วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ค้นหา…กุญแจแห่งความสำเร็จ ใน Facebook…โลกที่เปิดกว้างสำหรับโอกาสใหม่

ค้นหา…กุญแจแห่งความสำเร็จ ใน Facebook…โลกที่เปิดกว้างสำหรับโอกาสใหม่

  • Share:

“Facebook” (เฟซบุ๊ก) คำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย เพราะหลังก่อกำเนิดขึ้นมาบนโลกเมื่อปี 2547 เฟซบุ๊กก็ได้เปลี่ยนชีวิตผู้คนไปมากมาย ทำให้เพื่อนที่ห่างไกลได้ใกล้ชิด ทำให้คนมีกิ๊กกันได้โดยง่าย ทำให้เจ้าของบัญชีมีเวทีระบายอารมณ์ ตลอดจนทำให้ “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” ผู้ก่อตั้ง กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกไปเรียบร้อย

Facebook ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 1,180 ล้านบัญชี ยังเปรียบได้กับตลาดขนาดใหญ่ ที่ไม่ใช่ขุมทองของเฉพาะ “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” เท่านั้น

...แต่มันยังเป็นขุมทองสำหรับคนที่มองเห็นโอกาสในการทำมาค้าขาย ผ่านผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลดังกล่าว ที่พิสูจน์แล้วว่า “ขายได้จริง รวยได้จริง”!!!


เจคิว สั่งทุกครั้งสดทุกครั้ง

“ทำงานต้องมีแผนรองรับ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ปี 2558 “เจคิว ปูม้านึ่ง” มีรายได้ 300 ล้านบาท ส่วนปี 2559 เราตั้งเป้าก้าวกระโดดไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ถามว่ายากไหม ก็คงยาก แต่เรามีแผนรองรับ ซึ่งมั่นใจว่าจะไปได้ถึง นอกเหนือจากการนำหุ้นเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้า”

...เพราะบ้านอยู่สุราษฎร์ธานี “สุรีรัตน์ ศรีพรหมคำ” กรรมการผู้จัดการ และ “ประเสริฐ สมบูรณ์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทเจคิว ฟู้ดส์ จำกัด คู่สามี-ภรรยา อดีตเซลส์ขายอาหารและวิศวกร จึงคิดหาอาชีพเสริมด้วยการเป็นเอเย่นต์ขายส่งปูม้าจากบ้านเกิด

ทำไปทำมา ไม่ได้กำไรแถมขาดทุน ลูกค้าจ่ายเงินเชื่อ ไม่ก็ขอติดเงินไว้ก่อน บางรายสั่ง 30 กิโลกรัม เอาจริง 20 กิโลกรัม อีก 10 กิโลกรัมขอลด บางครั้งก็ยอมขายขาดทุน บางครั้งก็เอามาทำกินกันเอง แจกจ่ายเพื่อนพร้อมน้ำจิ้ม

“ช่วงนั้นแจกปู จนเพื่อนเกรงใจ เริ่มขอซื้อและแนะนำให้ทำขาย โดยเริ่มขายคนใกล้เคียง เพื่อนของเพื่อน ญาติของเพื่อน จนปีที่ 2 ของการค้าส่งปู ราวปี 2555 เริ่มคิดถึงการมีหน้าร้าน จึงหันมาศึกษาตลาดอย่างจริงจัง หาทางออกให้ธุรกิจ ได้ลองอ่านงานวิจัย ก็พบว่าแทนที่จะเปิดร้าน ลองทำแบบดิลิเวอรี่หรือจัดส่งอาหารทะเล น่าจะเข้ายุคสมัยกว่า โดยใช้เฟซบุ๊กเป็นหน้าร้าน เพราะเห็นร้านอาหารทะเลบางร้านทำ แล้วเขาประสบความสำเร็จดี”

ระหว่างนั้น นอกจากขายบนเฟซบุ๊กแล้ว “สุรีรัตน์” และ “ประเสริฐ” ยังทำการตลาดแบบลงพื้นที่ พิมพ์ใบปลิววางตามใต้ถุนคอนโดมิเนียม รวมทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็ปรากฏทำยอดขายได้ระดับหนึ่ง แต่ผลพลอยได้คือ การได้หัดวิเคราะห์ตลาด มองปัญหาว่าอะไรขายดีหรือวันไหนขายไม่ได้

“พอวิเคราะห์ตลาดเป็น เราก็เริ่มคิดถึงหนทางสู่ความสำเร็จ เห็นคุณตัน อิชิตัน ทำการตลาดผ่านเฟซบุ๊กด้วยยอดไลค์ ยอดแชร์ ก็เลยทำบ้าง ช่วงนั้นทำโปรโมชั่นคนที่เข้ามาไลค์เพจเจคิว ปูม้านึ่ง Delivery 100 ไลค์แรกจะได้ปูม้าฟรี 1 กิโลกรัม หรือใครแชร์เพจ แจกตุ๊กตาเฟอร์บี้ นับว่าได้ผลพอควร จนมียอดคนไลค์แตะหมื่นในปี 2556 นอกจากการทำโปรโมชั่นสั่งปูม้า แจกตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวเกาหลีฟรีด้วย พอลูกค้าขยายวงกว้าง ก็เริ่มมีสื่อมวลชนให้ความสนใจ พอได้ออกสื่อ ธุรกิจก็เหมือนติดสปริงบอร์ด เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นทันที”

ระหว่างนั้นเริ่มคิดถึงการลาออกจากงานประจำ หันมาทุ่มเทกับธุรกิจให้เต็มที่ ก็ต้องเริ่มตั้งเป้าหมายอีกครั้ง เพื่อให้เดินหน้าได้สำเร็จ ตอนนั้นตั้งเป้าว่า ถ้าทำยอดขายได้เดือนละ 300,000 บาทครบ 6 เดือนติดต่อกัน จะลาออกจากงาน จนที่สุดปลายปี 2556 ก็ทำสำเร็จ ทั้ง “สุรีรัตน์” และ “ประเสริฐ” จึงได้ฤกษ์ลาออกจากงานประจำนับแต่นั้น

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธุรกิจของเจคิวก็เติบโตรุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ ยอดไลค์ที่หลักหมื่นในปี 2556 ก็ขยับขึ้นเป็น 590,000 ไลค์ ขยายสาขาให้เป็นบริการเป็น 19 สาขาในปัจจุบัน

“ตอนนี้ธุรกิจเจคิว ปูม้านึ่งคืออาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัว สาขาที่มีมากขึ้นเป็นการแบ่งให้ญาติ พี่น้องบริหาร ตอนนี้ยังไม่กล้าขายแฟรนไชส์ให้ใคร เพราะกลัวเขาทำเสียชื่อเสียง ตอนนี้เราคุมออเดอร์สั่งปูทั้งหมด ปีหนึ่งประมาณ 60,000 กิโลกรัม เพราะต้องการความสด-ใหม่ เช่นเดียวกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ 2 คนควบคุมการผลิตกันเอง”

ณ สิ้นปี 2558 เจคิว ปูม้านึ่ง มียอดขายแตะ 300 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านบาทในปี 2557 แม้เศรษฐกิจจะไม่เอื้อต่อการค้าขายเท่าใดนัก นั่นเป็นเพราะเคล็ดลับที่ทำให้คนได้กิน “ปูม้า” สด ราคาไม่แพง แถมส่งตรงถึงบ้าน นอกเหนือจากความพยายามในการขยายบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น มีรับเลี้ยงพระ จัดเลี้ยง ทำให้ทำยอดขายเติบโตขึ้นได้

ส่วนในปี 2559 นี้ เจคิว ปูม้านึ่ง ตั้งเป้ายอดขายไว้ถึง 1,000 ล้านบาท ถือเป็นเป้าหมายก้าวกระโดดที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากจะเป็นปีที่ขยับเข้าสู่ตลาดต่างจังหวัด เล็งไว้ใน 45 จังหวัด ไม่รวมจังหวัดในเขตภาคใต้ เพราะติดทะเลมีปูรับประทานกันอยู่แล้ว แต่รูปแบบธุรกิจจะเป็นแบบไหน กำลังคิดกันอยู่ เพราะต้องคงคุณภาพของเจคิวที่ว่า “สั่งทุกครั้ง สดทุกครั้ง” เอาไว้


“ทุกวันนี้มีลูกที่ทำงานอยู่ไกลๆ ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ ฟินแลนด์ รัสเซีย โทร.มาสั่งปูให้คุณแม่ที่อยู่เมืองไทยรับประทานสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกว่าหน้าที่ของเรา ไม่ใช่แค่ส่งปูม้า แต่เป็นการส่งความรู้สึก ความรักจากลูกๆที่อยู่ห่างไกลถึงคุณแม่ เราจึงต้องใส่ใจให้มาก ทุกเทศกาลเราจะมีขนมเล็กๆน้อยๆ ส่งให้ลูกค้าที่สั่งปูเสมอ หรือคอยโทร. สอบถามคุณภาพสินค้า เพราะยุคนี้ โฆษณาอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่าบริการที่ดี ทำให้ลูกค้าแนะนำปากต่อปาก”

โดยวันที่ขายดีที่สุด มีอยู่ 2 วัน นั่นคือวันแม่และวันพ่อ ซึ่งยอดขายตกวันละ 1 ล้านบาท จากปกติยอดขายเฉลี่ยทั่วไปจะอยู่ที่วันละ 100,000 บาท สำหรับสาขาที่ขายดีๆ

นอกจากนั้น ยังมีเป้าหมายที่จะนำเจคิวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 3 ปีข้างหน้า เพราะถือคติ “มองให้สูง” เข้าไว้ ที่สำคัญมั่นใจว่านักลงทุนจะสนใจ เนื่องจากเคยถูกเศรษฐีตามจีบขอซื้อกิจการมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นก่อตั้งด้วยเงิน 5 ล้านบาท ล่าสุดก็มีเศรษฐีไทยในอังกฤษติดต่อขอซื้อกิจการ แต่ปฏิเสธไป

โดยนอกจากแผนบุกต่างจังหวัดแล้ว เจคิวยังเตรียมขยับขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ที่น่าจะเปิดได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้คือประเทศลาว เพราะมีเอเย่นต์อาหารขนาดใหญ่ติดต่อเข้ามา รวมทั้งเวียดนามและพม่าเป็นประเทศต่อไป เพื่อฉกฉวยความได้เปรียบจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

“สุรีรัตน์” ปิดท้ายว่า จะทำอะไรก็ตาม ต้องหาจุดแข็งให้เจอ แล้วเอาจุดแข็งออกมาโชว์ อย่างเจคิวปูม้านึ่ง ไม่ถนัดปรุงอาหาร ก็เน้นแค่นึ่ง ปิ้ง ย่าง ทอด เพราะถ้าปูสด แค่ทำให้สุกก็อร่อยแล้ว.


O&B รองเท้าหนังแกะ 50 สี

“จบปริญญาโทจากมิลาน อิตาลี พกความมั่นใจเต็มเปี่ยมกลับบ้าน ปรากฏไปสมัครงานหลายที่ ไม่มีที่ไหนรับเลย ยอมรับว่างง เราก็เป็นคนมีความสามารถ แต่ทำไมหางานไม่ได้ ไม่มีใครรับ จึงกลับมาคิดว่าช่างมันเถอะ คงเป็นจังหวะชีวิต เป็นโอกาสที่จะทำธุรกิจส่วนตัว ถ้าไม่เริ่มวันนี้ จะให้ไปเริ่มวันไหน”

...เพราะอยากให้ผู้หญิงสวย และมีความสุข “รรินทร์ ทองมา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อาเทอแอนด์บุค จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ otherandbook.com และเจ้าของแบรนด์เครื่องแต่งกาย รองเท้า กระเป๋า “O&B” วัย 31 ปี จึงได้เริ่มขายกระเป๋าและรองเท้า ดีไซน์เก๋ๆ ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อปลายปี 2555

“รรินทร์” เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจของตัวเองว่า หลังจากจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เข้าทำงานที่บริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด ทำงานได้ประมาณ 3 ปี คิดว่าต้องไปเรียนปริญญาโทแล้ว จึงลาออกเพื่อไปเรียนต่อสาขาแฟชั่นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

เมื่อเดินทางกลับเมืองไทย เดินสายสมัครงานเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่มีที่ไหนตอบรับเลย จึงเริ่มคิดว่านี่อาจเป็นช่วงจังหวะของชีวิตและโอกาส ที่จะได้เริ่มทำอะไรที่เป็นของตัวเอง ทั้งๆที่ครอบครัว ไม่มีใครทำธุรกิจส่วนตัวเลย ทั้งพ่อและแม่ทำงานประจำ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

“รรินทร์” เริ่มต้นจากธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก โดยขอยืมเงินทุนจากคุณแม่ 200,000 บาท ทำไปทำมา ไปไม่รอด เพราะไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อและคิดว่าตัวเองต้องทำได้ จึงรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นเพราะโชคดีด้วย ที่เพื่อน “ทศพล พุ่มเจริญ” มีโรงงานผลิตกระเป๋าหนัง จึงร่วมเป็นหุ้นส่วน ผลิตกระเป๋าแบรนด์ “O&B”

ในช่วงแรกผลิตกระเป๋าอย่างเดียว ด้วยเหตุผลกระเป๋าไม่ต้องมีไซส์ให้เลือก และยังไม่มีแม่ค้าขายในเฟซบุ๊ก เพราะส่วนใหญ่จะเน้นขายเสื้อผ้า จึงคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี แต่ก็ไม่หยุดที่กระเป๋า คิดและพัฒนาเรื่อยๆ จนออกแบบรองเท้า ซึ่งก็ได้รับ
ความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรองเท้าบัลเล่ต์

ปีแรกทำงานหนักมากลืมวันลืมคืน แต่ทั้งปีได้กำไร 4,000 บาท

“ยอมรับว่าตกใจมาก งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมกำไรนิดเดียว ทั้งๆที่ทำงานหนักมาก ยอดขายก็ดี สรุปเป็นเพราะขายอย่างเดียว ไม่สนต้นทุน ไม่มีระบบบัญชี ระบบจัดการ ไม่เคยทำธุรกิจ ไม่มีใครสอน เรียนรู้เอง เล่นจริง เจ็บจริง ถ้าปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ตลอด คงไปไม่ไหวแน่”


จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่ การกลับมาสนใจในรายละเอียดของงานและเริ่มธุรกิจอีกครั้ง ด้วยเงินทุนก้อนสุดท้าย ซึ่งยืมเพื่อนมาราว 90,000 บาท และย้ำกับตัวเองว่าจะไม่ขายแบบไม่ลืมหูลืมตาอีก แต่จะขายความสุขให้ผู้หญิง ทำให้สวย มั่นใจ ตามติดกระแสแฟชั่นและยังมีเงินเหลือมาดูแลครอบครัว

โดยเน้นผลิตในราคาที่คนไทยซื้อหาได้ แต่คุณภาพเท่ากับสินค้าแบรนด์เนมขึ้นห้างสรรพสินค้า และนั่นทำให้ปัจจุบัน สินค้าแบรนด์ “O&B” ที่เน้นขายผ่านออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก มียอดกดไลค์ราว 560,000 ไลค์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมในกลุ่มผู้หญิง โดยมีโชว์รูมเพื่อโชว์สินค้าที่ลาดพร้าวซอย 21 เพื่อให้ลูกค้าได้เห็น ได้ชมสินค้า และหากต้องการซื้อก็ซื้อได้ทันที

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะสามารถสร้างยอดขายได้เดือนละ 6–7 ล้านบาท และบางเดือนทะลุ 8 ล้านบาท เป็นผลมาจากการออกแบบรองเท้าบัลเล่ต์หนังแกะที่มีมากกว่า 50 สี เป็นสินค้าที่ขายดีมาก”

“ริรินทร์” หวังว่า สักวันหนึ่ง สินค้า O&B จะต้องเติบโตเป็น ZARA ในโลกออนไลน์ มียอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ และต้องการตอกย้ำให้ทุกคนเห็นว่า สินค้าแฟชั่นจากเมืองไทยไม่แพ้ใคร แม้ขณะนี้ยอดขายในต่างประเทศจะยังไม่สูงมากนัก เพราะติดปัญหาค่าส่งแพง

นอกจากนั้น ในปี 2559 นี้ จะเริ่มเจาะตลาดอาเซียน เช่น เวียดนาม กัมพูชา เพราะถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ และให้ความสำคัญกับสินค้าแฟชั่น และยังจะบุกตลาดอาหรับด้วย เพราะเทรนด์รองเท้าบัลเล่ต์กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากและยังสวมใส่สบายด้วย
เธอปิดท้ายว่า หลังทุ่มเทใจและกายทำงานหนักมาหลายปี เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งได้ถอยรถเบนซ์ป้ายแดงให้เป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง เพื่อสร้างกำลังใจในการทำงานก้าวต่อไป.


Sleepingpills ยานอนหลับกับแฟชั่น

“ผมว่าตอนนี้ธุรกิจขายเสื้อผ้าบนโลกออนไลน์น่าจะมีอยู่หลายหมื่นราย รวมพวกฝากร้านบนอินสตาแกรม (ไอจี) ด้วย แต่รายที่มีแบรนด์จริงๆ น่าจะมีหลักหมื่น การแข่งขันสูงขนาดนี้ การจะอยู่ให้ได้ แน่นอนว่าต้องเป็นสินค้าคุณภาพ มีตัวตน จับต้องได้ ที่สำคัญต้องคิดเสมอว่าเราไม่ได้แค่ขายเสื้อผ้า แต่เราต้องให้ความรู้สึกที่ดีต่อลูกค้าด้วย”

...เพราะอยากลองทำธุรกิจ “ศิวัจน์ จารุกิจไพศาล” กรรมการผู้จัดการและครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ บริษัทสไตล์เวิร์ค จำกัด เจ้าของแบรนด์สลีปปิ้ง พีล Sleepingpills อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์หรือครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์จากลีโอเบอร์เน็ท วัย 36 ปี จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ขณะกำลังมี ความเจริญก้าวหน้า เพื่อมาบุกเบิกธุรกิจส่วนตัว ซึ่งทำให้ชีวิตในปัจจุบัน ดำรง อยู่ได้ด้วยความพอใจและปกติ

“จนถึงวันนี้ อาชีพขายเสื้อผ้าบนโลกออนไลน์ที่ผมเลือก ช่วยให้ผมมีชีวิตที่น่าพอใจ เลี้ยงตัวเองได้ตามปกติ และยังมีความฝันให้มุ่งหน้าไปให้ถึงด้วย”

“ศิวัจน์” บัณฑิตจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตัดสินใจจบอาชีพครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ที่ทำมา 10 ปีลง หลังได้ทดลองทำเสื้อผ้าขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อปี 2553 แน่นอนว่าเขายังไม่ได้ลาออกจากงานประจำโดยทันที แต่ในที่สุดก็ลาออกและหันมาทำเสื้อผ้าเต็มตัว โดยมีภรรยาซึ่งขณะนั้นมีสถานะเป็นแฟน คอยช่วย


“ช่วงเริ่มต้น Sleepingpills ทำเสื้อครั้งละ 20-30 ตัว มีอยู่ 4-5 แบบ ยังไม่มีคอลเลกชั่นเป็นชิ้นเป็นอัน ผมมีทักษะด้านศิลปะอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิง แค่ช่วงแรก ก็รู้แล้วว่าถ้าทำจริงๆ รายได้มันโอเคมาก ก็เลยตัดสินใจลาออกจากงาน หันมาทำเสื้อขายจริงจัง เพราะถ้าไม่รีบโตจะลำบาก การแข่งขันจะสูงขึ้น”

กระนั้น Sleepingpills ถือเป็นหนึ่งในอีกหลายแบรนด์สินค้าแฟชั่น ซึ่งเมื่อเติบโตไป ได้สักระยะ มีลูกค้าประจำพอสมควร ก็จำเป็นต้องมีหน้าร้าน แม้ต้องลงทุนสูงกว่า โดยเฉพาะค่าเช่าสถานที่ แต่เพื่อความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสและลองสินค้า การมีหน้าร้านถือเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเก่า รวมทั้งเปิดตลาดสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ด้วย

สาขาแรกของ Sleepingpills เปิดขึ้นที่ย่านสยามสแควร์ ซึ่งย้อนหลังไป 4 ปี ยังถือเป็นทำเลทองย่านแฟชั่น แต่เปิดได้เพียง 2 ปี ก็ต้องปิดกิจการลงเพราะกลายเป็นทำเลที่ซบเซา อย่างไรก็ตามระหว่างนั้น Sleepingpills ก็ขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มสู่สยามพารากอน เซน และเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งแห่งสุดท้าย ถือเป็นช่องทางบนห้างสรรพสินค้าที่ทำยอดขายได้ดีที่สุด แต่ก็เพิ่งปิดกิจการไปเมื่อกลางปี 2558 เพราะภาวะเศรษฐกิจขาลง

ห่างหายจากการมีหน้าร้านไปพักเดียว Sleepingpills ก็กลับมาอีกครั้งปลายปี 2558 ด้วยการเปิดสาขาที่เซ็นทรัล อีสต์วิว เลียบทางด่วน ซึ่ง “ศิวัจน์” ยืนยันว่าการขยายช่องทางสำหรับธุรกิจเสื้อผ้า ถือเป็นสิ่งสำคัญ การมีหน้าร้านหรือการขายแบบออฟไลน์ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ได้เห็น-สัมผัส-ลองสวมใส่ เพราะที่ร้านมีบริการวัดไซส์ สั่งตัดด้วย

ปัจจุบันยอด ขายของ Sleepingpills ผ่านออนไลน์มีสัดส่วน 65% มียอดไลค์บนเฟซบุ๊ก 250,000 ไลค์ ส่วนยอดขายออฟไลน์อยู่ที่ 35% แต่ในอนาคตมองว่ายอดขายออฟไลน์สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก หลังมีหน้าร้านถาวร เขาบอกว่า การขายสินค้าออนไลน์ช่วยให้เขาวิเคราะห์และเก็บข้อมูลได้ละเอียด ซึ่งมีผลต่อการทำตลาดค่อนข้างมาก อธิบายง่ายๆ ข้อมูลสำคัญอย่างคนชอบเข้าเว็บวันไหน ซื้อสินค้า วันไหน ซื้ออะไร ระบบจะเก็บไว้ให้หมด


เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายและความใฝ่ฝัน “ศิวัจน์” บอกว่า อยากเห็นแบรนด์ Sleepingpills ยิ่งใหญ่กว่านี้ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นั่นเป็นเหตุให้เขาใช้เงินกำไรลงทุนต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ขณะนี้ Sleepingpills มีแบรนด์ในเครือน้องใหม่แล้ว ใช้ชื่อว่า Quiz Wear ขายราคาย่อมเยาลง และในอนาคต นอกจากจะขายแบรนด์ตัวเองแล้วเขายังหวังขยายช่องทางให้ Sleepingpills เป็นตลาดมัลติแบรนด์ จัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์อื่นๆได้ด้วย

ส่วนที่มาของชื่อนั้น Sleepingpills แปลว่ายานอนหลับ จึงเปรียบเสมือนยานอนหลับสำหรับสาวๆ ที่ได้ซื้อหาเสื้อผ้าของ Sleeping-pills ไปสวมใส่ เมื่อได้ครอบครองแล้ว คงนอนหลับสบาย.


Bagspace รู้ทุกเรื่องเครื่องหนัง

“ตอนเรียนจบอายุ 23 ปี ผมสมัครงาน 60 กว่าที่ ไม่มีใครรับเลย ผมจึงหันมาทำงานของตัวเอง ทำให้ทุ่มเทได้มากกว่า ทุนแรกเริ่มขอยืมเพื่อนมา 70,000 บาท ตอนนี้ใช้หนี้หมดไปตั้งนานแล้ว ผมฝันไว้ว่าอยากปั้นแบรนด์เครื่องหนังไทยให้โด่งดังสู่ระดับโลก เพราะเชื่อว่าแบรนด์ไทยไม่แพ้ใคร ถ้า Bao Bao ทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้”

....เพราะความชอบใน ‘เครื่องหนัง’ “อภินันท์ นิลเวช” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกลเลอเรีย รีเทล จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ galleria.co.th และเจ้าของแบรนด์เครื่องหนัง Bagspace (แบ็คสเปซ) วัย 28 ปี จึงได้เริ่มขายกระเป๋า รองเท้าหนังแท้ ดีไซน์เอง ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อราว 5 ปีก่อน

เขาเล่าว่าขณะนั้น ธุรกิจบนเฟซบุ๊กยังไม่แพร่หลายเท่าไรนัก การได้เป็น แบรนด์เครื่อง หนังเกรดเอรายแรกๆ ถือเป็นโอกาสที่ดี กระนั้น “อภินันท์” ก็ไม่ได้หวังยอดขายบนเฟซบุ๊กสักเท่าไร เพราะเครื่องหนังของเขามีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นหนังแท้และมีดีไซน์เฉพาะตัว การจะปิดยอดขายบนเฟซบุ๊กทำได้ค่อนข้างยาก

“สำหรับผม เฟซบุ๊กเปรียบเหมือนทางด่วน เพื่อดึงลูกค้าเข้าไปสู่เว็บไซต์หลัก ซึ่งถือว่าเป็น ‘หน้าร้าน’ ที่แท้จริง เพราะปัจจุบันยอดขายต่อ 1 การสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์แกลเลอเรีย อยู่ที่ประมาณครั้งละ 4,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับแบรนด์คู่แข่งอื่นๆ ถือเป็นออเดอร์ที่มีคุณภาพ”

จากยุคแรกเริ่ม ที่ยอดผลิตอยู่หลัก 10 ชิ้น มีรุ่นสินค้าแค่ 1-2 รุ่น “อภินันท์” ก็พอรู้แล้วว่าตลาดมีความ ต้องการ แม้จะเป็นกลุ่มเฉพาะที่มีความรักและความชอบในแบบเดียวกัน แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทำให้กล้าผลิตสินค้ารุ่นใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งใช้หนังชนิดที่หายากและไม่มีใครทำแบ็คสเปซ จึงเป็นผู้ผลิตรายแรกๆที่นำหนังนูบัค Nubuck แท้มาใช้ หลังจากนั้นก็มีคนผลิตตามออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ความคิดริเริ่มในครั้งนั้น ก็ได้ทำให้แบ็คสเปซ กลายเป็นผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านหนังอันดับต้นๆ จากยอดขายเดือนละหลักหมื่นในปี 2554 ขยับขึ้นเป็นหลักแสนในปี 2555

“อภินันท์” บอกว่า หลักของการทำสินค้าแฟชั่น ประเภทเครื่องหนังและรองเท้านั้น อยู่ที่ดีไซน์เป็นหลัก และเพื่อให้ดีไซน์หรือการออกแบบมีความหลากหลาย เขาจึงใช้ทีมดีไซเนอร์ที่เป็นเอาต์ซอร์ส (รับจ้างออกแบบ) หลายทีมด้วยกัน เพื่อความแตกต่างของสินค้า ทำให้ไม่น่าเบื่อ


ด้วยคุณสมบัติขั้นต้น แบ็คสเปซจึงเติบโตติดลมบนเรื่อยมา ด้วยยอดไลค์บนเฟซบุ๊กผ่าน 251,000 ไลค์ รุ่นสินค้ามากกว่า 800 รุ่น และมีห้างสรรพสินค้าชวนเอาของเข้าไปขาย ทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการบุกตลาดนอก ไม่ว่าจะเป็นในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย ซึ่งสินค้าของแบ็คสเปซวางจำหน่ายในห้างชั้นนำ ขายดีจนต้องมีทีมขายอยู่ที่นั่น, อเมซอนดอทคอม เว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมที่ขอสินค้าไปวางขายบนเว็บ ตลอดจนการถูกชวนเข้าไปวางจำหน่ายในประเทศสเปน ซึ่งถือเป็นประเทศเครื่องหนังชั้นนำในยุโรปประเทศหนึ่งทำแบ็คสเปซมาได้พักใหญ่ จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “อภินันท์” ก็คิดเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์คนที่มีสินค้าดีๆ แต่ไม่รู้วิธีทำตลาด โดยได้เปิดตัวเว็บไซต์แกลเลอเรีย galleria ขึ้นมา หวังเป็นมาร์เก็ตเพลสสำหรับสินค้าเครื่องหนังและไลฟ์สไตล์ จนขณะนี้แกลเลอเรียมีสินค้าวางจำหน่ายมากถึง 20-30 แบรนด์แล้ว

ผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ มีตั้งแต่พนักงาน ผู้อำนวยการ ผู้จัดการบริษัทเอกชน ที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยตัว แต่มีความฝัน ความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีดีไซน์ มีคุณภาพ แต่ไม่มีเวลาหรือไม่รู้ว่าจะทำตลาดอย่างไร ซึ่งทางแกลเลอเรีย จะรับทำตลาดสินค้าให้ครบวงจร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะหักส่วนแบ่งต่อเมื่อสินค้าขายได้แล้วเท่านั้น

“หลังจากทำแบรนด์ตัวเองประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ตอนนี้ผมอยากช่วยคนที่มีไอเดีย มีความฝันในการเป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเอง แต่อาจไม่ถนัดทำการตลาด ทำโปรโมชั่น เข้าถึงลูกค้า เราจะช่วยทำทุกอย่างเอง ผมทำการตลาดให้ทั้งหมด เอาขึ้นเว็บไซต์ ถ่ายรูป ถ้าสินค้าของเขาผ่านการตรวจเช็กคุณภาพจากเรา ผมจะมีรายได้ต่อเมื่อสินค้าขายได้เท่านั้น”

“อภินันท์” ฝันไว้ไกลว่า สักวันเขาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้แบรนด์ไทย ก้าวไปในระดับโลกได้อย่างไม่อายใคร ปัจจุบันคนไทยรับจ้างผลิตให้หลายแบรนด์ดังทั่วโลก ซึ่งมันไม่ควรจบลงแค่นั้น เราควรมีโอกาสในการสร้างแบรนด์ในระดับโลกบ้าง โดยเฉพาะสินค้าดีไซน์ ซึ่งคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

ส่วนความฝันในธุรกิจของตัวเองนั้น ขณะที่กำลังปลุกปั้นเว็บไซต์แกลเลอเรียให้เป็นตลาดสำหรับผู้สนใจช็อปปิ้งสินค้าดีไซน์ออนไลน์ “อภินันท์” ก็กำลังเตรียมตัวเปิดหน้าร้านครั้งใหญ่ หวังเข้าถึงลูกค้าในทุกตลาด ไม่เฉพาะออนไลน์อย่างเดียว เพื่อให้รายได้ในปี 2559 แตะระดับ 250 ล้านบาทให้ได้.


“ซิ่ง” แว่นตามีสไตล์ราคาใช่เลย

“ผมเริ่มธุรกิจจากไอเดีย เมื่อมีไอเดียและมีความต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ก็ต้องลุย ต้องสู้ ลงมือศึกษาหาข้อมูล และลงมือทำ”

...เพราะชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น ชอบดนตรี เป็นชีวิตจิตใจ “มิตรารุณ บ่อจักรพันธุ์” เจ้าของร้านแว่นตา “Zink Superglasses” และเจ้าของเว็บไซต์ www.zinkzink.com วัย 35 ปี จึงได้เริ่มดีไซน์แว่นกันแดด ผลิตแว่นตาแฟชั่น และขายผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อปี 2554

“มิตรารุณ” เล่าว่า ริเริ่มทำธุรกิจร้านขายแว่นตา หลังเดินทางไปเที่ยวออสเตรเลียราว 10 ปีก่อน เพราะเกิดคำถามและสงสัยว่า ทำไมคนที่นั่นจึงสวมใส่แว่นตากันแดดกันค่อนประเทศ ทั้งๆที่แสงแดดไม่จัดจ้าเหมือนแสงแดดของเมืองไทย ขณะที่ราคาแว่นตากันแดดก็ไม่ได้แพงมากด้วย

เมื่อเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น จึงเกิดไอเดียว่าเราน่าจะทำธุรกิจขายแว่นตาได้ และขายในราคาที่ไม่แพง แต่คุณภาพเลิศ ให้ทุกคนที่มีรายได้ปานกลางจับจองเป็นเจ้าของได้ นอกจากแว่นตาจะเป็นแฟชั่นแล้ว ยังเป็นแว่นกันแดด ช่วยถนอมสายตา ป้องกันการเป็นโรคต้อกระจก จึงเป็นที่มาของการศึกษา หาข้อมูล เตรียมลู่ทางลงทุน ลงมือ ทำธุรกิจแว่นตา ในราคาไม่เกิน 1,000 บาท

“ผมเริ่มด้วยเงินลงทุนของตัวเองจำนวน 200,000 บาทเมื่อปี 2554 ทั้งติดต่อโรงงานผลิตแว่นตา ออกแบบดีไซน์แว่นให้เก๋ไก๋ทันสมัยตามกระแสแฟชั่นโลก ติดต่อโรงงานที่อยู่ในประเทศจีน แหล่งผลิตแว่นตาใหญ่สุดในโลก เพราะเกือบทุกแบรนด์เนม สั่งผลิตเลนส์จากจีน”

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ต้นทุนการผลิตเลนส์คุณภาพดีถูกลงอย่างมาก ส่งผลให้ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของแว่นตาคุณภาพดี ในราคาที่พึงพอใจโดยร้านแว่นตา “ซิ่ง” ยึดหลักของการออกแบบดีไซน์ รับกระแสแฟชั่นโลก บางครั้งก็นำหน้าแฟชั่น ถ้าลูกค้าเป็นคนชอบแต่งตัว มีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตัวเอง ยิ่งต้องมา และยังสามารถเปลี่ยนแว่นได้บ่อยกว่า เนื่องจากราคาไม่แพง โดยมีแว่นตาให้เลือกมากกว่า 1,000 แบบ

“ผมสร้างเพจขายผ่านเฟซบุ๊ก 3 เดือนแรก ถือว่าประสบความสำเร็จมาก มียอดไลค์และยอดสั่งซื้อ หรือสอบถามเข้ามามาก จากไม่กี่ร้อยราย เพิ่มเป็น 600,000 ไลค์ในวันนี้ และยังสร้างรายได้แบบไม่คาดคิด บางเดือนเฉียดล้านบาท บางเดือน 700,000-800,000 บาท ซึ่งผมเน้นขายผ่านออนไลน์ และมีหน้าร้านอยู่เพียงแห่งเดียวที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT พระราม 9 ชั้นใต้ดิน”

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะนี้ มีผลกระทบต่อยอดขายบ้าง โดยยอดขายลดลงราว 40% แต่ก็ยังมั่นใจว่าจะอยู่ได้ เพราะปรับตัวตลอดเวลา มีทีมงานเพียง 3 คน ส่วนที่เหลือจ้างเอาต์ซอร์ส ทำให้ต้นทุนต่ำ มีกำไรพอเลี้ยงตัวเองได้

การทำธุรกิจที่เกี่ยวกับแฟชั่นนั้น การแข่งขันสูงมาก คู่แข่งก็เยอะมากเช่นเดียวกัน ทำให้ต้องสู้ ต้องปรับตัวให้อยู่ได้เรียนรู้จากทุกช่องทาง ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตามกระแสแฟชั่นโลก ดีไซน์แว่นตาให้ทันสมัย เหมาะ กับกลุ่มลูกค้า ในราคาไม่แพง ลูกค้าต้องการสไตล์ไหน แบบไหน ต้องมีให้เลือก

“ผมยึดความพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ลูกค้าเป็นดั่งมิตร นั่นคือหัวใจของการทำธุรกิจ ต้องดูแลเอาใจใส่ เป็นการสร้างความเชื่อใจ ไว้วางใจจากลูกค้า เราดูแลหลังการขายอย่างดี ทั้งดูแลการเปลี่ยนอะไหล่ การซ่อม และหากพบจุดบกพร่องที่มาจากทางเราหรือสินค้ามีตำหนิจะเปลี่ยนให้ใหม่ทันที”


“มิตรารุณ” เล่าว่า นอกจากขายผ่านเฟซบุ๊กแล้ว ยังขายผ่านอินสตาแกรม (Instagram) และ Lazada ด้วย ซึ่งทำให้แว่นตา “ซิ่ง” ขายได้ในทั่วโลก เพราะคุณภาพสินค้าไม่ได้แพ้แบรนด์เนมดังระดับโลก

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย เพราะปี 2559 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายตลาด เพิ่มยอดขาย โดยแว่นตา “ซิ่ง” ได้เริ่มเจรจากับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ โรบินสัน เซ็นทรัล เทสโก้ โลตัส ที่จะไปเปิดสาขาในกลุ่มประเทศอาเซียน หากสามารถไปร่วมกับห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้แว่นตา “ซิ่ง” เปิดตลาดเออีซีได้ด้วย นับเป็นอีกก้าวของร้านและเป็นเป้าหมายต่อไปที่สำคัญ

“มิตรารุณ” ปิดท้ายว่า ทำธุรกิจจากไอเดีย จากความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้มีพื้นฐาน

ทางธุรกิจ ไม่เคยทำธุรกิจ แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และอินเตอร์เน็ต ทำให้เสาะหาเครื่องมือ ตัวช่วยจัดการระบบสต๊อก ระบบบัญชี ซึ่งเรียนรู้จากโลกอินเตอร์เน็ตได้ การค้นหาข้อมูลต่างๆ และรวบรวมสถิติต่างๆ ทำให้เราปรับตัวเองให้อยู่รอดได้เสมอ.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้