วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ส.ค.ส.ฉบับแรก! รับหน้าที่ส่งความสุข ทูตเชื่อมสัมพันธ์

ส.ค.ส.ฉบับแรก! รับหน้าที่ส่งความสุข ทูตเชื่อมสัมพันธ์

  • Share:

ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามาแล้ว คนสูงวัยก็โรยราลง คนแตกเนื้อหนุ่มสาวก็เพิ่มริ้วรอยประสบการณ์ ส่วนเด็กๆ ที่เริ่มเตาะแตะก็ก้าวเริ่มเติบใหญ่ ในนาม ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขออวยพรให้คุณผู้อ่านพบแต่ความสุข เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน และสุขภาพแข็งแรงตลอดปี...โอมเพี้ยง!!

สำหรับสกู๊ปในวันเบิกฤกษ์นี้ "อาสาม" หนึ่งในทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอนำท่านผู้อ่านมาย้อนวันวานของ "ส.ค.ส."​ หรือชื่อเต็มนามว่า "ส่งความสุข" อยากรู้ไหมว่า ส.ค.ส.ฉบับแรก (ที่พบ) ในเมืองไทยหน้าตาเป็นอย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร วันนี้เราจะได้รู้จักอย่างแนบชิด กับ "เอนก นาวิกมูล" นักสะสมแห่ง "บ้านพิพิธภัณฑ์"

ส.ค.ส.ฉบับแรกของสยามประเทศ ที่ค้นพบ

บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 170/17 หมู่ที่ 17 ซอยคลองโพ 2 ถนนศาลาธรรมสพน์ ถ้าขับรถจากตัวเมืองชั้นในก็ไปไม่ยาก เมื่อถึงวงแหวนเลี้ยวเข้าพุทธมณฑลสาย 2 แล้วสังเกตป้ายตามทางก็จะพบ แต่หากใครหาไม่เจอแนะนำเปิดหา "อากู๋" ให้กูเกิลนำทางรับรองไม่พลาดเป้าหมาย...(เพราะอาสามใช้มาแล้ว! ฮ่าๆ)

เมื่อไปถึง สังเกตภายนอกเป็นบ้านไม้ไม่เก่านัก มีพื้นที่ใช้สอยพอประมาณ ด้านข้างเป็นร้านกาแฟ เมื่อ "อาสาม" ย่างก้าวเข้าไปก็สังเกตเห็นของขาย ที่เป็นของเก่าๆ ที่ทำให้เรานึกถึงอดีตเพราะมีของเล่นในวันวานมากมาย ทั้งขนมบุหรี่ ลูกแก้ว ลูกเต๋า เรียกว่าสารพัด

ทั้งนี้ "อาสาม" นัดแนะกับ คุณเอนก ในเวลา 11 นาฬิกา แต่ได้ไปถึงก่อนเล็กน้อย เมื่อพบหน้าก็สวัสดีทักทาย "อาสาม" เป็นผู้น้อย ก็ต้องเริ่มยกมือไหว้อย่างจริงจังและนอบน้อม จากนั้นเราจึงหาที่นั่งคุยกัน หันซ้ายหันขวา...เอาตรงนี้แหละ ที่นั่งกลางบ้านที่ชั้น 1 รายล้อมไปด้วยของเก่าหลายหมื่นชิ้น

เอนก นาวิกมูล
เปิดบ้านพิพิธภัณฑ์ ผ่านร้อนหนาว 15 ปี

ลุงเอนก ในวัย 60 เศษ ปูพื้นเรื่องบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่า ที่นี่ผ่านร้อนหนาวมาแล้ว 15 ปี เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. มีอาสาสมัคร 10 คน โดยที่ดินแห่งนี้เป็นที่ดินบริจาค จากนั้นก็สร้างและเก็บของมาเรื่อยๆ ส่วนของที่นี่มีมากมายหลายแขนงนับไม่ถ้วน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของบริจาค ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือก็ช่วยๆ กันเก็บสะสมกันมา เราทำงานกันในนามสมาคมกิจวัฒธรรม โดยจดทะเบียนตั้งแต่ปี 2532 เพื่อขับเคลื่อนเรื่องพิพิธภัณฑ์ โดยพยายามผลักดันกันมาตั้งแต่ปี 2530 ปี 2534 ได้รับบริจาคที่ดิน กว่าจะได้เปิดก็ล่วงเลยมาถึงปี 2544 เพราะต้องมีการระดมเงิน หาคนมาช่วย แต่สุดท้ายก็ทำสำเร็จ

จุดเริ่มต้นของที่นี่เริ่มจากผมเป็นคนชอบเดินตลาด ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ และยังเขียนหนังสือ เช่น เรื่องชำระเรื่องเก่า โดยได้อ่านหนังสือสมัยก่อนก็เห็นแต่ตัวหนังสือ เรานึกภาพไม่ออก จึงคิดว่าเราควรที่จะมีพิธภัณฑ์ โดยจะนำของทั่วไปจากตลาด จากเมือง นำมาจัดแสดง เพราะของล้ำค่าเขาเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไปแล้ว

เนื้อหาใน ส.ค.ส. สะท้อนความคิดคนยุคก่อน

"ของที่เราเก็บก็เป็นของทั่วไป กระป๋องนม ขวดยา กล้องถ่ายรูป หรือ วารสาร นิตยสารที่เคยอ่าน คนทั่วไปจะคิดว่ามีเกลื่อน แต่หากเราจะศึกษาเรื่องเมื่อ 50-60 ปีก่อน...เราจะไปดูที่ไหน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคงไม่เก็บไม้จิ้มฟัน กล่องผงซักฟอก กล่องไม้ขีด ของเล็กๆ น้อยๆ ไว้ ที่สำคัญผมเองก็เขียนหนังสือเรื่อง "แรกมีในสยาม"​ ไว้ด้วย..."

พบหลักฐาน ส.ค.ส. ชิ้นแรก ในสมัย ร.4

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลุงเอนก ก็เข้าเรื่อง ส.ค.ส. ที่ทีมข่าวอยากรู้ว่า...แรกมีของ ส.ค.ส. ต้องย้อนไปถึงยุคของการพิมพ์ ซึ่งเข้าประเทศสยามตั้งแต่สมัย ร.1 เช่น วัดซางตาครู้ส กุฎีจีน ที่เพิ่งพังไป ฝรั่งเขาเข้ามาพิมพ์เรื่อง "คำสอนคริสตัง" ต่อมา "หมอบรัดเลย์" ได้ออกหนังสือพิมพ์เป็นครั้งแรกในสมัย ร.3 ซึ่งสมัย ร.3 ถึง ร.4 ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น

ส.ค.ส.แบบภาพวาด
ส.ค.ส. สามมิติ

ต่อมาในสมัย ร.5 เริ่มมีการอัดเสียง กระบอกเสียง แต่ที่น่าเสียดายคือ บ้านเราไม่เก็บของเหล่านี้เลย เราจึงไม่ได้ฟังเสียง ร.5 ทั้งนี้ เราค้นพบเสียงคนไทยครั้งแรก ปี 2443 ซึ่งเสียงดังกล่าวคือ เสียงดนตรีคณะปี่พาทย์ ของ นายบุศย์มหินทร์ โดยควบคุมวงดนตรีไปแสดงที่ยุโรป เมื่อปี ค.ศ.1900 ซึ่งชาวเยอรมันเป็นคนอัดเสียง และ คุณพฤฒิพล ประชุมผล เป็นคนหากลับมาได้

ส่วน ส.ค.ส. นั้น สมัยก่อนเราไม่รู้จัก ส่งความสุขปีใหม่ แต่ก็พบว่าในสมัย พระนารายณ์ เคยจัดงานปีใหม่ ในเดือนอ้าย หรือ เดือนยี่ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่มีพิธีอะไร แต่ในสมัย ร.4 ท่านจัดเลี้ยงโต๊ะฝรั่ง โดยเชิญฝรั่ง กงสุล ผู้มีหน้ามีตา มีกินโต๊ะ ดื่มไวน์ในวัง รัชกาลที่ 4 นั้น ท่านสามารถพูดฝรั่งได้ และรู้ทันโลกตะวันตก การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งคือการเพิ่มความสัมพันธ์กับชาวตะวันตก และอยากให้ชาวตะวันตกไปเผยแพร่ ว่าแท้จริงของ "สยาม" เป็นแบบไหน มีอาณาเขตเป็นอย่างไร เพื่อเป็นปากเสียงแทน ท่านต้องการส่งข่าวผ่านฝรั่ง นอกจากนี้ ยังรับธรรมเนียมแบบฝรั่ง และ ส่ง ส.ค.ส.

รูปดาราสาว(ตอนนั้น) วาสนา สิทธิเวช ก็ถูกนำมาทำเป็น ส.ค.ส.

"จากหลักฐานพบว่า รัชกาลที่ 4 อาจจะให้ อารักษ์ ทำ ส.ค.ส. เขียนด้วยลายมือ มอบให้กับฝรั่ง โดยได้ให้พรปีใหม่ในเดือน 1 มกราคม 2409 นอกจากนี้ ยังพบในปี 2410 ซึ่งเป็นรูปแบบของการตีพิมพ์ โดยเป็น ส.ค.ส.ที่มอบให้ พระวิสูตรสาครดิษฐ์ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า ซึ่งเป็นฝรั่งได้กลับไปยังอังกฤษ ซึ่ง ส.ค.ส.ทั้ง 2 ใบ คุณธวัชชัย ตั้งศิริวานิช ได้ไปประมูลกลับมา"

จากนั้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พบว่ามีการทำ ส.ค.ส.มากขึ้น ทั้งรายมือ และ การตีพิมพ์ ทางรัชกาลที่ 5 ก็ทรงทำ ส.ค.ส. ซึ่งเป็นรูปตัวเอง หรือ ลูกๆ พระราชทานให้กับขุนนางบ้าง ซึ่ง ส.ค.ส.ที่เป็นลายมือ จะฉบับปี 2428 ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีของรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีเก็บในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ยังเหลือเก็บนับ 100 รูป จากนั้นในยุครัชกาลที่ 9 ก็จะเริ่มส่งถึงกัน ตั้งแต่ 2490

คุณค่าของ ส.ค.ส. หากเป็นบุคคลสำคัญส่งหากัน ย่อมมีคุณค่าในตัวอยู่แล้ว หากเป็นประชาชนทั่วไป เราก็จะได้เห็นความคิดของคนยุคนั้น ว่ากำลังคิด หรือ ทำเรื่องใด ถ้าวาดภาพ ก็ดูที่งานว่าสวยขนาดไหน เทคนิคการวาดเป็นแบบไหน แต่ถ้าเป็นภาพถ่ายสถานที่ เราก็จะเห็นภาพในยุคนั้น

โรงหนังก็มี ภาพที่เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ 2485
ร้านถ่ายรูปจำลอง

"คุณค่าของ ส.ค.ส. ผมคิดว่ามันเป็นความสุขที่หยิบจับได้ น่ารัก ซึ่งแตกต่างจากการส่งข้อความยุคใหม่ คือ ไลน์ หรือ เฟซบุ๊ก"

สำรวจ บ้านพิพิธภัณฑ์ อีก 1 สถานที่น่าเที่ยวปีใหม่ 

เมื่อสัมภาษณ์เสร็จ "อาสาม" ก็เดินสำรวจบ้านพิพิธภัณฑ์ ซึ่งก็พบของเก่ามากมายโดยมีของใหม่ที่เคยเห็นผสมอยู่บ้าง โดยบ้านแห่งนี้แบ่งส่วนๆ ออกเป็น 3 ชั้น ชั้นล่างจะมีร้านกาแฟ ซึ่งต่างจากด้านนอก ด้านนอกขายกาแฟสด จริงๆ แต่ส่วนที่เป็นร้านกาแฟที่จัดแสดงนั้น สะท้อนว่าคนโบราณเขากินกาแฟกันอย่างไร นอกจากนี้ ยังมีร้านทอง ร้านหนังสือ ร้านทำฟัน เป็นต้น

ในขณะที่ ชั้น 2 จะเป็นร้านถ่ายรูป โรงหนัง และร้านเครื่องเสียง ส่วนในชั้น 3 ก็จะเป็น ที่ว่าการอำเภอ...ฮ๊ะ!! ไม่ผิดหรอก เป็นที่ว่าการอำเภอสีหนครจำลอง ห้องเรียนจำลองเป็นต้น

ของเก่าที่ถูกเก็บไว้ ทุกวันนี้ไม่สามารถประเมินค่าได้

ระหว่างที่เดินดูรอบๆ นี่เอง "อาสาม" ก็ได้พบครอบครัวที่แสนอบอุ่น ที่มาด้วยกัน 4 คน พ่อ แม่ และลูกสาว 2 คน อาสาม จึงเข้าไปถามไถ่ และถึงกับตกใจเล็กน้อย เมื่อทราบว่าหัวหน้าครอบครัวคือนักสะสมคนหนึ่ง ชื่อ พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ รอง ผบช.ภ.4 พร้อมกับเล่าว่า บ้านพักอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ทำงานที่ขอนแก่น วันนี้ (เสาร์ 26 ธ.ค.) เป็นวันหยุดก็เลยพาครอบครัวมาดูของเก่าที่นี่ ซึ่งมากันเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ปกติก็ชอบสะสมของเก่า จึงพาลูกๆ มาดูของเก่า เพราะอยากให้รู้ว่า สมัยเด็กๆ นั้น พ่อแม่เล่นของเล่นอะไรกัน อยากให้เขาได้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตว่าเป็นยังไง การพามาดูของต่างๆ แบบนี้ ดีกว่าปล่อยให้เขาเล่นโทรศัพท์ และหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพราะเขาไม่ได้สัมผัสของจริง

ร้านตัดผม
ส.ค.ส.แบบทำกันเอง

 หากใครมีเวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ ก็ลองไปดูนะ "อาสาม" ไปมาแล้ว ได้บรรยากาศถึงวันวานจริงๆ

**ขอบคุณภาพส่วนหนึ่งมาจาก นิตยสารสารคดี "สิ่งพิมพ์คลาสสิค ชุดที่ 1" โดย เอนก นาวิกมูล **

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้