วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศักราชใหม่เศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก "สงครามค่าเงิน-ขัดแย้งก่อการร้าย" เดือด

ศักราชใหม่เศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก "สงครามค่าเงิน-ขัดแย้งก่อการร้าย" เดือด

  • Share:

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ภาวะไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกภูมิภาคของโลก การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่วิปริตผิดปกติ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการก่อการร้าย (Geopolitical Risks) ที่ทวีความรุนแรงและความถี่มากขึ้น

ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีน้ำหนักสูงสุดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนบนโลกกลมๆใบนี้

ก้าวสู่ปีใหม่ 2559 “ปัจจัยความผันผวนจากต่างประเทศ” ยังไม่ห่างหายไปไหน แต่พร้อมจะเข้ามากดดันและสร้างความเปราะบางให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึง “เศรษฐกิจไทย” อย่างเต็มที่

ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า “ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จะเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบ 10 ปีของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย”

ขณะที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการสถาบันอนาคตไทยศึกษา แสดงความกังวลถึง “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่รุนแรงขึ้น “เพราะประเมินได้ยาก และผลกระทบมักไม่เกิดขึ้นโดยตรง แต่มาจากการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างที่เราคาดไม่ถึงและเป็นจุดเปลี่ยนสถานการณ์ต่างๆในโลก”

ฝั่งแบงก์ชาติ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน เตือนให้ระวัง “ความแตกต่างของนโยบายการเงินทั่วโลกที่ทำให้เราต้องรับมือกับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทในปีหน้าต่อไปอีกปี เพราะเรื่องนี้เป็นมหากาพย์เรื่องยาวที่ยังไม่มีตอนจบ”

ขณะเดียวกัน “ผลกระทบจากราคาน้ำมันซึ่งอยู่ในจุดตกต่ำถึงขีดสุดที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย และยังส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกต่ำมาก ซึ่งเอื้อให้หลายประเทศตัดสินใจใช้กลยุทธ์การลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องในปีหน้านี้” เป็นมุมมองเศรษฐกิจโลกของ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

2 สงคราม ทั้ง “สงครามค่าเงิน” และ “สงครามการเมืองแห่งความขัดแย้งและผลประโยชน์” จะเกิดขึ้นพร้อมกันสร้างความปั่นป่วนให้กับ “เศรษฐกิจทั่วโลก” ใบนี้มากขึ้น และมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรกับ “เศรษฐกิจไทยในปีใหม่” นี้ เราจะรับมือความผันผวนเหล่านี้ได้หรือไม่ และต้องเตรียมการอย่างไร ติดตามไปกับ 4 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศที่ “ทีมเศรษฐกิจ” คัดสรรมา

ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

“ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบ 10 ปีทีเดียว และเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่หลากหลาย”

เศรษฐกิจโลกในปีใหม่นี้ยังเป็นการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ และเป็นการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็มีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่ออัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังต้องใช้ความพยายาม แต่เท่าที่เห็นขณะนี้ยังชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีหน้าการขยายตัวจะต่ำกว่า 7% เช่นเดียวกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก หรือ BRICS (รัสเซีย อินเดีย จีน บราซิล) และประเทศผู้ส่งออกน้ำมันซึ่งเคยเป็นผู้มีอำนาจซื้อของโลก กำลังขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอตัวลง

“ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวน โดยเราคาดว่าในปีหน้าราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 40 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และขยับขึ้นเป็น 40-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลใน 3 ปีข้างหน้า”

อย่างไรก็ตาม การทำคิวอีของสหภาพ ยุโรปและญี่ปุ่น รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ทำให้เศรษฐกิจโลกปีใหม่นี้ยังคงขยายตัวได้ ขณะเดียวกัน “สงครามค่าเงิน” และความพยายามที่จะทำให้ค่าเงินของ ประเทศตัวเองอ่อนค่าลงในปีหน้าก็จะมีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน

“เงินใหม่จากการทำคิวอีจะไหลไปยังเศรษฐกิจฟื้นตัวและดอกเบี้ยสูง เช่นเดียวกันกับเงินที่เคยลงทุนเศรษฐกิจเกิดใหม่จะไหลกลับไปสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าและค่าเงินบาทอาจจะอ่อนลงไปอยู่ที่ 37-38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า ตลาดเงิน ตลาดทุนไทยจะต้องรับมือกับความผันผวนและการไหลเข้าออกของเงินทุน ขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องบริหารจัดการความเสี่ยงและการป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม”

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ไม่ได้ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยในปีหน้าอย่างเต็มที่ เพราะผลกระทบเดียวกันจะเกิดขึ้นกับประเทศคู่แข่งของเราด้วย ขึ้นอยู่กับค่าเงินของประเทศไหนจะอ่อนหรือแข็งค่ากว่าเรา ขณะที่ปริมาณการค้าของโลกยังฟื้นตัวได้ไม่มาก และต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาดโลก

“สถานการณ์โลกมีผลต่อการส่งออกมาก โดยโครงสร้างการนำเข้าและส่งออกของโลกยังขึ้นอยู่กับการขยายตัวของประเทศหลัก สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป โดยในขณะนี้คำถามที่สนใจกันคือ การขยายตัวที่ดีขึ้นของสหรัฐฯ จะทดแทนกำลังซื้อของจีนและประเทศอื่นๆได้หรือไม่ ตอนนี้คิดกันว่าไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ส่งออกของไทยในปีหน้ายังขยายตัวเป็นบวกได้ต่ำๆ แต่ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ที่อยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมัน ส่งผลรายได้ของเกษตรกรไทยให้ลดลงต่อเนื่อง และมีผลต่ออำนาจซื้อในภูมิภาคของไทยให้ลดลงด้วย”

อาจารย์เสาวณีย์ยังได้กล่าวถึง “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ และเรื่องใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งกรณีรัสเซียขัดแย้งกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปจากกรณียูเครน การต่อต้านกลุ่ม ISIS ปัญหาพิพาทระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เรื่องหมู่เกาะ ล่าสุด รัสเซียมีข้อพิพาทกับตุรกี ขณะที่การก่อการร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น

“สถานการณ์ความขัดแย้งของโลกในขณะนี้ ถือเป็นสงครามแบบใหม่ที่เราเองก็ไม่รู้ว่าใครทะเลาะกับใคร และประเทศไหนอยู่ข้างเดียวกับประเทศไหน บางเรื่องประเทศนี้อยู่ฝั่งเดียวกัน อีกวันกลายเป็นอยู่คนละฝั่งกัน แล้วแต่ผลประโยชน์ เป็นการเล่นการเมืองแบบคาดไม่ถึง “สงคราม” ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีเวลา ไม่มีรูปแบบ เกิดที่ไหนก็ได้เมื่อไรก็ได้ ทำให้ประเทศไทยจะอยู่ข้างไหนก็ยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าใครหนุนใคร และใครต้องการอะไร”

ความกังวลต่ออิทธิพลในเวทีโลกที่มากขึ้นของจีน ทำให้สหรัฐฯ เข้ามาคานอำนาจในเอเชียเพิ่มขึ้น ข้อตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP จึงเกิดขึ้น ขณะที่รัสเซียเองก็เข้ามาผูกพันทางเศรษฐกิจกับจีนและอาเซียนมากขึ้น และข้อตกลงทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะเกิดเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ และต่อๆไป

“เราจะถูกผลักเข้าไปในวังวนนี้ เพราะไทยมีภูมิยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคทำให้หลายประเทศต้องการมาเชื่อมโยงกับไทย เราต้องตัดสินใจให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่การตัดสินใจต้องมีข้อมูลสนับสนุนที่ถูกต้องเหมาะสม ต้องเตรียมพร้อมว่า เราจะมีกลยุทธ์อย่างไร เราจะร่วมมือกับประเทศไทยในกรณีไหนและไม่ร่วมมือกับใครในกรณีไหน และอย่างไร จะต้องไม่เหมือนกรณี TPP ที่เรามีข้อมูลไม่เพียงพอ”

ขณะเดียวกัน “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ท่ามกลางการก่อการร้ายที่มีแนวโน้มเกิดสูงขึ้น จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นใจในการท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้จะเป็นอีกปีที่การท่องเที่ยวจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“ปีใหม่นี้เป็นปีที่อาจจะไม่สดใสสำหรับประเทศไทยมากนัก แต่ถ้าเรามั่นใจว่า “เราทำได้” (Can Do Spirit) ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคเอกชน และภาคประชาชนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% เหมือนที่หอการค้าทั่วประเทศได้ร่วมกันทำ “ปฏิญญาอุดรธานี” เพราะถ้าพวกเราไม่ช่วยกันเอง ใครจะช่วยเรา โดยเราต้องมีความเชื่อมั่น ขณะที่ “ความสามัคคี” เป็นอีกอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศ”

ขณะเดียวกัน ในแง่เศรษฐกิจเราต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร และประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับเร่งพัฒนาตนเอง ลงทุนเพื่ออนาคต ไปสู่นวัตกรรม และการบริหารจัดการแนวใหม่ตามแนวคิด IDE : Innovation Driven Enterprises สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ซึ่งอาจไม่ต้องใช้เงินเป็นพันล้าน แต่ต้องสร้างมูลค่าใหม่ๆ หยุดนิ่งไม่ได้

“ประชาคมอาเซียน หรือเออีซี เป็นโอกาสการค้าชายแดนเป็นอีกทางเลือก โดยเฉพาะพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามที่ยังมีกำลังซื้อสูง เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ “กำลังซื้อของประเทศเหล่านั้น” กลายมา เป็น “กำลังซื้อในบ้านเรา” และทำอย่างไรที่จะนำวัตถุดิบ แรงงานราคาถูก และสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เขามีมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”

ท้ายที่สุด ภูมิคุ้มกันสำคัญ เราต้องประยุกต์นำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งทั่วโลกกำลังเดินตามรอยเรามาใช้ในการดำรงชีวิต และดำเนินธุรกิจ “ถ้ามีเหตุมีผล มีความร่วมมือ มีภูมิคุ้มกัน มันไปรอด”

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
ประธานคณะกรรมการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา

“เศรษฐกิจโลก” ถ้าเราเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้จะเห็นว่ามีการพูดคุยถึงสารพัดเรื่อง ทำให้ยากที่จะทราบว่าเราควรจับตามองเรื่องอะไร

“แต่มีอย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกันที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะส่งผลไม่มากก็น้อยต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงินทั้งของโลกและของไทย เรื่องที่หนึ่ง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น และมีเม็ดเงินจะไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งไทย เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เรื่องที่สอง ราคาน้ำมันจะต่ำต่อไปอีกนาน และเรื่องที่สาม เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัย” ดร.เศรษฐพุฒิ เปิดลายแทงเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีใหม่นี้

ประเทศไหนโดนทั้ง 3 เด้ง คือ มีหนี้ต่างประเทศเป็นดอลลาร์สูง พึ่งพาการส่งออก น้ำมัน และพึ่งเศรษฐกิจจีนจะถูกกระทบหนัก ยกตัวอย่าง บราซิลหรือมาเลเซีย ที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ค่าเงินอ่อนค่าลงมาก ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว ประเทศไทยค่อนข้างโอเค เพราะเรามีหนี้ต่างประเทศต่ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ทำให้เรามีความสามารถในการรองรับการไหลออกของเงินทุนสูง ตลาดเงินตลาดทุนอาจมีความผันผวนบ้าง แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงมากมาย

ขณะที่ช่องทางที่จะมากระทบไทยที่สำคัญและน่าเป็นห่วงกว่าในสายตาของ ดร.เศรษฐพุฒิ คือ ผลกระทบของทั้ง 3 เรื่องต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดอลลาร์แข็งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่กำหนดราคาซื้อขายเป็นดอลลาร์ (เช่น น้ำมัน ทองคำ น้ำตาล ฯลฯ) ถูกลง ราคาน้ำมันตกต่ำก็ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างยางพาราราคาตกไปด้วย และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ส่งผลซ้ำเติมต่อสินค้าโภคภัณฑ์

ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีผลมหาศาลต่อรายได้ครัวเรือนไทย เพราะเกือบ 40% ของครัวเรือนไทยยังอยู่ในภาคเกษตร เมื่อครัวเรือนรายได้ตกต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง การจับจ่ายใช้สอยก็พลอยซบเซา

“เป็นที่มาว่าทำไมถึงแม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้โตเกือบ 3% แต่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ภาพจะต่างกับปีก่อนๆ เช่น ในปี 2552 ที่เราเจอปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ส่งออกเราลดลงและอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยติดลบ 0.7% แต่ถ้าถามคนส่วนใหญ่คงจะตอบว่าปีนี้รู้สึกว่าหนักกว่าเมื่อปีนั้น”

ข่าวดีคือเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว การเติบโตปีหน้าน่าจะสูงกว่า 3% แต่เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง เป็นการฟื้นตัวที่ถูกขับเคลื่อนด้วยรายจ่ายภาครัฐเป็นหลัก แต่เครื่องยนต์อื่นๆ เช่น การลงทุนเอกชนหรือการส่งออกยังไม่ทำงานเท่าที่ควร เป็นที่มาว่าทำไมรูปแบบของการฟื้นตัวไม่เป็นวงกว้าง

บางธุรกิจก็ยังน่าจะไปได้ดี เช่น ท่องเที่ยว ก่อสร้าง โทรคมนาคม แต่บางธุรกิจที่เกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยก็ยังซบเซาอยู่ เช่น ภาคค้าปลีก ค้าส่ง ปัจจัยเสี่ยงจากภัยแล้งในปีหน้าก็ยังมีอยู่ เพราะระดับน้ำในเขื่อนยังต่ำมาก

“ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยน่าจะมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก และปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้คงเป็นปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไอซิส รัสเซีย หรือผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงที่ประเมินได้ยากมากเพราะผลกระทบมักจะไม่ได้มาจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นโดยตรง แต่มาจากการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ซึ่งมีผลที่เรามักจะคาดไม่ถึงเลย”

ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ 911 ตอนนั้นนักวิเคราะห์ประเมินว่า การลงทุนการบริโภคของอเมริกาก็อาจจะชะลอตัว ลงต่างๆนานา ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ชะลอตัวลง ฯลฯ แต่ผลกระทบที่แท้จริงมาจากการที่อเมริกาตัดสินใจบุกอิรัก ซึ่งก็นำไปสู่สารพัดผลกระทบที่ตามมารวมถึงการก่อตั้งของไอซิส ซึ่งไม่มีใครคาดถึง ในทางเดียวกัน ตอนนี้เราก็ไม่รู้หรอกว่าผลของการโจมตีต่างๆ เช่นที่เกิดที่ปารีสจะมีผลท้ายที่สุดเป็นอย่างไร

นักวิเคราะห์ก็มักจะวิเคราะห์ว่าผลต่อการท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร แต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญเพราะผลที่สำคัญที่สุดมักเป็นไปในทางอ้อมมากๆ ที่คาดการณ์ไม่ได้ ใครจะไปนึกว่าปัญหาในซีเรียจะนำไปสู่การลี้ภัยอย่างมหาศาลที่อาจส่งผลทำให้การรวมตัวของสหภาพยุโรปสั่นคลอน หนึ่งในหลักการของการรวมตัวของสหภาพยุโรปคือการเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี แต่ปัจจุบันได้มีการทบทวนเงื่อนไขกลุ่มประเทศเชงเก้นเพื่อเพิ่มการตรวจสอบการเดินทางผ่านแดนภายในที่จากเดิมไม่มี และเพิ่มมาตรการตรวจสอบผู้ผ่านพรมแดนเข้าออกสหภาพยุโรปอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ปัจจัยภายนอกอีกเรื่องก็คือโครงสร้างการค้าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การที่ส่งออกเราลดลง หลายคนอาจจะบอกว่าเป็นเพราะการค้าโลกก็ตกต่ำซึ่งก็เป็นความจริง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจโลกกับการค้าโลกไม่มากเหมือนก่อน จากเดิมก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์ ทุกๆ 1% ที่เศรษฐกิจโลกโต จะทำให้การค้าโลกขยายตัว 1.5% แต่ตอนนี้อัตราส่วนนี้ลดลงมาก ส่วนหนึ่งก็มาจากที่จีนหันมาผลิตสินค้าเพื่อบริโภคเองมากขึ้น หมายความว่าถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะกลับไปโตเร็ว ก็ไม่ได้ทำให้มูลค่าการค้าโลกมากเหมือนเดิม

และถ้าการค้าโลกไม่โตเหมือนเดิม ส่งออกเราก็จะไม่โตเหมือนเดิมเช่นกัน นอกจากนั้น เรายังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า สิบปีที่แล้วไทยส่งออกเป็นมูลค่ามากกว่าเวียดนาม 16 เท่า ปัจจุบันกลับถูกเวียดนามแซงหน้า โดยมีมูลค่าส่งออกสูงกว่าไทยถึง 40%

มาถึงจุดนี้ แล้วเราควรรับมืออย่างไร? ดร.เศรษฐพุฒิ ระบุว่า “เรายิ่งต้องเดินหน้าต่อไป การที่มีความไม่แน่นอนสูงไม่ได้หมายความว่าเราควรที่จะนิ่งอยู่เฉยๆ และรอคอย เพราะความไม่แน่นอนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริบทใหม่ไปแล้ว โลกยิ่งไม่แน่นอนเรายิ่งต้องทำตัวให้แข็งแรง ต้องเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน “พึ่งพาโลกไม่ได้เหมือนเดิมก็ต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น” หาโอกาสหาประโยชน์จากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เขมร ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

และในการเดินหน้าต่อไปเราก็ควรอุ่นใจ ว่าถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้นอาจไม่มากนักแต่ด้านลดลงก็น้อยกว่าหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน หรือยุโรป เราจึงควรถือเป็นโอกาส ที่จะเดินหน้าตอนที่คู่แข่งหลายๆคนอาจจะอยู่นิ่งหรือถดถอย

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส
ผอ.อาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

มาถึงมุมมอง “เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย” ผ่านสายตาผู้ดูแลนโยบายการเงินของประเทศ ดร.รุ่ง ประเมินการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักในโลกที่ดีไม่เท่าเทียมกันว่า จะทำให้คาดว่าทิศทางนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ จะต้องแตกต่างกันตามความจำเป็นของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศไปด้วย และจะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินและราคาสินทรัพย์ต่างๆที่จะแตกต่างกัน ขณะที่เงินทุนที่ไปแสวงหาผลตอบแทนในที่ต่างๆ ก็อาจมีการโยกย้ายถิ่นฐาน

“เหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้เราเห็นความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและตลาดการเงินในปี 2558 และหากถามว่าจบแล้วหรือยัง ก็ต้องบอกว่ายังไม่จบ เพราะประเทศหลักอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าสหรัฐฯ หรือจีน ในระยะข้างหน้าจะมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมาหรือมีเหตุการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้น ที่สามารถส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและการตัดสินใจด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ได้”

ในปี 2559 นี้จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมรับมือ แต่ไม่ต้องตื่นกลัว!

เพราะประเทศไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร ทำให้เราสามารถรองรับความผันผวนจากภาคต่างประเทศได้ดีในระดับหนึ่ง ดังเช่นที่เห็นแล้วในปี 2558 แต่เพื่อความไม่ประมาท ภาคเอกชนควรใส่ใจกับการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ความผันผวนของค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย หรือราคาสินทรัพย์เท่านั้น แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาด ราคาวัตถุดิบ และปัจจัยอื่นๆที่อาจกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ โดยบางส่วนที่สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินมาช่วยลดความเสี่ยงก็น่าจะพิจารณาใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ

“ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกันของประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ยังหมายถึงความต้องการสินค้าของไทยจากแต่ละประเทศซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยจะขยายตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ค่าเงินของไทยเมื่อเทียบกับคู่ค้าก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในอัตราที่ไม่เท่ากันด้วย ทำให้เรามีความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านราคาที่ไม่เท่ากันในแต่ละตลาด”

สินค้าของไทยที่มีโอกาสทำได้ค่อนข้างดี คือสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เพราะนอกจากการขยายตัวของกำลังซื้อที่มีโอกาสดีกว่าตลาดอื่นแล้ว ไทยอาจจะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ อย่างไรก็ดี สินค้าที่ออกไปยังตลาดสหรัฐฯจะฟื้นตัวได้เข้มแข็งมากหรือน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันด้านอื่นด้วย เช่น การตอบสนองต่อรสนิยมของลูกค้า ซึ่งส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับคุณภาพสินค้าให้ทันกับเทคโนโลยีและความต้องการใหม่ๆของผู้บริโภคของภาคเอกชนของไทย

ขณะที่สินค้าส่งออกที่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากหน่อย คือ สินค้าที่อาศัยตลาดจีนและเอเชียเป็นหลัก เพราะตลาดเหล่านี้ยังมีความเสี่ยง ที่จะชะลอตัวจากปีที่แล้ว นอกจากนั้น สินค้าซึ่งมีราคาผูกโยงกับราคาน้ำมันหรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆที่ถูกกดดันให้อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่จีนเริ่มให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากกว่าการส่งออก

“ประเทศที่เคยเติบโตเพราะพึ่งพาการค้าต่างประเทศจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 น้อยกว่าในอดีต สำหรับประเทศไทยนอกจากจะได้รับผลกระทบจากการค้าขายที่เติบโตช้าลงเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆแล้ว จะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากสินค้าบางกลุ่มของเราที่มีข้อจำกัด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ไทยมีระดับการลงทุนต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การปรับปรุงสินค้าหลายชนิดให้ทันกับรสนิยมโลกที่เปลี่ยนไปอาจจะช้ากว่าที่ควร ขณะที่บทบาทของไทยในห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่ขยายตัวสูง เช่น แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ยังมีไม่มาก”

ดังนั้น แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2559 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก นำโดยสหรัฐฯ แต่การส่งออกของไทยอาจยังไม่สามารถคาดหวังที่จะขยายตัวอย่างทั่วถึง (broad-based) ในปีหน้า แต่ในระยะต่อไป มาตรการต่างๆของรัฐน่าจะมีผลกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และช่วยให้หลายอุตสาหกรรมมีความสามารถในการแข่งขันเชิงคุณภาพมากขึ้น แต่การปรับตัวดังกล่าวต้องอาศัยเวลาจึงอาจยังไม่ค่อยเห็นผลชัดเจนในปีหน้านี้

“ราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำมีทั้งผลบวกและผลลบต่อเศรษฐกิจไทย ผลบวกที่สำคัญ คือ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคธุรกิจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน ซึ่งจะมีผลทำให้การจับจ่ายโดยรวมคล่องตัวขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ในภาวะที่รายได้ของประชาชนโดยทั่วไปยังขยายตัวในอัตราที่ต่ำ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่แข็งแรง ประชาชนส่วนใหญ่อาจเลือกที่จะเก็บออมสิ่งที่ประหยัดได้จากราคาน้ำมันมากกว่าที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอยทั้งหมด”

ขณะที่ผลเสียของราคาน้ำมันโลกที่ต่ำ คือ ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันจะพลอยต่ำไปด้วย ที่สำคัญต่อไทยคือราคาสินค้าเกษตรอาจถูกกดดันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคายางพารา ส่วนนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อรายได้เกษตรกรและการบริโภคภาคเอกชนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในปี 2559 นอกเหนือจากการติดตามภาวะภัยแล้ง

“ปัจจัยสองด้านมีผลในทิศทางตรงกันข้าม จะสร้างผลกระทบสุทธิที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่าผลกระทบผ่านราคาสินค้าเกษตรจะมีนัยมากหรือน้อย และขึ้นกับรัฐบาลจะมีมาตรการใดเข้ามาช่วยประคับประคองหรือไม่”

ทั้งนี้ ในช่วงสิ้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้เพิ่ม “ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” ที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวควบคู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งต่อมาจาก “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก” โดย ดร.รุ่ง ให้ความเห็นว่า “ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในกรุงปารีสทำให้ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดขึ้น เพราะแม้ในปัจจุบันยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยพบว่า มีเพียงการยกระดับคำเตือนนักท่องเที่ยว (travel warning) เฉพาะที่จะเดินทางไปยังประเทศที่เกิดเหตุ
แต่หากสถานการณ์ก่อการร้ายขยายวงกว้างขึ้นก็อาจทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของทั้งโลกแย่ลง ซึ่งจะส่งผลต่อไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญในปี 2559 อย่างมาก ทั้งในแง่การสร้างรายได้เข้าประเทศทางตรงและการสร้างธุรกิจและการจ้างงานในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง”

ธิติ ตันติกุลานันท์
ผู้บริหารงานงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

“ในปี 2559 นี้ กสิกรไทยมองว่า ภาพของเศรษฐกิจโลกที่มีความแตกต่างทั้งด้านเศรษฐกิจ (Economic divergence) และการเมือง (Policy divergence) ยังคงสร้างแรงกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน ยังหมายถึงความผันผวนของตลาดการเงินและตลาดทุนในปี 2559 อีกด้วย”

โดยในช่วงหลังวิกฤติการเงินโลกนั้น ทุกประเทศใช้การผ่อนคลายนโยบายทั้งการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นวัฏจักรมีความสอดคล้องกัน คือ ทุกคนลดดอกเบี้ยและทำนโยบายการคลังแบบกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เราเห็นการรีบาวด์ของเศรษฐกิจโลกจากจุดต่ำสุดในช่วงปี 2552 ได้รวดเร็ว แต่หลังจากการรีบาวด์ดังกล่าว เราเริ่มเห็นการตอบสนองต่อนโยบายไม่สอดคล้องกัน ตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ขณะที่ผลของการใช้มาตรการคิวอีทำให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกปรับสูงขึ้น ทั้งที่กิจกรรมเศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวได้อย่างรวดเร็วก็ตาม

ทั้งนี้ นายธิติประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยว่าจะปรับตัวดีขึ้นที่ 3% แต่ยังต้องระมัดระวังอยู่พอสมควร โดยการลงทุนภาครัฐเป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการส่งออกจะไม่ติดลบในปี 2559 นี้

สมมติฐานสำคัญมาจากปัจจัยจากต่างประเทศ คือ เฟดจะไม่เร่งจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยเรามองว่าจะปรับขึ้น 2 ครั้ง หรือ 0.5% จากขณะนี้ไปอยู่ที่ 0.75-1.0% ณ สิ้นปี 2559 เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตัวเลขจีดีพียังอยู่ในกรอบของทางการ คือ ที่ 6.5% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สนับสนุนการฟื้นตัวของไทยได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ความเชื่อมโยงทั้งการเงินและการค้า ทำให้สหรัฐฯ ฟื้นตัวอยู่คนเดียวไม่ได้ ข้อมูลแสดงว่า บริษัทใหญ่ๆมีแหล่งรายได้จากต่างประเทศ โดยเฉลี่ยแล้ว 40% ของกำไรในบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 มาจากนอกสหรัฐฯ อาทิ Dow Chemical (67%) McDonald’s (66%) Nike (50%) หรือ Walmart (26%) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เชื่องช้าจึงทำให้การฟื้นตัวของสหรัฐฯ ไม่เป็นไปอย่างรวดเร็วนัก

“ความท้าทายของไทยอยู่ที่การทำนโยบายเช่นเดียวกัน เรามองว่านโยบายการเงินจะอยู่เบื้องหลังมากขึ้น แต่การคลังจะต้องเพิ่มน้ำหนักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านการลงทุน ขณะที่นโยบายการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยเริ่มเห็นประสิทธิภาพที่น้อยลง

เราคาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% ตลอดทั้งปี 2559 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หันมาให้ความสำคัญกับการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่หนุนการแข่งขันด้านการส่งออก หรือการใช้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งเราให้เป้าหมาย ไตรมาสที่ 1 ที่ 36.75 บาท ก่อนที่จะไปจบที่สิ้นปีที่ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ”

ในปี 2558 การส่งออกไทยหดตัวทั้งปริมาณและราคา สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็นในประเทศ ในภูมิภาคตามการค้าโลกยังอยู่ในภาวะซบเซา มีเพียงเวียดนามเท่านั้น ที่การขยายตัวของการส่งออกยังอยู่ในระดับสูงตามความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน ส่วนปี 2559 ผลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้นน่าจะทำให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ที่ 2% แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทำให้ความเสี่ยงยังคงมีอยู่

โดยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการส่งออกที่สำคัญ คือ นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 เป็นต้นมา การค้าทั่วโลกขยายตัวได้ช้ากว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินที่ทำให้การกีดกันทางการค้าที่ไม่ได้อยู่ในรูปภาษีเพิ่มมากขึ้น และประเด็นที่พูดถึงกันบ่อย คือ สงครามค่าเงิน

“เราคิดว่าความท้าทายของการส่งออกไทยในปี 2559 น่าจะแบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ การชะลอลงของเศรษฐกิจจีน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภคและการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา ซึ่งไทยเองยังไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและทันท่วงที”

อีกหนึ่งปัญหาคือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการลงทุนของต่างชาติเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการส่งออก แต่ในช่วงที่ผ่านมาเงินทุนจากต่างประเทศหรือ FDI ลดลง ขณะที่ภาคเอกชนไทยเองชะลอลงทุนตั้งแต่ปี 2555 ทำให้เราเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมสำคัญเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม

“ในปีที่ผ่านมา การปรับร่วงลงของราคาน้ำมันถูกมองว่าน่าจะเป็นปัจจัยช่วยลดต้นทุน แต่ผลบวกที่เราเห็นกลับไม่มากนัก มิติที่เราคิดว่ามีความสำคัญมากกว่าน่าจะเป็นความเชื่อมโยงของราคาน้ำมันกับสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า หลังวิกฤติการเงินโลกนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆมีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกัน โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาสินค้าได้แก่ 1.อุปสงค์จากตลาดเกิดใหม่ 2.การเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และ 3.มาตรการคิวอีของเฟด ทำให้เห็นการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง”

สำหรับประเด็นของไทยนั้น ประมาณ 11 ล้านคนของประชากรไทย อยู่ในภาคเกษตรกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ถึงแม้ไทยจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธินั้น แต่การส่งออกอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า การที่ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพาราลดลงเป็นแรงกดดันรายได้ของครัวเรือนฐานราก

“รายได้เกษตรกรไทยโดยภาพรวมนั้นจะยังติดลบต่อเนื่องในปี 2559 ที่ติดลบ 4% ถึงติดลบ 8% เทียบกับปี 2558 ที่ติดลบ 14.3% นอกจากนั้น ประเด็นที่ต้องให้การจับตามองเป็นพิเศษนั้น น่าจะเป็นความเสี่ยงเรื่องภัยแล้ง ซึ่งกสิกรไทยมองว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงหลัก สะท้อนจากระดับน้ำในเขื่อนสำคัญที่ปรับลดลงประมาณ 18% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งภัยแล้งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อปริมาณผลผลิตในระยะต่อไป”

นอกจากผลกระทบโดยตรงแล้วนั้น เรายังมองเห็นผลกระทบทางอ้อมอีก 2 ประเด็น คือ ผลกระทบที่ส่งผ่านจากประเทศคู่ค้าที่มีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมัน อาทิ รัสเซีย และตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวรัสเซียที่เข้ามาในไทยหดตัวเกือบ 50% ในรอบ 10 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงลง ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ แต่ความทนทานต่อการลดค่าเงินของประเทศต่างๆเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ได้ไปบั่นทอนเสถียรภาพด้านการเงินมากนัก ซึ่งอาจทำให้หลายประเทศเลือกที่จะใช้นโยบายนี้ในปีใหม่นี้เพิ่มมากขึ้น

“หมายความว่าเราต้องรับมือกับความผันผวน หากทุกประเทศยังใช้กลยุทธ์สงครามค่าเงินและการลดค่าเงินเพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจ” นายธิติฝากไว้ส่งท้ายต้อนรับปีใหม่ 2559 ที่เราก้าวเข้ามาแล้วอย่างเต็มตัว.


ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้