วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'กอบกาญจน์' อยากเห็น คนกีฬาสามัคคี เหรียญทองอลป.

'กอบกาญจน์' อยากเห็น คนกีฬาสามัคคี เหรียญทองอลป.

  • Share:

เปิดศักราชใหม่ 2559 “ฮอตสปอร์ต” ขอประเดิมด้วยการสัมภาษณ์พิเศษ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถึงสิ่งที่ผ่านมาตลอดปี 2558 และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2559 ว่าจะมีทิศทาง และแนวทาง เป็นเช่นไร

และที่สำคัญรัฐมนตรีกอบกาญจน์คาดหวังอยากเห็นอะไรในวงการกีฬาบ้าง

เริ่มจากในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา นางกอบกาญจน์ เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ถือว่าโดดเด่นและโดยส่วนตัวภูมิใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการที่มีส่วนผลักดันให้พระราชบัญญัติ การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

โดยกฎหมายกีฬาฉบับใหม่นี้ ถือว่ามีความทันสมัย และเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันมากที่สุดแล้ว หลังจากใช้กฎหมายเดิมมาร่วม 30 ปี

อย่างที่ทราบกันดี หลักๆของกฎหมายกีฬาฉบับใหม่ คือ การกีฬาแห่งประเทศไทย จะเป็นนายทะเบียน ในการขึ้นทะเบียนสมาคมกีฬาต่างๆ ทำให้เกิดความสะดวกมากกว่าเดิม และจะมีเงินภาษีจากสุราและยาสูบ เข้ามาสู่กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ปีละ 3,700-4,000 ล้านบาท จะทำให้การพัฒนากีฬาของประเทศไหลลื่นขึ้น ซึ่งการที่ได้เงินในส่วนนี้เพิ่มเติมขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ก็เริ่มเห็นผลในบางส่วนแล้วเช่นกัน

กฎหมายอีกฉบับ ที่กำลังผลักดันอยู่ คือ พระราชบัญญัติ วิชาชีพบุคลากรการกีฬา พ.ศ. ... เพื่อเป็นการยกฐานะ และความมีมาตรฐานของผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสินให้สูงขึ้น โดยมีกฎหมายรองรับ ซึ่งคาดว่าภายในปี 2559 จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการได้ต่อไป

“อีกเรื่องที่ภูมิใจมากที่สุด คือการที่คนไทย รักกีฬามากขึ้น คนที่ไม่เคยดูกีฬา ก็หันมาดู คนที่ไม่เคยเล่นกีฬา ก็หันมาเล่น เรียกได้ว่าทุกคนมีความสุขกับกีฬากันเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัด คือ การติดตามให้กำลังใจทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ในทุกนัด ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ดังนั้น การที่ภาครัฐได้ลงทุนในเรื่องของ งบประมาณลงไป ถือว่ามีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก โดยในปีนี้ 2559 รัฐบาลก็ได้เตรียมพร้อมงบ ประมาณในด้านต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อสนับสนุน นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่เช่นเดิม ซึ่งแน่นอนจะนำมาซึ่งความสุขของคนไทยอย่างต่อเนื่อง” นางกอบกาญจน์กล่าว

ส่วนในปีนี้ 2559 ซึ่งมี 3 มหกรรมกีฬาใหญ่ รออยู่

เริ่มจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 5-21 ส.ค. ที่เมืองริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล ต่อด้วยมหกรรมกีฬาคนพิการ พาราลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 7-18 ก.ย. ที่เมืองริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล เช่นกัน และปิดท้ายมหกรรมกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 24 ก.ย.-3 ต.ค. ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม

และยังรวมถึงการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ ในระดับอาเซียน เอเชีย และโลก อีกหลายต่อหลายรายการ

รัฐมนตรีกีฬากล่าวว่า อย่างที่เรียนไป รัฐบาล ได้เตรียมงบประมาณสำหรับเกมการแข่งขันรายการต่างๆ ไว้พร้อมแล้วตลอดทั้งปี การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ทำหน้าที่เตรียมนักกีฬา ก็มีแผนที่จะผลักดันนักกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ ให้ประสบความสำเร็จมากที่สุด

“เราหวังในเรื่องของคุณภาพของนักกีฬาที่จะได้ไปแข่งขันใน 3 มหกรรมกีฬามากขึ้น รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ พร้อมๆกับการดูแลเรื่องของจิตใจของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นอย่างดี ควบคู่กันไป เพื่อให้นักกีฬาเกิดความพร้อมมากที่สุด” รัฐมนตรีกอบกาญจน์กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า โอลิมปิกเกมส์ครั้งที่ผ่านมา เมื่อปี 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นักกีฬาไทยไม่มีเหรียญทองติดมือกลับมา ในโอลิมปิกเกมส์ 2016 ช่วงปลายปีนี้ มีความคาดหวังอย่างไรกับผลงานของทัพไทย อยากเห็นเหรียญทองคล้องคอนักกีฬาไทยอีกครั้งหรือไม่
นางกอบกาญจน์ ตอบว่า อยากเห็น และเชื่อมั่นว่านักกีฬาไทยมีโอกาสประสบความสำเร็จในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้

และอีกเรื่องในปี 2559 ที่กำลังผลักดัน คือ การจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยรัฐมนตรีกีฬาขยายความในเรื่องของมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติเอาไว้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมหาวิทยาลัยกีฬา แต่หัวใจสำคัญ คือต้องเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาที่มีคุณภาพ เน้นด้านบุคลากรให้มีคุณภาพและเพียงพอ ต้องมีโค้ชมืออาชีพ ครูต้องเก่ง

กีฬาคือการสร้างคน ดังนั้น เราจึงต้องเน้น การฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง เข้มงวดในวินัย มีจรรยาบรรณ รวมถึงการทำงานร่วมกันกับต่างประเทศ แลกเปลี่ยนบุคลากร ซึ่งจะช่วยสร้างชื่อให้มหาวิทยาลัยได้

โดยจากผลการประชุมแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬา ล่าสุด ได้ข้อสรุปจากการหารือว่าแนวทางการจัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ได้แก่ 1.การเปลี่ยนสถานะของ “สถาบันการพลศึกษา” เป็นมหาวิทยาลัย โดยใช้ชลบุรีเป็นสำนักงานอธิการและจัดการศึกษา 2.ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยกีฬา 4 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง โดยเลือกเอา 1 วิทยาเขตในภาคต่างๆ มาเป็นมหาวิทยาลัย

เราตั้งเป้าหมายเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็น 1 ใน 5 ของภูมิภาคเอเชีย โดยต้องเลือกกีฬาที่สามารถสร้างชื่อให้มหาวิทยาลัยก่อน โดยให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับกรมพลศึกษา การกีฬาแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาต่างๆ

ขั้นตอนการทำงานจากนี้คือ ให้เตรียมการเผื่อสำหรับการนำบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามาสอน ให้สามารถมาอยู่ได้นานๆในระยะยาว ให้มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ เปิดรับอาเซียน และได้ให้นโยบายไปว่าควรหารือกับการกีฬาแห่งประเทศไทย และกรมพลศึกษาโดยเร็วที่สุดให้พัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเสนอพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ เข้าสภาภายใน เม.ย.2559

การทำงานเราต้องเอากรอบเวลาเป็นตัวตั้ง ซึ่งจากแผนงานประชุมทั้งหมดนี้ มีเดดไลน์สำคัญที่เราจะพยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ พร้อมเปิดสอนในต้นปี 2560 ให้ได้

และในตอนท้าย รัฐมนตรีกอบกาญจน์ ได้ฝากถึงคนกีฬาเอาไว้ด้วยว่า อยากให้นักกีฬา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตระหนักว่า ที่ผ่านมา ทุกคนมีส่วนทำให้กีฬาไทยพัฒนาไปอย่างมาก ทุกคนถือว่ามีส่วนช่วยยกระดับกีฬาของไทยได้ดีทีเดียว

แถมยังเป็นที่รักของแฟนกีฬาทั่วประเทศ ของประชาชนทั่วไป ซึ่งการได้ความรักมานั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย อยากให้ช่วยกันรักษาสถานการณ์เช่นนี้ให้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม การที่มีประชาคมอาเซียน หรือเออีซี เกิดขึ้น แน่นอนว่าหลายๆชาติก็มีโอกาสที่จะพัฒนากีฬาของตนเองมากขึ้น ดังนั้นนักกีฬาไทย จะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องเร่งเครื่อง พัฒนาตนเองให้มากกว่าเดิม ที่สำคัญคนกีฬาต้องสามัคคีกัน เพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคง

หากเราสามัคคีกันแล้ว ทุกอย่างก็จะราบรื่น เป็นพลังที่จะต่อยอดไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยาก

ทั้งหมดเป็นความเห็นของรัฐมนตรีกีฬา ที่ฝากเอาไว้ในช่วงปีใหม่ ซึ่ง 2 เรื่องหลักๆที่น่าสนใจ เป็นเรื่องของการอยากเห็นความสามัคคีของคนกีฬา และการที่อยากจะเห็นทัพไทยคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกครั้งนี้ให้ได้ หลังจากพลาดหวังเมื่อ 4 ปีก่อนมาแล้ว

เชื่อว่าคนกีฬาก็อยากเห็นเรื่องดังกล่าวเช่นกัน เพื่อให้ปี 2559 เป็นปีทองของวงการกีฬาไทยเหมือนเดิมต่อไป...

กัญจน์ ศิริวุฒิ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้