วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เปิดใจ “จักรทิพย์ ชัยจินดา” นโยบายตำรวจปี 59

เปิดใจ “จักรทิพย์ ชัยจินดา” นโยบายตำรวจปี 59

  • Share:

“ในปีหน้าจะเน้นการปราบปรามยาเสพติด การป้องกันทำไปเพื่อลดโอกาสในการก่อเหตุ แต่คดีเกิดต้องจับให้ได้ทุกพื้นที่ โรงพักเป็นหลัก เป็น “จุดแตกหัก” จุดแรก ทุกอย่างอยู่ที่โรงพัก โรงพักดี ตำรวจส่วนใหญ่ดีหมด ตัวขับเคลื่อนตำรวจมี 4 ตัว ผบ.ตร. ผบช. ผบก.และ ผกก. ถ้าฟันเฟืองขับเคลื่อนครบ 4 ตัวตำรวจไปได้ดี ผบ.ตร.เป็นแบบอย่าง ผบช. ผบก. ผกก.ไม่ทำไม่ได้ต้องรับผิดชอบ จะเน้นทำงานเป็นทีม เป็นระบบ ใช้ทุกส่วนมาทำงาน ไม่มีแบ่งฝ่ายแบ่งเขาแบ่งเรา ตัวตั้งของความสำเร็จของงานเพื่อประโยชน์ของสังคมและประชาชน”

“คดีอาชญากรรม 4 กลุ่มในช่วง 2–3 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง ส่วนใหญ่มีตัวเลขลดลงทุกกลุ่มและเป็นไปตามนโยบายที่ได้เน้นในเรื่องการป้องกันปราบปรามเพื่อลดระดับอาชญากรรม และรักษามาตรฐานในเรื่องการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทั่วประเทศหรือให้ดีกว่านี้ สาเหตุเนื่องจากขณะนี้ไม่ได้มีการชุมนุมประท้วง ซึ่งปกติกำลังตำรวจส่วนหนึ่งจะต้องจัดไปดูแลความปลอดภัยผู้ชุมนุม ควบคุมสถานการณ์ไม่ให้มีเหตุรุนแรง ทำให้งานป้องกันปราบปรามหดหายไป มีช่องว่างอาชญากรรมเกิดขึ้น”

เป็นนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในทิศทางขับเคลื่อนนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงปี 2559

ในช่วงไม่กี่เดือนที่เข้ามารับตำแหน่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ไม่ได้ลงพื้นที่เกาะติดคดีอาชญากรรม เหมือนสมัยที่เป็นรอง ผบ.ตร.ที่รับผิดชอบงานสืบสวนคดีสำคัญ เป็นมือไม้ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ตั้งแต่ช่วงปี 2557-2558

เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งคณะพนักงานสืบสวนคดีอาญาสำคัญ และรับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เป็นมิติใหม่ของตำรวจที่ได้รวบรวมนักสืบ มือปราบ มาอยู่ใน “ทีมสืบสวนคดีพิเศษ” และเป็นนายตำรวจที่มีบทบาทในการคลี่คลายคดีสำคัญ ประสานข้อมูลสนับสนุนตำรวจพื้นที่ เป็นทีมสืบสวนที่ได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างมาก

พอมาเป็นผู้นำตำรวจ ต้องลดบทบาท ทำหน้าที่ผู้บริหาร เสริมสร้างนโยบายขับเคลื่อน พัฒนาศักยภาพทุกหน่วย ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ เสริมสร้างสวัสดิการความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ทำหน้าที่ผู้บริหารตำรวจทั้ง 2.3 แสนนายทั่วประเทศแบบเต็มตัว

จัดแบ่งมอบหมายหน้าที่ให้รอง ผบ.ตร.เข้ามารับผิดชอบคดีความมั่นคง และคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ มี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นตัวหลักประสานงานฝ่ายทหารได้ลงตัว

งานยาเสพติด พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผบช.ปส. มือปราบคนดังจับมือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม วางระบบงานป้องกันสกัดกั้นยาเสพติดข้ามไปในส่วนประเทศเพื่อนบ้าน

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พี่ใหญ่รับผิดชอบปรับภาพลักษณ์ตำรวจทั่วประเทศ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร.งานปราบปรามการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.ต.อ.จักรทิพย์ทำหน้าที่ไม่มีขาดตกบกพร่อง อาศัยความเป็นน้องที่จริงใจ คำไหนคำนั้น ทำงานร่วมกับรุ่นพี่ รอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ ผบช.หลักๆ ไม่ให้มีการแบ่งแยกเหมือนอดีตที่ผ่านมา

ถือว่าสอบผ่านได้แบบสบายๆ

แต่ในช่วงปีหน้าเป็นเรื่องที่ยากคาดเดาสถานการณ์ที่เปราะบางของคนไทย เป็นภาระที่หนักอึ้งของผู้นำตำรวจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องคิดวางมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

“ไตรมาสแรกเน้นการสร้างภาพลักษณ์ในตำรวจ เป็นนโยบายเฉพาะ อาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่ต้องสัมผัสรับใช้ประชาชนทุกวัน ในอดีตมาช้านานภาพตำรวจมีทั้งบวกและลบในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่มารับตำแหน่ง ได้ดูว่าส่วนไหนต้องปรับปรุงแก้ไข เติมเต็มองค์กรตำรวจพบว่า สิ่งที่ปรับปรุงมีภาพลักษณ์ที่ดีของตำรวจ ทุกคนคิดว่าตำรวจเป็นอาชีพที่ถูกดูถูกดูแคลนหรือกล่าวขวัญมากที่สุดอาชีพหนึ่งในทิศทางที่เป็นลบ มีตำรวจรีดไถ เรียกรับผลประโยชน์ การตั้งด่าน การสอบสวนไม่ให้ความเป็นธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนพูดไปในทางที่เสียหายองค์กรส่วนใหญ่ ในทางตรงกันข้ามสิ่งดีๆที่ตำรวจทำกลับถูกกล่าวขวัญน้อย หรือไม่พูดถึงเลย”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เปิดใจกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า การทำคดีเล็กๆ จนถึงคดีใหญ่ ตำรวจตั้งใจทำทุกคดี ไม่ใช่ เลือกทำคดี เพียงแต่บางคดีไม่เป็นข่าว บางคดีจำเป็นต้องให้เป็นข่าวให้สังคมได้รับรู้พฤติการณ์ของคนร้ายเป็นอย่างไร ไม่ใช่ตำรวจเอาหน้าแถลงข่าว ต้องการเตือนให้พี่น้องประชาชนได้ระวังป้องกันตัวเองเท่าที่จะทำได้ จะสังเกตได้ว่า เกิดคดีใหญ่ๆ ที่ประชาชนสนใจ คดีสร้างความสะเทือนขวัญที่ผ่านมา จะลงพื้นที่ทำงานร่วมกับทีมงาน จะมีส่วนเกี่ยวข้องทำเกือบทุกคดี ทั้งคดีอาชญากรรมสำคัญและคดีความมั่นคง

ภาพรวมการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีองคาพยพกว่า 2.3 แสนนายทั่วประเทศ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าหน่วยจะนำพาองค์กรนี้ให้เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน ให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข เป็นสิ่งที่ต้องทำ ถึงแม้จะรู้ว่าที่ผ่านมาผู้นำองค์กรหลายๆคนพยายามทำทุกคน ซึ่งจะต้องพยายามทำเต็มกำลังความสามารถ จะทำให้ดีที่สุด เพราะได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน จะทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครอง ดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นหลัก

แต่สิ่งที่ผู้นำตำรวจต้องคิดประเมินสถานการณ์ไว้รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

“ปีหน้าต้องแบกรับภารกิจเข้าสู่ประชาคมอาเซียน คาดว่ามีชาวต่างชาติมากกว่า 10 ประเทศเข้าออกประเทศไทย การทำงานในทุกมิติต่อจากนี้ต้องมีความเข้มข้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ การย้ายถิ่นฐาน ปัญหาแรงงานต่างด้าว กลุ่มแก๊งขบวนการที่แฝงเข้ามาอยู่ในไทย ต้องดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามามหาศาล ในฐานะผู้นำองค์กรจะต้องเตรียมความพร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พัฒนาตนเองเพื่อให้อยู่กับ
สังคมโลก ไม่ว่าเรื่องภาษา การสื่อสารและ ขนบธรรมเนียมของแต่ละชาติ รองรับภารกิจอันหนักหนาคือ ความปลอดภัย ของคนทุกคนที่อยู่ใน ประเทศไทย”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชี้แจงในมาตรการรองรับประชาคมอาเซียน “ช่วงเข้าประชาคมอาเซียนต้องกลับมาทบทวนกฎหมาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอันใกล้นี้ กฎหมายแต่ละประเทศอาจจะมีความแตกต่างกัน ต้องเร่งทำความเข้าใจ การควบคุมการกระทำผิดต้องชัดเจน อย่าคลุมเครือ ต้องมีแผนรองรับให้เป็นระบบ
ในโลกปัจจุบันในเรื่องคนร้ายก่อเหตุรุนแรงลักษณะยิงกราดในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตำรวจได้เตรียมความพร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะทั้งคน อาวุธ ยานพาหนะ ซึ่งมีประสบการณ์ไว้แก้ไขปัญหาต่างๆจากตำรวจพื้นที่ และเป็นชุดที่มีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์พิเศษ”

ส่วนการชุมนุมประท้วงทางการเมือง เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่สร้างปัญหาให้ตำรวจ พล.ต.อ.จักรทิพย์บอกว่า “การชุมนุมประท้วงได้เตรียมพร้อมไว้รับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ทุก บช.ทบทวน สำรวจอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน สำหรับการชุมนุมทางการเมือง ส่วนตัวคิดว่า ไม่น่าจะถึงขั้นรุนแรงอย่างที่ผ่านมา มีกฎหมาย พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะประกาศใช้แล้ว การชุมนุมหลังจากนี้จะไม่เหมือนอดีตและสิ่งที่สำคัญคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับประชาชน การทำงานเน้นกฎหมายและยึดหลักสากล”

เป็นภาพรวมนโยบายของผู้นำตำรวจในช่วงปี 2559.

ทีมข่าวอาชญากรรม

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้