในขณะนั้น คือ รัสเซีย, อังกฤษ, ปรัสเซีย และออสเตรีย บทบาทของตาลเลอรังด์ในฐานะผู้แทนฝรั่งเศส (ที่เป็นผู้ก่อเรื่อง) นั้น ท่านที่รักลองคิดดูว่าจะน่า “เหงื่อตก” สักเท่าใด เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล แต่ศิลปะการทูตของท่านผู้นี้ช่วยคงเกียรติแห่งมหาอำนาจเอาไว้แก่ฝรั่งเศสได้ ซึ่งเรื่องนี้ช่วยให้ชาติต่างๆในยุโรปอยู่กันด้วยความผาสุกนานจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทีเดียวครับ

ดับเบิ้ลของสตาลิน (Stalin) อดีตผู้นำมหาอาณาจักรหลังม่านเหล็กมีอิทธิพลไม่ใช่เล็กๆในยุคที่เขาครองอำนาจมีข่าวลือหนาหูอยู่เรื่องหนึ่งว่าบุรุษเหล็กท่านนี้มี “ฝาแฝด” ที่หน้าตา, รูปร่าง และส่วนสูงเหมือนกันกับสตาลินตัวจริงอย่างแยกไม่ออกแม้ในหมู่คนสนิท โดยโจเซฟ สตาลินที่กำลังพูดถึงนี้เป็นบุรุษผู้มีอำนาจสูงสุดในรัสเซียทั้งในช่วงสงครามโลกและสงครามเย็น ซึ่งเขาได้สยายอิทธิพลการเมืองทั้งในที่แจ้งและที่มืด โดยในส่วนของอำนาจมืดนั้นเขาได้ทำการ “เก็บ” ศัตรูทางการเมืองและบุคคลที่ “ไม่พึงปรารถนา” ไปด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดาสารพัดทั้งอาวุธและยาพิษ โดยยืมมือของตำรวจลับที่เป็นองค์กรที่สตาลินให้กำเนิดขึ้นมาโดยที่ไม่ขึ้นกับกฎหมายและกฎของพรรคแต่อย่างใด จึงไม่น่าแปลกว่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างสตาลินจะต้องระวังภัยจากทั้งในบ้านและนอกบ้าน เพราะดินแดนหลังม่านเหล็กเป็นขั้วอำนาจที่คานกันอยู่กับดินแดนโลกเสรีอย่างสหรัฐฯ สำหรับผู้ที่มาเป็น “ดับเบิ้ล” หรือตัวลวงให้กับสตาลินก็คือ เฟลิกซ์ ดาดาเอฟ (Felix Dadaev) ผู้เคยเป็นนักเต้นและเล่นแสดงเพื่อความบันเทิง โดยเขาเพิ่งเปิดปากเมื่อปี 2008 ในวัย 88 ปีที่ผ่านมานี้เองว่า สมัยหนุ่มนั้นเขาถูกเรียกเข้าไปรายงานตัวที่เครมลินเพื่อมอบหมายภารกิจลับสุดยอดให้ คือการเป็น

“สตาลินอีกคนหนึ่ง” ที่ทำหน้าที่ต่างๆเหมือนหุ่นเชิด ซึ่งจากรายละเอียดที่เขาเขียนไว้ในอัตชีวประวัติของตัวเองนั้น เฟลิกซ์กล่าวว่า เขาเป็นเพียง 1 ใน 4 สตาลินปลอมเท่านั้น โดยงานที่ได้รับมอบหมายคือการแสดงตัวเป็นท่านผู้นำ โดยนั่งไปในรถส่วนตัวของสตาลินเพื่อร่วมรัฐพิธีต่างๆ (ที่น่าเบื่อ) รวมถึงการออกหน้ากล้องถ่ายในรายการข่าวทั้งหลายด้วย

ในสมัยวัยรุ่นนั้นเขามักถูกล้อว่าหน้าเหมือนผู้นำคอมมิวนิสต์ตัวเอ้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะจากเพื่อนในโรงเรียน จนที่สุดความเหมือนก็ไปเตะตาตำรวจลับโซเวียตเข้าอย่างจังจนต้องเข้าไป “รับใช้ชาติ” โดยเฟลิกซ์ถูกทางการรัสเซีย “เมกอัพ” แต่งหน้าแต่งตาและทำผมให้หนุ่มน้อยอายุ 20 กว่าปีกลายเป็นท่านผู้นำที่อายุร่วม 5 รอบได้อย่างน่าทึ่งครับ

ทฤษฎีมือสังหารเคนเนดี้ สาเหตุการตายของท่านนั้นมีทฤษฎีสมคบคิดพิสดารถูกนำเสนอออกมามากทีเดียวครับ ซึ่งทฤษฎีหนึ่งคือเรื่องมือสังหารตัวปลอม คือมีคนที่เป็น “ดับเบิ้ล” ของนายออสวอลด์ (Lee-Harvey-Oswald) ที่เป็นคนลอบสังหาร ดังขอเท้าความสักนิดว่า ในเช้าที่สดใสของวันอาทิตย์เมื่อรถลีมูซีนของท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯกับท่านผู้หญิงผ่านเข้าไปยังจัตุรัสกลางเมืองดัลลัสก็ได้มีเสียงปืนปริศนาดังขึ้น โดยในเวลาต่อมาก็จับตัวผู้ที่ยิงปืนนั้นเข้าใส่ประธานาธิบดีได้ ซึ่งก็คือนายออสวอลด์นี่เอง แต่ในเวลาต่อมาก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น โดยนายออสวอลด์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของทางการกลับถูกชายถือปืนบุกเข้าไปยิงในระยะประชิดจนเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเรื่องนี้มีการตั้งกรรมการแล้วแถลงเป็นรายงานหนาเตอะชื่อ “วอเรนส์รีพอร์ต” แล้วในเวลาต่อมาก็มีผู้ตั้งข้อสงสัยในจุดต่างๆของรายงานจนเป็นที่มาของทฤษฎีสมคบคิดต่างๆของการลอบสังหาร ซึ่งเรื่องมือสังหารอย่างนายออสวอลด์ว่ามีตัวปลอม อีกคนนั้นก็เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่ซับซ้อนถึงขนาดมีผู้เขียนออกมาเป็นหนังสือขายทีเดียวครับ โดยเนื้อหาได้กล่าวโยงไปถึงองค์กรใหญ่ที่ทรงอิทธิพลยิ่ง
อย่าง “ซีไอเอ” ว่ามีเอี่ยวด้วย


ซึ่งเรื่องตัวเหมือนของนายออสวอลด์นี้จะว่าไม่มีมูลก็ไม่ใช่เสียทีเดียวด้วยนายออสวอลด์ผู้สังหารอย่างเป็นทางการนี้ก็มีเรื่องลับซับซ้อนในชีวิตเยอะ เป็นต้นว่าเคยไปสหภาพโซเวียตในสมัยสงครามเย็น (ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ) ส่วนสูติบัตรหรือใบเกิดก็มีการปลอมแปลงรายละเอียดข้อมูลต่างๆ จึงไม่น่าแปลกที่จะมีทฤษฎีว่าด้วย “ออสวอลด์คนที่ 2” ที่โยงว่ารัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องมือสังหารตัวลวงคนนี้ด้วย ซึ่งจนบัดนี้เรื่องความลึกลับแห่งเหตุอสัญกรรมของท่านอดีตประธานาธิบดีก็ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาของโลกต่อไป

ตัวแทนเอลวิส เชื่อแน่ว่าคอเพลงโยกและคลึงทั้งหลายย่อมรู้จักชื่อ “ผู้การทอม พาร์คเกอร์” ที่มีนามเต็มว่า ธอมัส แอนดรูว์ พาร์คเกอร์ (Thomas Andrew Parker) ผู้เป็นคนพาดาวจรัสแสงดวงนี้ออกมาให้โลกร็อกแอนด์โรลได้รู้จัก ชายผู้นี้มีพรสวรรค์ที่ต่างจากราชาเพลงร็อกที่เขาปั้น คือความมีตาที่แหลมคมและหูที่ไวต่อสุ้มเสียงที่พิเศษ ด้วยเมื่อได้เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาคมคายร้องเพลงในสไตล์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาก็ตัดสินใจได้ทันทีว่าไม่ธรรมดา ตอนนั้นเอลวิสมีผู้จัดการอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็นพาร์คเกอร์ ผู้ที่เอลวิสกล่าวถึงในภายหลังด้วยความประทับใจว่า “ผมไม่คิดว่าตัวเองจะดังได้ขนาดนี้ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะเขา”

เอลวิสนั้นมองผู้การเหมือนกับเป็นบิดาอีกคนหนึ่ง ส่วนทอมก็มองเอลวิสด้วยความเอ็นดูเหมือน “ลูก (my boy)” แม้จะมีเสียงเล่าลือว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเอี่ยว แต่ในวงการมายาอย่างฮอลลีวูดเรื่องนี้ก็เปรียบได้กับการจิบกาแฟตอนเช้ากับปาท่องโก๋ ทอม พาร์คเกอร์ได้จัดการต่อรองเรื่องเงินทองจนเอลวิสเป็นนักแสดงที่ค่าตัวแพงลิบที่สุดของฮอลลีวูด ถ้านักแสดงหลักคนอื่นเล่นหนังได้ค่าตัว 1 ล้านเหรียญต่อเรื่อง เอลวิสจะได้เป็น 2 เท่าของเขาเหล่านั้น โดยพ่อหนุ่มจะได้ 50% ของเงินทั้งหมด ซึ่งพาร์คเกอร์ก็ได้ส่วนแบ่งถึง 50% เช่นเดียวกัน ด้วยอิทธิพลของเขาที่มีต่อเอลวิสทำให้ผู้การทอม พาร์คเกอร์เป็นบุคคลที่จัดได้ว่า “เขี้ยว” และ “น่าระย่อ” คนหนึ่ง ทว่า ในเรื่องส่วนตัวของเขานั้นมีสิ่งที่ลับลวงพรางอยู่ไม่น้อย เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่คนอเมริกันแต่กำเนิดอย่างที่บอกใครๆ ด้วยในภายหลังได้มีการเผยว่าทอมเป็นชาวดัตช์ที่หลบหนีเข้าเมืองมา ทำให้ไม่มีเอกสารประจำตัวอย่างเป็นทางการ จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าเหตุที่นักร้องใหญ่อย่างเอลวิสไม่ได้ออกเวิลด์ทัวร์ ก็เพราะผู้จัดการส่วนตัวไม่ต้องการให้ใครรู้ความลับว่าเขาไม่อาจทำพาสปอร์ตได้เหมือนคนอื่นๆ

จอมพลเรือคาร์ล ดอนิทซ์ (Karl Dönitz) สุภาพบุรุษเลือดทหารซึ่งเป็นที่นับถือแม้กับในหมู่นายทหารของชาติสัมพันธมิตร ชายผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากฮิตเลอร์ให้เป็นผู้นำพาเยอรมนีเดินหน้าต่อไปแม้จะปราชัยในสงคราม ซึ่งเมื่อกองทัพสัมพันธมิตรเข้ามายึดเบอร์ลินได้แล้วนั้น แต่จอมพลดอนิทซ์ก็ยังคงเป็นประธานาธิบดีแห่งอาณาจักรไรช์อยู่จนกระทั่งเดือนพฤษภาคมปี 1945

โดยเขาเริ่มอาชีพการเป็นทหารมาตั้งแต่ก่อนสงคราม โลกครั้งที่ 1 โดยในสมัยสงครามนั้น ดอนิทซ์เป็นทหารประจำเรือดำน้ำเข้าร่วมรบในสมรภูมิจนเรือถูกจมใกล้เกาะมอลตา ตัวของดอนิทซ์เองถูกจับเป็นเชลยของอังกฤษอยู่ถึง 9 เดือน แล้วต่อมาด้วยความสามารถล้วนๆทำให้เขาได้เป็นผู้บัญชาการเรือลาดตระเวน “เอ็มเด็น” ที่เดินทางไปตามน่านน้ำต่างๆรอบโลกในเวลา 1 ปี พอยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 บุรุษผู้นี้ก็ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพเรือเยอรมนี โดยมีกองเรืออูที่เป็นฝูงเรือดำน้ำทรงพลังเป็นกลจักรสำคัญมาตั้งแต่เริ่มสงคราม ด้วยการจัดทัพเรืออูให้เข้าโจมตีเรือรบและเรือขนส่งเสบียงของฝ่ายสัมพันธมิตรจนเสียหายขนาดหนัก ทำเอาชาติมหาอำนาจต่างๆแทบจะไปไม่ถูกเหมือนกัน ซึ่งบุรุษนักการทหารผู้มากด้วยความสามารถนี้เองที่ฮิตเลอร์ไว้วางใจในวาระสุดท้ายถึงแก่ฝากความหวังไว้ในหมายแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ จึงเป็นที่รู้กันว่าจอมพลเรือดอนิทซ์คือผู้แทนคนสุดท้าย
ของท่านผู้นำครับ

คนดังทั้งหลายไม่ว่าบ้านเราหรือต่างแดนก็ล้วนมีตัวแทนในการติดต่อเรื่องต่างๆแทนทั้งสิ้นหรือแม้ในวงการเมืองก็ยังต้องมีคนเป็น “หนังหน้าไฟ” ให้ออกหน้าเป็นกันชนแทนตัวจริง ซึ่งก็ใช่ว่าคนดังจะเป็นใหญ่ออกอำนาจใส่กับตัวแทนอย่างเดียวนะครับ เพราะจากการทำงานในวงการมานี้ขอยืนยันได้ดีว่าเป็นงานที่ต้องช่วยกันแล้วจะดีที่สุดครับ ซึ่งคนดังก็ต้องพึ่งตัวแทน น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาสัย แล้วจะดีเองครับ.

โดย:นพ.กฤษดา ศิรามพุช
ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน



2 ม.ค. 2559 14:41 2 ม.ค. 2559 14:51 ไทยรัฐ