วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
THAIRATH ONLINE CAR OF THE YEAR 2015 ตอนที่ 2

THAIRATH ONLINE CAR OF THE YEAR 2015 ตอนที่ 2

  • Share:

ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กับการรวบรวมเหล่าบรรดาตัวแสบประจำปี 2015 เป็นรถยนต์ที่ผ่านการขับทดสอบทั้งบนถนนปกติ และในสนามแข่ง ที่ได้ตำแหน่ง Car of The Year ของไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งเกิดจากความสามารถในการขับขี่ล้วนๆ ไม่ได้มีการยัดใต้โต๊ะ หรือเห็นแก่ค่าโฆษณาแต่อย่างใดทั้งสิ้น ไล่เรียงตั้งแต่อีโคคาร์ ราคา 6 แสน ไปจนถึงซุปเปอร์คาร์ ราคา 39 ล้านบาท ความรู้สึกของการขับที่สอดคล้องกับรูปแบบของตัวรถ และความสามารถที่ไม่คลุมเครือ นี่คือรถยนต์อีก 5 คันที่ได้รับตำแหน่ง Thairath Online Car of The Year 2015 สำหรับตอนที่ 2 ลองอ่านกันดูนะครับ

2015 Thairath online Car of The Year "SUV"
MERCEDES BENZ GLC
นับเป็นความคาดหวังที่สูงมาก ในการที่จะเอาชนะรถ SUV คู่แข่งซึ่งทำตลาดมาก่อนหน้านี้ อย่าง BMW X3 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง แชสซีส์ และอากาศพลศาสตร์ เป็นจุดที่ทำให้การสร้าง SUV รุ่นใหม่ของแบรนด์ตราดาวต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่เคยเป็นมา ความสามารถ และประสิทธิภาพของตัวรถอันสูงส่งที่ถูกกำหนดโดยแบรนด์คู่แข่ง ส่งผลให้ทีมวิศวกรของ Mercedes Benz มีงานล้นมือในการสร้าง SUV รุ่นล่าสุด ที่ใช้ชื่อว่า GLC โครงสร้างของตัวรถ ไปจนถึงเครื่องยนต์ และระบบขับเคลื่อนที่ต้องทำให้ออกมาเหนือกว่ารถคู่แข่ง อย่าง BMW X3 ภายใต้แนวคิดใหม่ของผู้บริหารจากแบรนด์ตราดาว เรือนร่างที่เชื่อมโยงกับความงาม เกิดจากงานออกแบบอันเข้มข้นของทีมดีไซน์รถ Mercedes Benz GLC 2016 รุ่น 250d 4Matic ซึ่งเป็นรุ่นที่เข้ามาทำตลาด SUV ระดับบนของประเทศไทย เจ้าออฟโรดจอมหรู GLC ใหม่นั้น มีทรวดทรงออกมาในแนวรถอเนกประสงค์ขนาดกลาง ความกว้างของตัวรถอยู่ที่ 1,890 มิลลิเมตร ยาว 4,656 มิลลิเมตร สูง 1,639 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อหน้า 1,621 หลัง 1,617 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อหน้า-หลัง 2,873 มิลลิเมตร สัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องมีตัวเลขที่ 181 มิลลิเมตร หนัก 1,845 กิโลกรัม เทียบไซส์เทียบขนาดกับ BMW X3 xDRIVE 20d ซึ่งมีความกว้างของตัวรถอยู่ที่ 1,881 มิลลิเมตร ยาว 4,657 มิลลิเมตร สูง 1,661 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อหน้า 1,616 หลัง 1,632 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อหน้า-หลัง 2,810 มิลลิเมตร สัดส่วนของความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง 204 มิลลิเมตร หนัก 1,850 กิโลกรัม จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า รถ SUV ไซส์กลางจากแบรนด์เยอรมนีทั้งสองคัน มีขนาดเรือนร่าง และน้ำหนักตัวที่พอฟัดพอเหวี่ยงแบบกินกันไม่ลง แต่ Mercedes Benz GLC ได้เปรียบกว่าตรงที่ความสดใหม่จากเรือนร่าง เทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อน และการเรียนรู้จากประสบการณ์ สำหรับการทำตลาดด้วยนวัตกรรมของตัวรถที่มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ไล่เรียงจากรูปลักษณ์ใหม่ของไฟหน้า และกระจังหน้าที่คล้ายกับใบหน้าใหม่ของ SUV รุ่นพี่อย่างออฟโรดรุ่น GLE เพียงแต่ขนาด และสัดส่วนบั้นท้ายของ GLC เท่านั้นที่มีความแตกต่างในด้านขนาด และรูปแบบของตัวรถ

GLC ใหม่ ใช้ระบบส่งกำลัง หรือเกียร์แบบใหม่ล่าสุด ที่มีอัตราทดมากถึง 9 สปีดในชุดเกียร์ 9G Tronic Plus เป็นชุดส่งกำลังที่พัฒนาขึ้นมาโดยวิศวกรของ Mercedes Benz เน้นไปที่อัตราทดกว้าง และครอบคลุมทุกย่านความเร็ว มีระบบการควบคุมการจัดการ DYNAMIC SELECT กับโปรแกรมการขับที่เป็นมาตรฐานติดตั้งมาให้จากโรงงาน เช่นเดียวกับ BMW X3 ที่ใช้เกียร์ ZF 8 สปีด ใน New GLC โหมดการขับเคลื่อนเริ่มจาก ECO/COMFORT/SPORT/SPORT + เจ้าของรถสามารถติดตั้งแพ็กเกจ Off-Road เพื่อเพิ่มเติมความสามารถในการลุยทางวิบาก ประกอบด้วย โปรแกรมการขับ 5 รูปแบบที่ครอบคลุมลักษณะของการใช้งาน ที่เน้นความสมบุกสมบัน แพ็กเกจ Off-Road มีการควบคุมกระจายแรงบิดขึ้นตรงกับคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ที่จะคอยประเมินผลตรวจจับล้อที่เกิดอาการลื่นไถล โดยจะทำการลดแรงบิดในล้อที่หมุนฟรี แล้วถ่ายเทแรงบิดไปยังล้อที่ยึดเกาะกับผิวถนน ออปชั่นเสริมออฟโรด โปรแกรมถูกออกแบบมาสำหรับการวิ่งฝ่าเส้นทางทุรกันดาร ใช้ลากจูงรถพ่วง อำนวยความสะดวกสำหรับการขับใช้งานเมื่อออกจากเส้นทางปกติเพื่อการลุย แพ็กเกจ Off-Road เชื่อมต่อไปถึงระบบเฝ้าระวัง Gemtex underride ที่เน้นความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะวิ่งแบบไต่เนินชัน หรือไหลลงจากทางที่มีความลาดชันมากๆ ระบบซึ่งเป็นไปตามชื่อย่อของ DSR ทำงานอัตโนมัติโดยรักษาความเร็วให้คงที่ ขณะขับขึ้นหรือลงเนินลาดชัน ถ่ายเทแรงบิดด้วยความเรียบเนียน ปราศจากอาการกระตุก กระชาก ที่เหนือกว่ารถคู่แข่งอย่างชัดเจน GLC 250 d 4MATIC เป็นรุ่นที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 2,143 ซีซี อัดอากาศด้วยเทอร์โบ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดแบบดีเซลคอมมอลเรล ไดเรกอินเจกชั่น กำลัง 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า แรงบิดให้มาล้นๆ ที่ 500 นิวตันเมตร ในย่าน 1,600-1,800 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังแบบ 9 G Tronic พร้อมฟังก์ชั่น Auto Start/Stop

หากคุณเป็นคนบ้ารถ พอขับเจ้า New GLC ไปได้ไม่ไกลนัก ก็สามารถที่จะรับรู้อาการเกือบทุกอย่างได้ทันที แชสซีส์รุ่นใหม่ของ GLC ทำให้ผมถึงกับอึ้ง ตื่นตะลึงราวกับโดนผีหลอก ขณะที่ GLK รุ่นเก่านั้น มีทั้งอาการโคลงตัวกับแรงเหวี่ยงหนักๆ ในโค้ง แต่ใน New GLC 250 4-Matic นั้น สามารถสาดโค้งได้อย่างสะเด็ดสะเด่า จากพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของแชสซีส์ และระบบรองรับ ซึ่งเคยตกเป็นรองรถศัตรูตัวฉกาจอย่าง BMW X3 หนทางในการแก้ทางมวยที่ Mercedes Benz ทำการศึกษามาเป็นอย่างดี ก็คือ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อจะให้ GLC มีการขับขี่ที่เหนือกว่า BMW X3 หรือแม้แต่ Porsche Macan เจ้า New GLC มีแชสซีส์ที่ยอดเยี่ยม โครงสร้างของตัวรถแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่กลับมีน้ำหนักตัวที่เบาลง ฐานล้อของ GLC เมื่อเทียบกับ X3 แล้วยาวกว่าเล็กน้อย แต่ส่งผลไปถึงความรู้สึกของการนั่งและการขับ ที่เต็มไปด้วยความมั่นคงสมบูรณ์แบบ คล้ายกับจับเอา CLS มายกสัดส่วนความสูงยังไงยังงั้น ช่วงล่างด้านหน้าแบบดับเบิลวิชโบนทำจากอัลลอยด์ทั้งดุ้น แพหลังของเจ้านี่ก็ยังทำมาจากอัลลอยด์ ที่นอกจากจะเบาและแข็งแรงแล้ว ยังให้ความรู้สึกหนึบหนับราวกับทากาวไว้ที่ล้อขับเคลื่อนหลัก หากทำออกมาไม่ได้เรื่องได้ราวแบบขอไปที ระบบรองรับของรถยนต์แบบออฟโรดก็จะกลายเป็นตัวบั่นทอนสมรรถนะของตัวรถไปโดยปริยาย เนื่องจากขนาดความสูง สตรัทของรถ Off Road จะมีการขยับตัวอยู่บ้าง และทำให้อาการของรถประเภทนี้ไม่ดีเท่ากับรถเก๋ง เมื่อต้องหวดเข้าโค้งแรงๆ การปรับแต่งระบบรองรับทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ให้เคลื่อนไหวได้บ้างตามต้องการ รถจึงขยับไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งคันขณะเข้าโค้ง ช่วงล่างแบบใหม่ของ New GLC ช่วยขจัดอาการดึงที่พวงมาลัย ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คนขับเร่งเครื่องยนต์ หรือขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง เป็นวิธีที่ให้ความยืดหยุ่นกับตัวรถที่ส่งผลดีต่อการควบคุม ตั้งแต่ย่านความเร็วต่ำไปจนถึงความเร็วสูงสุด

การขับทดสอบแบบลุยหนักจัดเต็มข้อ ในสถานีออฟโรด ด้วยระบบ Down Hill start assist เมื่อหัวรถเริ่มมุดลงจากยอดเนิน ก็สามารถยกเท้าออกจากแป้นเบรกได้เลย ในสภาพที่หัวทิ่มลงมาแบบทิ้งดิ่ง และเซ็นเซอร์ตรวจจับของระบบ Down Hill start assist เริ่มต้นการทำงาน ระบบจะสั่งให้เบรกจับตัวเองแบบอัตโนมัติ โดยทำการกระจายแรงเบรกไปยังล้อทั้งสี่อย่างสมดุล เพื่อทำให้รถค่อยๆ ไหลลงจากเนินอย่างช้าๆ ผมแค่ขยับพวงมาลัยไปยังทิศทางที่ต้องการ เจ้า GLC 250d 4-Matic ซึ่งแปลงสภาพตัวเองจากรถหรูมาเป็นรถถังไหลลงเนินชันแบบสบายๆ แถมยังเบรกให้อย่างนิ่มนวล ในช่วงที่ลงมาเร็วเกินไป การตัดต่อกระจายแรงเบรก รวมถึงการกระจายแรงบิดโดยลดหรือเพิ่มไปยังล้อทั้งสี่นั้น เจ๋งกว่า BMW X3 อย่างชัดเจน ตรงที่ความนวลเนียนไม่มีการกระชากกระตุกหรือหัวทิ่มหัวตำแต่อย่างใด ความฉลาดแสนรู้ของระบบรองรับการขับขี่แนวออฟโรดทำให้ช่วงลงเนินนั้นกลายเป็นเรื่องสบายๆ แต่ก็ต้องระวังช่วงล่างไม่ให้ไปกระแทกโดนหินซึ่งอาจตามมาด้วยค่าซ่อมที่แสนแพง

สมรรถนะอันยอดเยี่ยมของ New GLC ส่วนหนึ่งเกิดจากการถือกำเนิดเกิดขึ้นมาหลังการปรากฏตัวของ BMW X3 หลายปี โดย Mercedes Benz ใช้ความพยายามในการที่จะทำให้ New GLC เป็นรถออฟโรดรุ่นใหม่ที่ มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนได้มากกว่า เป็นรถที่มีเสถียรภาพ คล่องตัว และมีเครื่องยนต์ดีเซลความจุแค่ 1,991 ซีซี แต่สามารถฉุดลากตัวรถที่มีน้ำหนักมากถึง 1,735 กิโลกรัมให้ปลิวไปตามสายลมได้อย่างสบายๆ การตอบสนองของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ช่วยประคับประคองให้ผู้ขับมีความมั่นใจ ช่วงล่างโอนอ่อนผ่อนคลายมากกว่า X3 ทำให้นั่งได้นุ่มสบายก้นแม้จะวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่เรียบหรือไม่มีความสม่ำเสมอ เมื่อจับผู้โดยสารเต็มทั้ง 5 ที่นั่ง บวกสัมภาระเต็มคันก็ยังไม่กระทบกับประสิทธิภาพของตัวรถแต่อย่างใดทั้งสิ้น สำหรับพวกที่ชอบพวงมาลัยทีี่มีสัมผัสหนักแน่นก็ต้องปรับโหมดการขับเคลื่อนไปที่ Sport + พวงมาลัยของ GLC 250d จะตึงบึ้กขึ้นมาทันทีเหมาะสำหรับการทดสอบในช่วงพิเศษ ซึ่งเป็นทางขึ้น-ลงเขาแถบฝรั่งเศสที่มีความคดเคี้ยวจากทางโค้งวกไปวนมารอบๆ หุบเขา การถ่ายเทน้ำหนักบนโค้งของ New GLC เรือนร่างที่อวบใหญ่โดยเฉพาะฐานล้อที่กว้างกว่า BMW X3 เล็กน้อย ทำให้การหักเลี้ยวพวงมาลัยลัดเลาะไปตามโค้งเต็มไปด้วยความมั่นใจ รถมีอาการโคลงตัวบ้างเมื่อไร ใส่เข้าไปแรงๆ ในโค้งแต่ก็ไม่ได้มากจนเกิดความเสียว การปรับไปที่โหมดสูงสุดหรือ Sport Plus ปลดปล่อย Dynamic ที่ดีของตัวรถออกมาจนหมดเปลือก มันช่วยเติมความหนืดของพวงมาลัยไฟฟ้าคล้ายกับเชือกที่ถูกขันจนตึงลดระยะฟรีที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของพวงมาลัยในตำแหน่งจุดศูนย์กลางซึ่งเหมาะสมมากสำหรับการควบคุมเมื่อต้องถ่ายเทมวลจากซ้ายไปขวาสลับสับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องบนเส้นทางภูเขา เกียร์ 9G Tronic ในโหมดนี้ถูก ECU ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของเกียร์คาเอาไว้ในตำแหน่งเกียร์ 3-4-5 เพื่อเรียกแรงบิด เป็นคุณสมบัติที่ดีของ SUV หรูที่ต้องทำตัวให้เหนือชั้นกว่ารถราคาถูกทั่วไป GLC ได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถของทีมวิศวกร Mercedes ที่ได้ลงมือลงแรงปรับจูนตัวรถจนสุดความสามารถ เพื่อทำให้สื่อมวลชนรู้สึกประทับใจเมื่อได้ลองขับ

2015 Thairath online Car of The Year "ECO CAR"
SUZUKI CIAZ RS
เป็นเรื่องที่ดี หากคุณสามารถซื้อรถคันโตได้ในราคาอีโคคาร์ เจ้า Ciaz จาก Suzuki เป็นการสานต่อความสำเร็จของอีโคคาร์ ขวัญใจมหาชนคนไม่รวย ในโมเดล Swift ด้วยรถรุ่นใหม่แบบซีดาน 4 ประตู Ciaz ถูกปรุงแต่งโดยเน้นพื้นที่ภายในที่กว้างขวางนั่งสบาย สำหรับครอบครัว ราคาที่ไม่แพงเพีงแค่ 675,000 บาท เจ้า Ciaz รุ่น RS มีความหล่อเหลาของโฉมแบบซีดาน ด้วยการเสริมชุดแต่งจากโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับใช้งาน Suzuki Ciaz เป็นอีโคคาร์ 4 ประตูที่เน้นพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ด้วยการออกแบบให้ห้องโดยสารมีความโปร่งโล่งจากขนาดพื้นที่ ทั้งพื้นที่เหนือศีรษะ และพื้นที่ในการวางเท้า เบาะหลังมีพื้นที่ให้อย่างเหลือเฟือ และมากกว่ารถคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกันแบบทิ้งกันจนไม่เห็นฝุ่น ด้วยความกว้างในระดับที่เกือบจะใกล้เคียงกับซีดานขนาดกลาง มิติตัวถังของ Suzuki Ciaz RS มีความกว้าง 1,730 มิลลิเมตร ยาว 4,490 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร ความกว้างฐานล้อหน้า 1,495 มิลลิเมตร ความกว้างฐานล้อหลัง 1,505 มิลลิเมตร สำหรับของแต่งภายนอกที่เพิ่มเข้ามาในรุ่น RS ได้แก่ กาบสปอยเลอร์หน้า-หลัง หางหลัง หรือ วิงหลังแบบสปอร์ต รวมถึงชิ้นงานกาบข้างที่ติดตั้งอยู่บริเวณชายล่างของด้านข้างทั้งซ้ายและขวา สำหรับล้อและยางใส่ล้อขอบ 16 นิ้วกับยาง Bridgestone Ecopia EP150 ไซส์ 195/55R16 87H เป็นยางที่เน้นความนุ่มนวล และประสิทธิภาพด้านความเงียบ วิงหลังแบบสปอร์ตที่เข้ามาช่วยเสริมให้ส่วนท้ายของ Ciaz RS ดูดีขึ้นมาก แถมยังช่วยกดท้ายให้นิ่งมากขึ้นในย่านความเร็วสูงอีกด้วย

เครื่องยนต์ตัวเล็กจอมประหยัดขยันทำรอบ เป็นเครื่องรุ่นเดียวกันกับ Suzuki Swift ซึ่งมีปริมาตรความจุแค่ 1.2 ลิตร แต่สามารถขับใช้งานได้ดี โดยมีแรงบิดพอสมน้ำสมเนื้อ เครื่องของ Swift ถูกยกออกมาทั้งยวง แล้วนำมายัดลงไปในห้องเครื่องยนต์ของเจ้า Ciaz อย่างไม่ยากลำบากจากขนาดและน้ำหนักของตัวเครื่อง K12B ที่ใหญ่กว่าเครื่องรถตัดหญ้านิดเดียว ขนาดความจุที่น้อยมากแค่ 1.2 ลิตร ทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์ตัวเล็กออกมาในแนวประหยัดมากกว่าจะเอามาอัด มาซิ่งบนไฮเวย์ แต่เมื่อลองขับบนทางยาวข้ามจังหวัดจากกรุงเทพฯ ไปชายทะเลแถบจังหวัดระยอง ก็พบว่าเจ้าเครื่องตัวเล็กรุ่นนี้มีดีอยู่เหมือนกัน สมรรถนะของเครื่องตัวเล็กนั้นมีความเจ๋งอยู่ไม่น้อย เครื่อง K12B ถูกจับเอามาชนกับเกียร์ CVT นั้น ทำให้สมรรถนะของ Ciaz RS ออกมาในแนวเรื่อยๆมาเรียงๆ ไหลไปตามการใช้คันเร่งของคุณ เมื่อต้องการจะแซงก็ควรกะระยะของการแซงให้ดี เพราะเครื่องตัวเล็กไม่ได้เน้นแรงบิดแบบโจนทะยานพลานพุ่งเกียร์ CVT มีอาการนิ่มนวลชวนฝัน ค่อยๆ ถ่ายเทแรงบิดอันน้อยนิดของเครื่องยนต์ไต่ระดับความเร็วขึ้นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจไม่ถูกจริตกับพวกขาแรงเท่าไหร่

คันเร่งไฟฟ้าของ Suzuki Ciaz RS ตอบสนองในแบบที่ควรจะเป็น ซึ่งออกมาในแบบยืดหยุ่นสูง เป็นเครื่องยนต์ตัวเล็กที่เน้นความประหยัด และลดการปล่อย Co2 คุณต้องเข้าใจรูปแบบของมัน และต้องใช้ความใจเย็นอยู่บ้างในการขับออกทางไกล เนื่องจาก Ciaz นั้นเป็นรถที่ทั้งเบา และมีเครื่องเคราแค่ 1.2 ลิตร ซึ่งบางท่านมองว่าเล็กเกินไป เครื่องตัวเล็กกลับมอบความประหยัดคืนมาให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับชนชั้นกลางที่เพิ่งจะมีรถคันแรก ใน Ciaz RS ความแรงไม่มีความจำเป็นในขอบเขตของการขับใช้งาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีของพวกมือใหม่หัดขับ หรือเจ้าของใหม่ที่เน้นพื้นที่การนั่งมากกว่าสภาพการควบคุม ที่เน้นพละกำลังเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 1.25 ลิตร รหัส K12B มีวาล์ว 16 ตัว ปริมาตรความจุที่ 1,242 ซีซี ทำออกมาแค่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับการเร่งความเร็วสวนคันเร่งลงเต็มที่จนจมมิดไปบนพรมรองพื้น การตอบสนองของเครื่องและเกียร์จะค่อยๆ ไต่ความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ถึงกับชักช้าจนน่ารำคาญใจ กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ใช้วิ่งในเมืองอย่างกรุงเทพมหานครก็จะได้อัตราสิ้นเปลืองที่โดดเด่นโดนใจ ไม่กินเปลืองกินจุแต่อย่างใด ถึงแม้จะผจญกับสภาพการจราจรที่ติดขัดทั้งวัน หรือจะขับออกทางไกลกับครอบครัวในวันหยุดพักผ่อนก็สามารถใช้งานแบบเดินทางไกลได้อย่างสะดวก เนื่องจากห้องโดยสารที่ใหญ่โตโอ่โถงเกินเหตุ แรงบิดสูงสุดจากเครื่องยนต์เค้นออกมาได้ 118 นิวตันเมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที เหมาะสมกับช่วงล่างและน้ำหนัก ตลอดจนขนาดของตัวถัง ระบบจ่ายเชื้อเพลิงซึ่งใช้หัวฉีดมัลติพอยต์ ทำงานแม่นยำ เครื่องเดินเรียบสนิท และไม่มีเสียงดังหรืออาการสวิงของรอบเครื่องแต่อย่างใดทั้งสิ้น เอาเป็นว่าจ่ายแค่ 6.7 แสน แลกกลับมาด้วยซีดานกว้างๆ หนึ่งคันที่มีทุกอย่างครบ ตำแหน่งอีโคคาร์ประจำปีจากไทยรัฐออนไลน์ที่ Ciaz RS คว้าไปครองนั้นเหมาะสมอย่างที่สุดแล้วครับ

2015 Thairath online Car of The Year "Hatchback 3 Door"
MINI COOPER S F56
ภายใต้ร่มธงของ BMW Group ความเปลี่ยนแปลงบนรูปลักษณ์ใหม่ของ Cooper S F56 หมายถึงรถแฮตช์แบ็กบ้าพลัง สำหรับการเลือกใช้รถยนต์ไซล์เล็กของคนมีเงิน ภาพลักษณ์ที่แปลกตาและทันสมัย ปรากฏไปทั่วเรือนร่างของ MINI ยุคใหม่ สื่อให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างรถยนต์ที่จะต้องชนะใจลูกค้า ด้วยสภาพการควบคุมที่มีความโดดเด่นแม่นยำ ประสานแนบแน่นไปกับขุมกำลังที่มีความโดดเด่น ความหมายของ Cooper นอกจากรูปทรงขนาดเล็กแล้ว หากเติมสัญลักษณ์ตัว S ต่อท้ายก็จะได้รถแฮตช์แบ็กพลังแรง ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสนุกหลังพวงมาลัยอย่างแท้จริง Cooper S F56 กว้างขึ้นเล็กน้อย ทรงของตัวรถที่สั้น และมีฐานล้อไม่ยาว ทำให้ความรู้สึกไม่ว่าจะขับช้าหรือขับเร็ว ล้วนแล้วแต่ตอบสนองออกมาในแนวว่องไว ซึ่งบางจังหวะก็ไวเกินความต้องการไปพอสมควร ความแปลกของรูปลักษณ์เกิดจากไฟหน้าแบบใหม่พร้อมไฟหรี่ LED Day Time Running Light ซึ่งออกแบบให้ล้อมกรอบไฟหน้า การเปลี่ยนแปลงที่ไฟยังเพิ่มกำลังส่องสว่าง โดยเฉพาะตอนขับในที่มืดๆ ไม่มีไฟส่องถนน หรือขับในตอนกลางคืนท่ามกลางสายฝน ไฟหน้าซีนอนของ Cooper S ให้พลังในการส่องสว่างเมื่อขับบนถนนที่ไม่มีแสงไฟได้ดี กระจกหน้าบานโต กับงานคอนโซลแดชบอร์ดใหม่ ทำให้มันดูดีขึ้นผิดหูผิดตา สิ่งละอันพันละน้อยที่ BMW Group พยายามปรับตัวรถให้เข้ากับรูปแบบการขับใช้งานของเจ้าของ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนวัยแนว ล้ออัลลอยด์ขอบ 18 นิ้ว บวกยางรันแฟลตของ Dunlop รุ่น SP Sport MAXX ไซส์ 225/40R18 ทรงของด้านข้างมีบานประตูแบบไม่มีกรอบกระจก ทำให้มันมีคราบเคราของรถสปอร์ตอยู่บ้างเหมือนกัน ไฟท้ายแบบใหม่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ใช้หลอดไฟแบบ LED เพิ่มความสว่าง รวมถึงไฟเบรกดวงที่สาม กับสปอยเลอร์หลัง พร้อมการตกแต่งด้วยพลาสติกโครเมียมสีเงิน ที่ยกระดับการมองให้ดูดีและรวย

กำลังเกือบ 200 แรงม้า จากเครื่องยนต์ตัวใหม่ขนาด 2 ลิตรอัดอากาศด้วยเทอร์โบนั้น เหนือชั้นกว่า Cooper S R56 รุ่นเก่าซึ่งใช้เครื่องยนต์ความจุแค่ 1.6 ลิตร ส่วนแรงบิด 300 นิวตันเมตร (221 ปอนด์-ฟุต) หรือ 30.6 กิโลกรัมเมตร ในย่าน 1,250-4,000 รอบต่อนาที ทำให้ Cooper S F56 สามารถปั่นล้อให้หมุนฟรีทิ้งรอยยางเป็นที่ระลึกลงไปบนพื้นถนนได้อย่างง่ายดาย อัตราเร่งจาก 0-100 ใน 6.7 วินาที ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมนิดเดียว แรงบิดมหาศาลมากถึง 300 นิวตันเมตร ตอบสนองด้านการรีดแรงบิดในรอบต่ำทำให้เจ้านี่เป็นรถเล็กที่ขับได้สนุกคันหนึ่งของวงการรถเล็ก มันเป็นรถที่ขับได้เร็ว และควบคุมได้ง่าย แต่ก็ไม่ควรเปลี่ยนทิศทางเร็วๆ เมื่อห้อมาแบบเต็มเหนี่ยวเนื่องจากฐานล้อที่สั้นกระชับ ทำให้ทุกอย่างออกอาการไวไปหมด สัมผัสของช่วงล่างผ่านชุดบังคับเลี้ยวไฟฟ้านั้นจะไวมากยิ่งขึ้น เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเหมือนกับรถโกคาร์ต์ การเร่งความเร็วเพื่อแซง เทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo มีส่วนอย่างมาก และทำให้ผมสามารถเปลี่ยนจังหวะแซงรถจาก 1 เป็น 2 คันพร้อมๆ กัน ด้วยการกดคันเร่งจนสุดในการแซงเพียงครั้งเดียว อัตราทดของเกียร์ 6 สปีดถูกปรับให้สั้น และกระชับฉับไว เป็นรถแฮตช์แบ็ก 3 ประตูคันเล็กที่มีชุดส่งกำลังค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ให้อารมณ์การขับในแบบสปอร์ตอย่างแท้จริง ชนิดว่ากันถึงพริกถึงขิง ดึงกันจนหน้าหงายหลังติดเบาะ การเร่งความเร็วใน MINI Cooper S รุ่นใหม่ คือสิ่งที่มันชอบให้คุณทำบ่อยๆ คล้ายการยั่วยุ พื้นฐานที่ดีของแชสซีส์ช่วยทำให้การควบคุมง่ายขึ้นในทุกย่านความเร็ว จากอัตราเร่งอันดุเดือดเลือดพล่านของ Cooper S รุ่นใหม่ทำให้มันเร็วกว่า Cooper S R56 รุ่นที่แล้วถึง 1.1 วินาที

ความกระด้างที่ลดลงของ Cooper S F56 รุ่นใหม่ ไม่ส่งผลไปถึงการยึดเกาะแต่อย่างใด มันยังคงเป็นแฮตช์แบ็กที่เกาะถนนหนึบ แต่คนขับก็ต้องระวังให้ดีไม่เปลี่ยนทิศทางแบบกะทันหัน หรือหักพวงมาลัยเร็วๆ เมื่อห้อมาเต็มเหนี่ยว ล้ออัลลอยด์ขอบ 18 นิ้วนั้น พอดิบพอดีกับขนาดของตัวรถ ส่วนพวงมาลัยไฟฟ้ามีน้ำหนักที่ค่อนข้างคงที่ในโหมด Green Mode เมื่อปรับมาที่ MID Mode พวงมาลัยจะหนักขึ้นเล็กน้อย พร้อมความแม่นยำที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อขับเร็วๆ สำหรับความรู้สึกในชุดบังคับเลี้ยวเมื่ออยู่ในโหมดสูงสุด หรือ Sport Mode คล้ายกับพวงมาลัยในรถโกคาร์ต ซึ่งมีให้คุณทั้งความแม่นยำ แน่นอน ผ่านน้ำหนักที่ตึงไม้ตึงมือเหมาะกับการขับเร็ว ความเร็วในโหมดสูงสุดจึงมาพร้อมกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่างผสานไปพร้อมๆ กัน ทั้งหมดทั้งปวงขึ้นตรงกับโหมดการขับเคลื่อน และเป็นสไตล์ที่ BMW ชอบนำมาปรับใช้กับรถยนต์ภายใต้การดูแลของตนเองอย่าง MINI เครื่องยนต์เบนซินใหม่ขนาด 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบ มาพร้อมกับสัญชาตญาณการตอบสนองที่ปรับให้มีความฉับไวมากยิ่งขึ้น แรงบิดที่เป็นเอกลักษณ์ และกำลังขับเคลื่อนในรูปของแรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนา และนำเอาเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo มาใช้งาน โดยเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดขนาด 1,998 ซีซี กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ เมื่อเปิดใช้ฟังก์ชั่นโอเวอร์บูสต์ สำหรับ MINI Cooper S นั้น มาพร้อมพลังขับเคลื่อนมากถึง 192 แรงม้า เครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันแบบ twin scroll turbocharger สามารถสร้างแรงบิดสูงกว่า 280 นิวตัน-เมตร ที่รอบของเครื่องยนต์เท่ากัน โดยจะเพิ่มแรงบิดสูงสุดเป็น 300 นิวตัน-เมตร ด้วยโอเวอร์บูสต์ในการเตรียมความพร้อมเพื่อท้ารบกับรถซิ่งทั่วไป

2015 Thairath online Car of The Year "Hatchback 5 Door"
MAZDA 2 1.5L SKYACTIV-D
ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการสานต่อสมรรถนะของ Mazda 2 เจเนอเรชั่นที่ 4 ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกระดับ คือ งานช้างที่นักออกแบบของบริษัท Mazda รวมถึงบรรดาวิศวกรเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และระบบส่งกำลัง ต้องลงมือลงแรงกันอย่างหนัก และทำให้รถรุ่นใหม่มีความแตกต่างทั้งขุมกำลังที่มอบทั้งความแรงกับความประหยัดควบคู่กันไป งานออกแบบตัวรถที่สวยงามสามารถใช้เป็นจุดขายที่เหนือกว่ารถคู่แข่งในทุกแง่มุม แบรนด์ Mazda กำลังใช้ความกล้าหาญบวกกับจิตวิญญาณ Zoom Zoom ลบล้างดีไซน์เก่าๆ และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่ได้รับความนิยมมายาวนานอย่าง Mazda 2 SkyActiv-D เครื่องดีเซลคันนี้ซึ่งคว้าตำแหน่ง Best Hatchback 5 Door จากไทยรัฐออนไลน์หน้ายานยนต์ไปครอบครองด้วยความสามารถล้วนๆ ของตัวรถ แนวคิด จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวหรือ KODO Design ใน Mazda CX-5 / Mazda 3 ซึ่งใช้ภาพลักษณ์ที่ปราดเปรียวว่องไวถูกนำกลับมาใช้ในงานออกแบบรถ Mazda 2

ด้วยรูปทรงที่แปลกใหม่กระทัดรัด โครงสร้างของแชสซีส์ที่รับแรงบิดได้มากขึ้นอีก 22% ด้วยเทคโนโลยี SkyActiv Body เส้นสายของตัวรถที่เชื่อมโยงกันทั้งคัน กระจังหน้าทรงห้าเหลี่ยม ไฟหน้าทั้งแบบฮาโลเจน และ Four Light LED รวมไปถึงความลาดเอียงของเสาหน้ากับเสาท้าย สื่อให้เห็นถึงมุมมองแบบสปอร์ตแฮตช์แบ็กที่อยู่ในสายเลือดของรถยนต์จากแบรนด์ Mazda รูปลักษณ์แบบ 5 ประตูของ New Mazda 2 คล้ายกับทรงของรถ Renault Megane 2014 จากแนวหลังคาที่ไล่ระดับองศาความลาดเอียงไปยังเสาท้าย ถังเชื้อเพลิงทรงกลม/ โป่งซุ้มล้อที่อวบอ้วน ล้ออัลลอยด์ลายใหม่ขอบ 16 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตของ Dunlop รุ่น Enasave EC300T ขนาด 185/60/R16 โดยภาพรวมแม้จะดูป้อมอ้วน เมื่อมองจากด้านข้างของตัวรถ แต่จากการออกแบบท่ีดีของเสาหน้าและเสาท้าย กับความลื่นไหลในด้านข้างตัวถัง ทำให้ภาพลักษณ์ในแบบสปอร์ตแฮตช์แบ็กยึดติดกับ Mazda 3 ชนิดแทบจะแยกกันไม่ออก ขนาดตัวถังของ Mazda 2 มีมิติความกว้าง 1,695 มิลลิเมตร ยาว 4,060 มิลลิเมตร สูง 1,500 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร ถังเชื้อเพลิงความจุ 44 ลิตร น้ำหนักตัวรถทั้งคันที่ 1,210 กิโลกรัม ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.5 ลิตร รหัส S5-DPTS เป็นเครื่องยนต์ตัวเล็กกะทัดรัด แบบแถวเรียง 4 กระบอกสูบ ดีเซล ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคทชาร์พ DOHC 16 วาล์ว ปริมาตรความจุ 1,498 ซีซี ความกว้างกระบอกสูบ x ช่วงชัก 76.0 x 82.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 14.8:1 จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดแรงดันสูงแบบคอมมอลเรล ไดเรกอินเจกชั่น สำหรับระบบอัดอากาศใช้เทอร์โบแบบ Turbocharger Variable Turbine Geometry เป็นเทอร์โบตัวเล็ก ทำงานในแบบแปรผันไปตามความเร็วรอบ เพื่อการตอบสนองในระดับสูงสุดของอัตราเร่ง พร้อมตัวลดอุณหภูมิไอดีก่อนประจุเข้าห้องเผาไหม้ด้วยอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดเล็กจิ๋วที่มีประสิทธิภาพมากพอ อากาศหรือไอดีที่ผ่านการลดอุณหภูมิจากอินเตอร์คูลเลอร์ ช่วยทำให้เครื่องยนต์มีการทำงานที่สมบูรณ์ สามารถจุดระเบิดคายพลังงานออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เครื่องยนต์ยังใช้เทคโนโลยี SkyActiv เต็มรูปแบบ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงใน Mazda CX-5 เช่น การใช้วัสดุภายในเครื่องยนต์แบบใหม่ การออกแบบให้ลูกสูบมีลักษณะที่ตอบสนองต่อการทำงานได้ดีขึ้นด้วยลูกสูบรูปไข่แบบสองชั้น การลดอัตราส่วนกำลังอัดมีส่วนในการเติมเต็มประสิทธิภาพที่ดีของเครื่องดีเซลตัวนี้ เครื่อง SkyActiv D 1.5 รีดกำลังได้ 105 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ดูเหมือนแรงม้าจะอนุบาลไปสักนิด แต่เมื่อเห็นตัวเลขแรงบิดแล้วก็ทำให้รู้สึกแปลกใจ เครื่อง SkyActiv D 1.5 มีแรงบิดสูงสุดมากถึง 250 นิวตันเมตร หรือ 25.5 กิโลกรัม/เมตร ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ตัวเลข 94 กรัมต่อระยะทางหนึ่งกิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐาน JC0 8 ของญี่ปุ่น อยู่ที่ 26.4 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับ Mazda 2 รุ่นเกียร์อัตโนมัติมีค่ามาตรฐานมลพิษในระดับ EURO-6 สูงที่สุดในกลุ่มรถเล็กที่วางขายในประเทศ

แรงบิด 250 นิวตันเมตร ทำให้ Mazda 2 SkyActiv-D มีการออกตัวที่ใช้ได้ ไม่ถึงกับเร็วจนกระชากลากรอยยางลงพื้น เป็นความเร็วที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกได้ถึงความฉับไว และความคล่องแคล่วในด้านอัตราเร่ง เทอร์โบแปรผันตัวจิ๋วกับอินเตอร์คูลเลอร์ที่มีขนาดเล็ก สร้างแรงบูสต์ได้อย่างสะใจ เมื่อคุณต้องการเรียกพลังงานจากเครื่องยนต์ สนามทดสอบในประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยโค้งอันตราย และเหมาะกับการทดสอบสมรรถนะของเจ้านี่อย่างที่สุด ตำแหน่งนั่งขับที่ดีของ Mazda 2 เกิดจากการจัดวางแป้นเบรก คันเร่งและจุดพักเท้าใหม่หมด โดยคำนึงถึงความสบาย และประสิทธิภาพของการใช้งาน แป้นเหยียบต่างๆ อยู่ในจุดที่พอดี พวงมาลัยกับช่วงล่างทำงานสอดประสานกันได้ลงตัว ระบบบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้าใช้กลไกพวงมาลัยแบบแรคแอนด์พีเนียนเชื่อมต่อกับมอเตอร์ น้ำหนักของพวงมาลัยแปรผันไปตามความเร็วตามการสั่งงานของ ECU ที่ใช้ควบคุมน้ำหนักพวงมาลัย ช่วงล่างที่เป็น DNA ของ Mazda ทุกโมเดล โดยเฉพาะแนวทางช่วงล่างบนรถไซส์เล็กแบบนี้ Mazda 2 มีช่วงล่างที่ส่งถ่ายความหนึบให้ได้สัมผัส เมื่อผมเริ่มต้นใช้ความเร็วมากยิ่งขึ้น ทุกครั้งที่เข้าโค้งแรงขึ้น ยาง Dunlop Enasave EC300T ขนาด 185/60/R16 แหกปากโวยวายส่งเสียงร้องราวกับกำลังโดนกระทำชำเรา แต่เจ้า 2 ตัวใหม่เครื่องดีเซลก็ยังคงเกาะหนึบราวกับตุ๊กแก เกียร์ออโต SkyActiv Drive แบบ 6 อัตราทดทำเวลาต่อรอบได้ลดลง เมื่อผมลองเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง สำหรับการเก็บเสียงนั้นทำได้น่าพอใจและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป การเบรกทำได้ดี โดยเฉพาะการถ่ายเทน้ำหนักเมื่อเบรกอย่างรุนแรง ก่อนมุดหัวเข้าโค้ง ไม่ปรากฏอาการดึงขืนเป๋ซ้ายป่ายขวาแบบอาการของรถขับหน้าที่มักจะเกิดขึ้น เมื่อคุณใช้เบรกหนักๆ ที่ความเร็วสูง เครื่องยนต์มีเสียงการทำงานคล้ายเครื่องเบนซินในรอบสูงๆ ส่วนรอบเดินเบาอยู่กับที่ เครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv D ก็ไม่ได้ดังจนน่ารำคาญเหมือนเครื่องยนต์ดีเซลยุคเก่า ให้ทั้งแรงบิดอันเหมาะสมกับความประหยัดควบคู่กันไป ทำให้รู้สึกสนุกได้เท่าที่คุณต้องการ โดยเฉพาะระบบรองรับที่ให้ความรู้สึกแบบสปอร์ต นับเป็นกลไกทางไดนามิกที่แสดงออกถึงสัญชาตญาณของการขับรถยนต์ยี่ห้อ Mazda ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์ที่แปลกแยกแตกต่างไปจากรถญี่ปุ่นแบรนด์อื่นอย่างชัดเจน

วิศวกร และช่างเครื่องยนต์ของ Mazda เป็นกลุ่มคนที่มีความบ้ารถอยู่ในจิตวิญญาณ และสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม ความตั้งอกตั้งใจในการสร้างรถรุ่นใหม่อย่าง Mazda 2 SkyActiv ทำให้ผมได้สัมผัสกับความแตกต่างระหว่างแบรนด์ผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นอย่างชัดเจน คนบ้ารถมักจะเข้าอกเข้าใจความชอบความต้องการของลูกค้า พวกเขาสามารถทำรถดีๆ ออกมาให้ใช้งานกันอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นได้จากความสำเร็จของ Mazda CX-5 และ Mazda 3 โดยมีเจ้าจิ๋วตัวแสบอย่าง Mazda 2 ที่เข้ามาสานต่อความสำเร็จในด้านยอดขายของ Mazda หลังจากขับจนสามารถซึมซับรับประสิทธิภาพของรถ ผมนั่งลงบนโค้งสุดท้ายก่อนออกทางตรงของสนามแข่ง Japan Cycle Sports Center ยกกล้องขึ้นเพื่อบันทึกภาพในช่วงท้ายๆ ของการทดสอบในวันนั้น รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของสื่อมวลชนสายยานยนต์หลายท่าน หลังจากการขับทดสอบในสนามแข่งโหดๆ คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความอีกต่อไป สำหรับตำแหน่งแฮตช์แบ็กห้าประตูจากไทยรัฐออนไลน์ที่ Mazda 2 คว้ามาครองด้วยความสามารถล้วนๆ โดยไม่มีอะไรมาเจือปนให้เสียอารมณ์

2015 Thairath online Car of The Year "Convertible / Cabriolet"
MERCEDES BENZ E-CLASS CABRIOLET
รถเปิดหลังคาแสดงออกถึงความมีเสน่ห์ ความน่าเกรงขามในพละกำลัง ความงดงามจากเรือนร่างรูปลักษณ์เมื่อไร้หลังคาปิดบังส่วนบนของตัวรถ รถสปอร์ตเปิดหลังคาอย่าง BMW Z4/BMW 4 Series Convertible/Audi TT Roadster/Mercedes Benz SLK/Mercedes BenzSL-Class/Mazda MX-5/Toyota MR-II/Toyota MR-S/Jaguar F-Type Roadster และอีกมากที่นึกไม่ออก รถสปอร์ตเปิดประทุนเหล่านี้ ได้เข้ามาเติมเต็มจิตวิญญาณของการขับขี่ จักรกลเหล่านี้ได้กลายมาเป็นของขวัญชิ้นงามสำหรับการให้รางวัลตัวเอง เมื่อประสบความสำเร็จจากหน้าที่การงาน นี่คือรถเปิดประทุนจากแบรนด์ตราดาวรุ่น E-Class Cabriolet เวอร์ชั่น E200 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยอุปกรณ์เสริมประสิทธิภาพจาก AMG มันคือญาติผู้ใกล้ชิดกับ E-Class รุ่น Minor Change ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมในอีกไม่นานนับต่อจากนี้ E-Class Cabriolet ทำตัวแตกต่างจาก E-Class Coupe ตรงหลังคาที่สามารถพับเก็บได้ด้วยกลไกไฟฟ้า เป็นหลังคาผ้าใบที่มีสีสันให้เลือกถึง 4 เฉดสี ไล่เรียงจากหลังคาสีดำ 740 Black/ หลังคาสีเทาดำ 741Dark Brown/ หลังคาสีน้ำเงิน 744 Dark Blue และหลังคาผ้าใบสีแดง 746 Red อย่างในรถคันทดสอบที่เห็นในภาพ สำหรับ E-Class Cabriolet เวอร์ชั่น E200 AMG Dynamic ทุกสิ่งทุกอย่างบนตัวรถเชื่อมโยงกับอดีต และอนาคตได้อย่างลงตัว เนื่องจากก้างขวางคออย่าง BMW Group Thailand ไม่มีรถทดสอบรุ่น 4-Series Convertible ตำแหน่ง Best Convertible/ Cabriolet ของไทยรัฐออนไลน์-ยานยนต์ จึงตกเป็นของ E-Class Cabriolet ไปโดยปริยาย

เป้าหมายของ E-Class Cabriolet E200 AMG Dynamic นั้น ถูกกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องเป็นรถสปอร์ต 4 ที่นั่งเปิดประทุนที่ขับได้สบาย เป็นรถขับหลังที่มีโครงสร้างแข็งแกร่ง และมีรูปทรงงดงาม จากรูปแบบหลังคาผ้าเปิดประทุนที่ไม่เหมือนรถสปอร์ตทั่วไป Mercedes Benz ทำ E200 Cabriolet AMG Dynamic ออกมาโดยเล็งไปที่คู่แข่งอย่าง BMW 420d Convertible และ Audi A5 2.0 TFSI Cabriolet ซึ่งเป็นรถเปิดประทุนที่มีขนาดของตัวถัง และขุมกำลังที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันแบบสูสีบี้กันไม่ขาด เรือนร่างของ E-200 Cabriolet AMG Dynamic สีขาวหลังคาแดงคันทดสอบได้รับการปรับปรุงแบบ Minor Change ไปเมื่อช่วงปลายปี 2013 ไฟหน้า และกระจังหน้าแบบใหม่คมเข้มขึ้น สปอยเลอร์ AMG ที่ติดตั้งมาในเวอร์ชั่นสปอร์ตมีความงดงามลงตัวด้วยการออกแบบให้ชายล่างของสปอยเลอร์หน้ามีชิ้นงานพลาสติกโครเมียมเดินเส้นอย่างเฉียบคม กระจังหน้ามีสัญลักษณ์ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ฝากระโปรงหน้ายกสันนูนขึ้นตรงขอบของกระจังไล่ไปจนถึงเสาหนัา ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System ร้อยเรียงหลอดไฟแบบ LED ฝั่งละ 8 หลอดคอยให้ความสว่างทั้งเวลากลางวันและกลางคืน หลอดไฟ LED ยังทำหน้าที่เป็นหลอดไฟเลี้ยวสีเหลืองที่เพิ่มมุมมองให้กับรถยนต์คันอื่นๆ อีกด้วย

เหลี่ยมมุมกับความโค้งมนที่สอดประสานอยู่บนรูปลักษณ์ด้านหน้า แสดงออกถึงความเป็น E-Class อย่างชัดเจน มิติตัวถังของ Mercedes Benz E-200 เวอร์ชั่นเปิดหลังคา Cabriolet ปรุงแต่งความงามโดยอุปกรณ์ตกแต่งของสำนัก AMG มีความกว้าง 1,786 มิลลิเมตร ยาว 4,703 มิลลิเมตร และสูง 1,398 มิลลิเมตร เทียบกับคู่แข่ง BMW 420d Convertible ที่มีความกว้าง 1,825 มิลลิเมตร ยาว 4,638 มิลลิเมตร และสูง 1,384 ก็จะพบว่าทั้งคู่มีขนาดที่พอฟัดพอเหวี่ยงกันแบบขบกันไม่ลง Mercedes Benz นั้น ใช้หลังคาผ้าใบใน E-200 Cabriolet เพื่อลดน้ำหนัก ส่วน BMW นั้นวางกลไกของหลังคาแข็งใน 420d Convertible โดยใช้หลังคาทำจากอะลูมินัมอัลลอยด์ ควบคุมการเปิด-ปิดด้วยไฮดรอลิก น้ำหนักตัวรถทั้งคันของ E-200 Cabriolet AMG Dynamic อยู่ที่ 1,735 กิโลกรัม ส่วน BMW 420d Convertible อยู่ที่ 1,725 กิโลกรัม ใกล้เคียงกันชนิดไม่มีใครยอมตัวหนักกว่า ทำให้สมรรถนะนั้นออกมาในแบบสูสีกินเฉือนกันไม่ลง มีดีมีด้อยกันไปคนละแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของลูกค้าเป็นหลัก

หลังคาผ้าที่แน่นหนากับยางขอบประตู และแผ่นวัสดุปิดใต้ท้องเพื่อลดเสียงรบกวน ช่วยทำให้ห้องโดยสารของ E-200 Cabriolet เงียบขึ้น เมื่อเทียบกับ E-Class Cabriolet รุ่นที่แล้ว ถนนลาดยางแห้งๆ เหมาะกับยาง Continental ContiSport ContactTM3 นี่คือยางรันแฟลต ที่สามารถวิ่งในย่านความเร็วต่ำ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ แม้ลมยางจะเหลือน้อย หรือลมรั่วออกมาจนหมด แก้มยางที่หนาของ ContiSport ContactTM3 นั้น มากกว่ายางแบบปกติ แต่ความหนานั้นยังน้อยกว่ายาง Bridgestone Potenza RE050 ที่มีแก้มแข็งราวกับหิน และส่งเสียงหึ่งๆ ไปตลอดทาง เสียงลมและเสียงของยางที่ลดลงไปมาก จากการพัฒนาวัสดุป้องกันเสียงรอบๆ ห้องโดยสารของรถเปิดประทุนรุ่นนี้ ช่วยให้การขับขี่เดินทางไกลใน E-200 Cabriolet เป็นเรื่องที่น่าจดจำ E-Class เปิดประทุนคันทดสอบ วางเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบความจุ 1,991 ซีซี มีแรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า กับแรงบิดระดับ 300 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีสำหรับเครื่องตัวเล็กที่ให้แรงบิดมากขนาดนี้ มันเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 8.2 วินาที และมีความเร็วปลายที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุณจะรู้สึกได้ว่า นี่คือ Mercedes Benz ยุคใหม่ที่พยายามทำตัวให้มีอารมณ์ และความรู้สึกของการควบคุมหลังพวงมาลัย ใกล้เคียง BMW เข้าไปทุกที มันเป็นเรื่องประหลาดในวงการ เมื่อค่ายรถพรีเมียมเยอรมนี ทั้ง BMW และ Merceds Benz กลับมีความคิดที่สวนทางกัน BMW เริ่มปรับน้ำหนักของพวงมาลัยให้เบาลง แถมยังจูนช่วงล่างให้อ่อนโยนขึ้น ทั้งๆ ที่เคยยึดติดกับแนวทางสปอร์ต ส่วนแบรนด์ตราดาวที่เคยทำรถนั่งนิ่มนุ่มสบายก้น กลับหันมาปรับช่วงล่างที่แข็งขึ้น และให้ความรู้สึกสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โลกที่ไม่เท่าเทียม และไม่มีความแน่นอนในวงการยนตรกรรมคือสัจธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นยอดขายได้ทั้งสิ้น และกลายเป็นเรื่องที่ดีเมื่อผู้ผลิตทำการคิดค้นรถยนต์ที่มีความหลากหลายให้เลือกใช้

ไดนามิกของช่วงล่างใน E-200 Cabriolet ใกล้เคียง หรืออีกนัยหนึ่งมันให้ความรู้สึกคล้ายกับ BMW 420d ทั้งน้ำหนักของพวงมาลัย และความหนึบแน่นของช่วงล่าง ในโหมดประหยัดหรือโหมด ECO คันเร่งที่ยืดหยุ่นกับเกียร์ 7 สปีด ที่ไต่ขึ้นสู่เกียร์สูงเพื่อลดรอบเครื่องยนต์ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น แม้จะมีอัตราทดเป็นรอง BMW ที่ใช้เกียร์ ZF 8 Speed แต่เกียร์ 7G Tronic Plus ของ E-200 Cabriolet AMG Dynamic ก็ทำหน้าที่ได้ไหลลื่นเรียบเนียน ไร้อาการกระตุกกระชากในย่านความเร็วต่ำ แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย หรือ Paddle Shift ทำจากพลาสติก และมีขนาดเล็กกว่า BMW แต่ใช้งานได้จริง ตอบสนองต่อการชิฟเกียร์ด้วยตัวของคุณเองอย่างรวดเร็ว และมีความแม่นยำของคาบเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ เมื่อเร่งความเร็วฉับพลันในโหมดประหยัด หรือ ECO Mode สมองกลไฟฟ้า ECU ที่ฉลาดเฉลียวจะเข้ามาช่วยให้การพุ่งทะยานด้วยการลงคันเร่งลึกๆ เป็นไปด้วยความว่องไว เหมาะสมกับรูปแบบสปอร์ตของตัวรถ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทำงานอย่างขยันขันแข็งจนทำให้ผมติดใจ พวงมาลัยแบบใหม่ที่ควบคุมด้วยไฟฟ้าของ E-200 Cabriolet ให้ความรู้สึกเบาสบายมือ และไวในย่านความเร็วต่ำ พอขยับเปลี่ยนโหมดมาเป็น Normal พวงมาลัยเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอีกนิด โดยให้ความรู้สึกตึงไม้ตึงมือ ในโหมดสูงสุด หรือ Sport พวงมาลัยที่มีกล่องสมองกลไฟฟ้าคอยควบคุมทำการปรับน้ำหนักตัวมันเองให้มีทั้งความมั่นคง และความแม่นยำ เป็นความรู้สึกเดียวกันกับพวงมาลัยของ BMW 420d เสียงเครื่องยนต์ในโหมด Sport ที่ย่านรอบเครื่องสูงๆ ครางออกมาพอให้เกิดความเร้าใจแต่ไม่มาก น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันที่หลังคาผ้าใบของ E-200 Cabriolet นั้น เก็บเสียงได้ดีเกินคาด ที่ย่านความเร็ว 80-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีเสียงเข้ามาที่ห้องโดยสารมากกว่า E200 Coupe นิดเดียว พอทะยานขึ้นไปที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงลมเริ่มลอดเข้ามาให้ได้ยิน แต่ไม่ได้รบกวนการขับขี่จนก่อให้เกิดความรำคาญ

การทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ พวงมาลัย กลไกการพับเก็บ กางออก ของชุดหลังคาผ้าและช่วงล่าง การควบคุมของระบบช่วยทรงตัว เมื่ออัดเจ้า E เปิดหลังคาไปตามถนนที่คดเคี้ยว อุดมไปด้วยโค้ง ความตื่นตาตื่นใจจะมากยิ่งขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อคุณพับหลังคาเก็บลงไปในฝาท้าย พวงมาลัยในโหมดสูงสุดไวและมีน้ำหนักที่ดี โดยไม่เบาหรือหนักมากจนเกินไป ทำให้การหักเหหน้ารถเพื่อเปลี่ยนทิศทาง หรือมุดเข้าโค้ง มีความมันแฝงอยู่ตลอดเวลา จากช่วงล่างด้านหน้าที่ออกแนวหนึบแน่น การถ่ายมวลเทน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ดี อาการโคลงตัวมีไม่มาก เนื่องจากแชสซีส์ถูกดามเอาไว้อย่างแน่นหนา เนื่องจากทำตัวเป็นรถไร้หลังคา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมโครงรถให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ในโค้งมุมแคบส่วนหน้าของ E-200 Cabriolet ไม่แสดงออกถึงความรู้สึกแบบเลื้อยไปเลื้อยมาเหมือนรถขับหน้าบางรุ่น พวงมาลัยไม่ได้ให้ความรู้สึกขืนตัวมากจนเกินไป แม้จะใส่มาหนักๆ พวงมาลัยทำหน้าที่สอดรับกับมุมแคมเบอร์ เมื่อต้องวิ่งผ่านสภาพถนนที่มีความแตกต่าง ขับไปพักเดียว ผมเริ่มจับความรู้สึกและจังหวะจะโคนของชุดบังคับเลี้ยวที่ให้อารมณ์ราวกับกำลังควบ BMW อย่างไรอย่างนั้น

การขับขี่ที่ดีของ Mercedes Benz E-200 Cabriolet กับความดุ ความสวยงามของชุดแต่ง AMG Dynamic นั้น ช่วยเสริมให้รถเปิดประทุน 4 ที่นั่งคันนี้ มีความน่าใช้ น่าขับมากกว่ารุ่นที่แล้ว เบรกดีจนทำให้แปลกใจ เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบทำหน้าที่ได้อย่างเหนือชั้น แม้อัตราสิ้นเปลืองจะเป็นรองเครื่องดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตรของ BMW อยู่บ้าง รอบเครื่องยนต์ที่ตวัดกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อจมคันเร่ง คือการตอบสนองที่ทันอกทันใจ ไม่มีคำว่าชักช้า หลังคาผ้ามีการทำงานที่เงียบแต่ช้าอยู่บ้าง หากเจอกับฝนไล่ช้างก็อาจเปียกปอนเอาได้ เมื่อต้องใช้เวลากางหลังคาปิดนานถึง 20 วินาที กลไกในการพับที่ได้รับการออกแบบมาใหม่หมด กับวัสดุของผ้าหลังคา และขอบอัลลอยด์ที่เดินเส้นไปรอบๆ Cockpit จะทำให้คุณรู้สึกหลงรักมัน เกียร์อัตโนมัติ 7G Tronic ไหลลื่นราบเรียบราวกับแพรไหม ไม่ปรากฏอาการเกียร์เปลี่ยนเร็วเกินไป หรือแช่อยู่เกียร์เดียวนานเกินไปเมื่อใช้โหมดสปอร์ต ทุกสิ่งทุกอย่างดูลงตัวไปหมด ทำให้การขับทดสอบในครั้งนี้มีเรื่องราวและอารมณ์ของการควบคุมมากมายหลากหลายรูปแบบ ที่ชอบที่สุดก็คือการได้ขับเจ้า Mercedes Benz E-200 Cabriolet ด้วยการพับหลังคาเก็บแล้ววิ่งในย่านความเร็วต่ำ ท่ามกลางธรรมชาติรอบๆ ตัวที่สงบและสวยงามแถบป่าละอู เมื่อเทียบกับ BMW 420d Convertible คู่แข่งที่มีทุกอย่างเหมือนกัน ยกเว้นเครื่องยนต์ และหลังคาแบบพับเก็บได้ ซึ่ง BMW ใช้หลังคาอัลลอยด์ที่มีน้ำหนักมากกว่าความคลาสสิกด้านหลังคาแบบผ้า จึงต้องยกให้ Mercedes Benz E-200 Cabriolet ราคา 3.99 ล้านไปโดยปริยาย.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้