ข่าว
100 year

มิติใหม่ศาลยุติธรรม “วีระพล ตั้งสุวรรณ”

ไทยรัฐฉบับพิมพ์1 ม.ค. 2559 05:01 น.
SHARE

วีระพล ตั้งสุวรรณ - อธิคม อินทุภูติ

แม้จะผ่านการรัฐประหารมาหลายครั้ง ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรเดียวที่ประคองตนให้อยู่ในฐานะคนกลางและไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้ง ในปี 2558 ที่ผ่านไปมีคดีอาชญากรรมและคดีการเมือง คดีความมั่นคง ถูกศาลพิพากษาจนเป็นที่ประจักษ์ให้เห็นว่าศาลไทย ปราศจากการแทรกแซงและมีความมั่นคง

ส่วนในปี 2559 นี้ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา คนที่ 43 ได้ระดมผู้พิพากษาเป็นคณะทำงาน เฟ้นนโยบายกำหนดทิศทางศาลมอบแก่ประชาชนคนไทยดังนี้

ด้านการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน มุ่งเน้นการพิจารณาพิพากษาคดีภายใต้หลักนิติธรรม ให้เป็นไปอย่างเปิดเผย ถูกต้องตามกฎหมาย มีมาตรฐานที่ชัดเจน เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งศาลชั้นต้นและศาลสูงให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการจัดตั้งศาลโดยคำนึงถึงพื้นที่และลักษณะคดีเพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับความสะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง เท่าเทียมกัน และเสียค่าใช้จ่ายน้อย โดยให้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมมาใช้เพื่อส่งเสริมและเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาพิพากษาคดี การบริหารจัดการ และการให้บริการประชาชนด้วย

นำกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการพิสูจน์ความจริงในคดี กระทำความผิดแต่ละราย และเสริมสร้างบทบาทของศาลยุติธรรมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนด้วย

ด้านการพัฒนาระบบงานศาลยุติธรรม จะมีการพัฒนาระบบงานให้ประชาชนเข้าถึงกระ-บวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก ทั่วถึงเท่า เทียมกัน และเสียค่าใช้จ่ายน้อย โดยมุ่งเน้นการกระจายอำนาจเพื่อสนับ-สนุนภารกิจของศาลยุติธรรม ตลอดจนวางแผนและจัดการบริหารงานบุคคลให้เหมาะสม พัฒนาระบบศาลชำนัญพิเศษ และการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พัฒนาระบบบริหารจัดการ งบประมาณ การใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านการพัฒนาบุคลากร เสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและสร้างจิตสำนึกในการอำนวยความยุติธรรม รวมทั้งส่งเสริมการเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงตนของข้าราชการตุลาการและบุคลากร มีความพร้อมในการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ด้านการต่างประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือทางศาล และกระบวนการยุติธรรมเพื่อยกระดับศาลยุติธรรมไทยให้มีบทบาทในระดับสากล พัฒนาความร่วมมือทางด้านวิชาการ การฝึกอบรม แลกเปลี่ยนบุคลากรกับต่างประเทศ และเสริมสร้างให้ประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศเชื่อมั่นในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมไทย

นายอธิคม อินทุภูติ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญในเนติบัณฑิตยสภา ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการตุลาการให้มาเป็น เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม คนที่ 6 เผยว่า ในปี 2558 ศาลฎีกาพิจารณาคดีเสร็จไป 18,330 เรื่อง ลักษณะคดีมากที่สุด อันดับ 1 คือ คดีที่เกี่ยวกับความผิดต่อชีวิต 1,016 คดี 2.คดีเกี่ยวกับอาวุธปืน 946 คดี 3.คดีลหุโทษ 886 คดี 4.คดียาเสพติด 553 คดี และ 5.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 393 คดี

ส่วนศาลอุทธรณ์ เสร็จไป 48,309 เรื่อง ศาลชั้นต้นทั่วประเทศ 1,331,639 เรื่อง เป็นที่น่าสังเกตว่า คดีค้ามนุษย์ในศาลชั้นต้น ในปี 2558 มีคดีรับใหม่ 213 คดี ซึ่งมีคดีค้างเก่า 313 คดี โดยศาลพิจารณาเสร็จไป 232 คดี ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เวลาพิจารณา 1-2 ปี ส่วนคดีความมั่นคงที่เกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จนถึงวันที่ 30 ก.ย.58 ศาลจังหวัดนราธิวาสมีคดีค้างพิจารณาอยู่ 6 คดี ศาลจังหวัดนาทวี 3 คดี ศาลจังหวัดปัตตานี 16 คดี และศาลจังหวัดยะลา 9 คดี โดยมีศาลเยาวชนฯ นราธิวาสอีก 1 คดี

ศาลยุติธรรมได้เสนอร่างกฎหมายจนผ่านการพิจารณาบังคับใช้แล้วหลายฉบับ ที่น่าสนใจคือกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ให้สิทธิ์คนจนนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาได้มากขึ้นเพียงแต่ต้องผ่านการกลั่นกรองของศาลฎีกาชั้นหนึ่งก่อน ต่อไปจะมีการดำเนินคดีแบบกลุ่ม คือมีตัวแทนฟ้องแพ่งคนเดียวแต่ผลคดีใช้ได้กับทุกคนที่เสียหายจากการอุปโภคบริโภค แต่ยังต้องแยกกันเสียค่าธรรมเนียมศาล

นอกจากนั้นปีนี้จะมีการเปิดศาลอีกสามแห่งคือศาลจังหวัดพยัคฆภูมิ ศาลจังหวัดชุมแพ ศาลจังหวัดเชียงคำ ที่อยู่ห่างไกล รวมทั้งเปิดศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ รับพิจารณาให้อุทธรณ์คดีล้มละลาย แรงงาน เยาวชนและครอบครัว ภาษีอากร ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพราะเดิมอุทธรณ์ไม่ได้ นอกจากนี้จะมีการเสนอร่างกฎหมายวิธีพิจารณาคดีทุจริต ให้ศาลชั้นต้นทั่วประเทศมีอำนาจพิจารณาคดีข้าราชการชั้นผู้น้อยชั้นผู้ใหญ่ และอุทธรณ์คดีได้ต่อศาลอุทธรณ์ รัชดาภิเษกเท่านั้น ซึ่งอยู่ระหว่างดูว่าอาจตั้งเป็นศาลชำนัญพิเศษ ที่ใช้วิธีไต่สวน สำคัญคือหากจำเลยหนีอายุความไม่ขาด ถ้าจะหนีต้องหนีไปสองชาติ เช่นเดียวกับคดีค้ามนุษย์

ส่วนคดีอาญาปัจจุบันผู้ที่รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีก็รอลงอาญาได้ ส่วนคดีค้าซีดี ที่มีโทษปรับอย่างเดียวจนคนจนคนเก็บขยะมาถูกกักขัง คดีพวกนี้ควรมีการรอลงอาญาได้ ไม่เช่นนั้นจำเลยไม่มีค่าปรับก็ถูกขังเป็นเวลานานได้ นอกจากนี้ มีการคิดค่าปรับแทนการกักขังจากวันละ 200 บาทเป็น 400 บาท เพื่อช่วยผู้ต้องโทษกักขังที่ขาดแคลนด้านทุนทรัพย์ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่าง สนช.พิจารณา นอกจากนี้จะนำกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับคดีอาชญากรรมทุกคดี.

เชษฐ์ สุขเกษม รายงาน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศาลยุติธรรมวีระพล ตั้งสุวรรณประธานศาลฎีกาความยุติธรรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนศาลอุทธรณ์เชษฐ์ สุขเกษมข่าวไทยรัฐไทยรัฐฉบับพิมพ์ข่าว

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้