วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จับสัญญาณชีพ 'รัฐบาล' สู้ยื้อศรัทธา ผ่าร่าง รธน. ปรับจูนตัวขุนศึก

จับสัญญาณชีพ 'รัฐบาล' สู้ยื้อศรัทธา ผ่าร่าง รธน. ปรับจูนตัวขุนศึก

  • Share:

นับจากรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา ถึงวันนี้ก็ผ่านมา 1 ปี 7 เดือน ภายใต้การนำของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่คุมกลไกอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จ 2 ใน 3 ทั้งด้านบริหาร-นิติบัญญัติ ผ่านตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" และด้านความมั่นคง ผ่านตำแหน่ง "หัวหน้า คสช." ที่เปรียบเสมือน "เสื้อเกราะ" คุ้มภัย "รัฐบาลทหาร" เหนือ "รัฐบาลพลเรือน" ภายใต้ชุดลายพราง ที่ให้อำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด
 


ก่อนเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุขกันในไม่กี่อึดใจ เพื่อเปิดรับศักราชใหม่ 2559 ปัญหาที่รัฐบาลสะสมไว้ใน ปี 2558 ก็เปรียบเสมือน "ฟืนสุมไฟ" ที่โหมกระพือเขย่าเสถียรภาพเก้าอี้ไทยคู่ฟ้า ทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ จนออกอาการเมาหมัดอยู่ไม่น้อยในช่วงขวบปีที่ผ่านมา 

หากมองเหตุการณ์ต่อจากนี้ต้องนับว่า สถานการณ์ทางการเมืองน่าจะทวีความเข้มข้น ตึงเครียด มากขึ้นตามลำดับ จะว่าไปแล้วถือเป็นเรื่องปกติของทุกรัฐบาล เมื่อเดินทางมาได้สักระยะ ย่อมต้องเจอกับแรงกระเพื่อมกดดันรุมเร้าเข้ามา และแรงดันที่ว่านี้เอง ก็จะเป็นการพิสูจน์กึ๋นให้เห็นว่า "รัฐบาล" ชุดนี้ "ของจริง" หรือ "ของปลอม" เพราะยามนี้รัฐบาล "บิ๊กตู่" กำลังเผชิญหน้ากับปัญหามากมายหลายขนาด ไหนจะปัญหาต่อเนื่องเรื่องปากท้อง ที่ตกทอดเป็นมรดกกรรมมาจากรัฐบาลก่อนๆ, ปัญหาร่างรัฐธรรมนูญ, ปัญหาความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ, รวมไปถึงปัญหาการทุจริต ที่มีเงื่อนงำจากคนใน จนต้องจับตาว่าสิ่งที่เคยมั่นใจเป็น "จุดแข็ง" กำลังจะกลายเป็น "จุดอ่อน" กัดเซาะจนทำลายศรัทธาของประชาชน ที่มีต่อรัฐบาลลงหรือไม่

มาว่ากันที่เรื่องของการคืนอำนาจให้ประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย ที่คนส่วนใหญ่คร่ำครวญหา เพราะวาทกรรมของท่านนายกฯ บนเวทีโลกในการประชุมยูเอ็น ที่มหานครนิวยอร์กนั้น หนักแน่นเหลือเกิน ท่ามกลางสายตานานาประเทศ ว่าไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ภายในปี 2560

แต่ทว่าสัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏในห้วงเวลานี้ ยิ่งชวนให้คิดว่าเป็นไปได้ยากยิ่ง แถมเป็นไปได้สูง ที่ คสช.อาจหยิบยกเหตุผลต่างๆ นานาขึ้นมาอ้างอิง เพื่อหาเหตุต่อลมหายใจ

เริ่มกันตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 21 อรหันต์ ที่มี "ซือแป๋กฎหมาย" อย่าง นายมีชัย ฤชุพันธ์ุ เป็นประธานกรรมการยกร่าง (กรธ.) ถือหางเสือ ถือเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญยิ่งว่า การเมืองไทยจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ หรือจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร เพราะอย่าลืมว่าเงื่อนไขสำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ จะต้องผ่านด่านสุดท้ายในการทำ "ประชามติ" จากประชาชน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในสถานการณ์และบรรยากาศสุดขั้ว ณ ห้วงเวลานี้ ตามกระแสปูดคว่ำร่างฯ ซ้ำสอง

"ซือแป๋กฎหมาย 21 อรหันต์"

ยิ่งยกร่างฯ ยิ่งเห็นเค้าลางหนังม้วนเดิม

โยนหินถามทางไปแล้วหลายยก ทำไปทำมาก็ม้วนหางเข้าสู่อีหรอบเดิม เหมือนฉายหนังซ้ำวนไปวนมา มองกลายๆ คล้ายร่าง กมธ.ยกร่างฯ ของ "จารย์ปื๊ด" ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธาน กมธ.ยกร่างฯ ซึ่งหลักใหญ่ใจความสำคัญเป็นไปในโทนเดียวกัน แค่นี้ก็มองออกแล้วว่า กรธ.มีอิสระเต็มที่แค่ไหนในการเนรมิต

ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญเริ่มฮือฮาทันทีตามหน้าสื่อ เมื่อ "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" หลุดจากปาก กรธ. ฟังชื่อแล้วดูดีเหมือนตั้งใจเขียนให้มันกลมกล่อม ชูทุกเสียงมีความหมาย หลักการดีแต่วิธีการชงดันแปลก โดยไปเอาร่างเดิมของ "36 อรหันต์" มาปัดฝุ่นผสมผสานระบบสัดส่วนผสม มาใช้ในวิธีนับคะแนนเป็นสำคัญ ถือว่าผสมได้ลงตัวขึ้น แต่ที่โหวกเหวกโวยวายกันเป็นวรรคเป็นเวรแบบอยู่ไม่สุข ก็คือลิ่วล้อพรรคเพื่อไทย ที่ข้องใจกับวิธีการกำหนดหลักสูตรเพดาน ส.ส. คือ ห้ามพรรคหนึ่งพรรคใดมีเสียงมากเกินไปในรัฐสภา ถ้าแปรเจตนากันชัดๆ ของ คสช.และ กรธ. คือ ไม่ต้องการรัฐบาลพรรคเดียวเหมือนในอดีตอย่างที่ "ไทยรักไทย" เคยทำได้

โดยจะว่าไปชั่วโมงนี้ พรรคเดียวที่สามารถลงเลือกตั้งและครองเสียงในสภาได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็คือร่างแปลงอย่าง "พรรคเพื่อไทย" ถ้าคิดกันตามสูตรเพดาน ส.ส.เดิม ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ลิ่วล้อนายใหญ่จะออกมาครางเสียงหลง เป็นเดือดเป็นร้อนยกใหญ่ เพราะถ้าปล่อยให้เลือกตั้งแล้วได้รับคะแนน เป็นพรรคอันดับ 1 ก็ไม่น่าจะการันตีถือครองเก้าอี้ฝ่ายบริหารได้อย่างสง่างามมั่นคง ดีไม่ดีอาจได้ไปนั่งเล่นในตำแหน่งฝ่ายค้านกันซะงั้น กระนั้นก็ตามแกนนำพรรคเพื่อไทยก็ประเมินกันไว้แล้วว่า เกมของฝั่งตรงข้ามก็ไม่ง่ายและราบรื่นเช่นกัน หากพรรคเพื่อไทยได้เสียงเกือบครึ่ง แล้วทุกพรรคที่เหลือรวมกันหมดเป็นรัฐบาล เสถียรภาพก็คงง่อนแง่น อภิปรายเรื่องสำคัญๆ ที่ต้องใช้เสียงชี้วัด มีหวังท้องผูกกันทั้งสภาแน่ ดังนั้นนี่จึงเป็นการบ้านให้ กรธ.กลับไปคิดหาทางแก้ ในการปิดช่องโหว่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อกันปัญหาเสียงปริ่มๆ ในสภา

ประเด็นที่มานายกฯ ก็เช่นกัน เพราะเจอเสียงค่อนขอดตอดเป็นระยะๆ โทษฐานเกี่ยวพันกับระบบเลือกตั้ง ที่ กรธ.ทำคลอด ชนิดที่พรรคการเมืองรุมถอนหงอกหัวขาวหัวดำ จวกยับสับแหลกเขียนรัฐธรรมนูญกันวิปริตพิสดารแท้ เล่นเอานายมีชัยนั่งไม่ติด จนต้องออกมาเคลียร์ด้วยตัวเองทุกประเด็น ก่อนย้อนถามนิ่มๆ กลับไปยังฝ่ายไม่เห็นด้วยว่า "มันวิตถารตรงไหน ผมไปแก้ผ้าให้คุณดูหรืออย่างไร"



สิ่งที่นายมีชัยชี้แจงในเบื้องต้น โดยเฉพาะเรื่องนายกฯ คนนอกนั้น ก็น่าฟังที่เดียวซึ่งระบุว่า เรื่องตัวนายกฯ คนกำหนด คือ พรรคการเมือง ส่วนการเสนอรายชื่อว่าที่นายกฯ นั้น จะให้พรรคการเมืองเสนอ 5 ชื่อ โดยจะมีคนนอกหรือไม่ก็อยู่ในขั้นตอนนี้ คงไม่มีชื่อที่อยู่ดีๆ ลอยมาจากไหนไม่รู้เข้าวินคว้าเก้าอี้ไปนั่งเสวยสุข และแนวคิดเปิดชื่อว่าที่นายกฯ ให้ประชาชนทราบล่วงหน้านั้น ตัวนายมีชัยเองก็ยืนยันแล้วว่า ดีกว่าเดิมที่จะไปหยิบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ คนไหนก็ได้มาเป็น พูดอีกก็ถูกอีกเช่นกัน เพราะของเดิมปาร์ตี้ลิสต์มีชื่อเป็นร้อย แต่อันใหม่เหลือเพียงหยิบมือเท่านั้น

แต่ที่มันแปลกๆ มีกลิ่นตุๆ อย่างไรไม่รู้ และดูเหมือนจะมีปมให้ตกเป็นขี้ปาก คือ การออกมาเปรยๆ ว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอชื่อมา 5 ชื่อ ถ้าซ้ำกันก็ต้องพิจารณาอีกที นั่นหมายความว่า แต่ละพรรคจะเสนอใครก็ได้ และอาจจะซ้ำกันก็ได้ เรื่องนี้พรรคใหญ่ไม่น่ามีปัญหา เพราะระบบพรรคเซ็ตไว้ได้ไอเอสโอ ชื่อว่าที่นายกฯ ก็ต้องเป็นคนในพรรคเรียงลำดับกันมา หรืออดีตแกนนำพรรคชื่อชั้นระดับท็อปคลาสเท่านั้นที่ถูกชูขึ้นแท่น แต่พรรคเล็กนี่สิอาจจะต้องสะดุด เพราะบุคลากรมีน้อยเหลือเกิน แค่ลำพังจะส่งผู้สมัครยังไม่รู้จะไปควานตัวมาจากไหน ยิ่งตัวว่าที่นายกฯ ยิ่งแล้วใหญ่ คงไม่ต้องพูดถึง คราวนี้คงต้องไปหยิบยืมชื่อคนเด่นคนดังระดับประเทศ มาเชิดชูเรียกแขกขอคะแนนเข้าพรรคกันแน่นอน

ผ่า รธน.ทำคลอดระบบ "จัดสรรปันส่วนผสม"

แน่นอนว่าเมื่อ คสช.หมดอำนาจลง ต้องมีทีมงานแนวร่วมแปรสภาพเป็นพรรคการเมืองชัวร์ๆ ถึงจะออกมาประกาศปาวๆ ว่าไม่คิด แต่ใครมันจะปล่อยให้อำนาจหยุดชะงักลงกันได้ เมื่อเงื่อนไขประจวบเหมาะ มีการกำหนดเพดาน ส.ส.ใหม่ เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองหนึ่งได้มากเกินไป นั่นหมายความว่า จะไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง ซึ่งจุดนี้ต้องรอวัดใจ กรธ.กันว่า จะกล้าเขียนเงื่อนไขแบบนี้ลงในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าใช่ก็เข้าสูตร ลอยแพเพื่อไทย จำนนยอมเป็นฝ่ายค้าน คราวนี้คงได้เห็นลูกทีม "ทักษิณ" นั่งตบยุงกันยาวๆ แน่       
       


ถ้าผลลัพธ์ออกมาตามสูตรดังกล่าว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สำหรับการฮั้วกับพรรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะสมยอมด้วยแน่นอน แต่อาจจะเล่นบทอิดออดบ้าง เพื่อกันเชิงดูท่า แต่ดีกว่าไปนั่งเป็นฝ่ายค้านคาสภา เหมือนดาวค้างฟ้า ที่ไม่ถูกสอยร่วง เพราะถึงจะเป็นรัฐบาลพรรคร่วม แต่ประชาธิปัตย์ก็น่าจะได้เสียงเป็นพรรคร่วมอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่จำแลงสภาพไม่ต่างอะไรกับ "ภูมิใจไทย" ในอดีต และคว้าโควตาใหญ่โตตามคาด แล้วแต่ตกลง แต่เก้าอี้นายกฯ คงต้องตีกรรเชียง สมยอมยกให้เรือแป๊ะไปครอง

ประเด็นที่มา ส.ว.ก็น่าคิด ตามแนวทางคือ การเลือกตั้งทางอ้อมจากสาขาวิชาชีพ อาจมีปัญหาช่วงการขึ้นทะเบียนกลุ่มวิชาชีพ และบางการทำงานอาจไม่ถูกจำกัดว่าเป็นอาชีพ เช่น คนทำงานที่บ้าน อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งทางอ้อมที่แท้จริงนั้น ต้องมีกระบวนการที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตัวแทน และให้ตัวแทนนั้นเข้ามาดำเนินการ ซึ่งในฝรั่งเศส เขาก็ใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเลือกบุคคลที่เป็น ส.ว. แต่เดาได้เลยว่า กรธ.คงไม่ยอม เพราะกลัวฝั่งการเมืองครอบงำท้องถิ่น ทั้งนี้การพิจารณาถึงการสืบทอดอำนาจ ต้องมองที่ ส.ว. ดังนั้นต้องจับตาดูว่า ส.ว.จะยึดโยงประชาชนมากน้อยหรือไม่ 

ที่มาองค์กรและอำนาจพิเศษเพื่อแก้สถานการณ์วิกฤติ ซึ่ง คสช.มองว่ามีแนวโน้มจะเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ความปรองดองในประชาธิปไตย ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันหมด แต่ต้องขัดแย้งในกติกา ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ศาลมาเกี่ยวข้องในรายละเอียด ที่เกี่ยวกับมาตรา 7 ว่าด้วยการวินิจฉัยการปกครองให้เป็นไปตามประเพณีการปกครอง หากไม่มีกรณีใดที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ไม่ควรมี เพราะกรณีที่เขียนมาก่อนหน้านี้ ก็มาจากการทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ที่ยังมีเนื้อหาสั้นๆเท่านั้น

สิ่งสำคัญ คือ "รัฐธรรมนูญ" หากรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับและดีพอ อาจไม่ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าจะคว่ำร่างฯ เพื่อให้ คสช.อยู่ต่อ ซึ่งกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมา รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้เขียนไว้ ลองจินตนาการกันเล่นๆ ว่า "จะเกิดอะไรขึ้น" ลองคิดดูว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการ "ยึดอำนาจ" อาจเรียกร้องว่าไม่ต้องการการร่างใหม่ ให้หยิบเอาฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ แล้วแรงกดดันจะไปอยู่ที่ไหน คำตอบก็คือ "คสช." นั่นเอง โดยทางการเมืองเราตีความได้ว่า ที่ไม่รับไม่ใช่เฉพาะรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่รวมไปถึงการไม่รับ "อำนาจ คสช." ด้วยเช่นกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

"2 ป.ต้นขั้วอำนาจ"

ตรวจแถว รบ.กับเกมล็อกเป้า ที่ต้องปรับจูน

ส่วนกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น เมื่อพิจารณาจากน้ำเสียงและความหมายของคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่า "ยังไม่ปรับตอนนี้" ความหมายมันก็คือ "ปรับแน่" เพียงแต่ว่าต้องรอจังหวะเวลาสักระยะเท่านั้น ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่า หากมีการปรับ ครม.ขึ้นมาจริงๆ จะออกมาเป็นหน้าตาแบบไหน "ปรับแค่ตำแหน่งเดียว" หรือว่า "ปรับอีกเป็นชุด" นั่นคือถ้าแบบนี้ก็ต้องปรับอีกบางตำแหน่ง เพื่อให้การทำงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ตามโรดแม็ป มีความกระชับฉับไว คลอดผลงานออกมาเป็นที่จับต้องได้มากขึ้น

แน่นอนว่าเป้าใหญ่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในตอนนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรัฐบาล คสช.มากที่สุด หลังจากทำรัฐประหาร ก็คือ ข้อกล่าวหาถึงความไม่โปร่งใสในโครงการก่อสร้าง "อุทยานราชภักดิ์" ในส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของ "บิ๊กโด่ง" พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ในฐานะประธานมูลนิธิราชภักดิ์ และอดีต ผบ.ทบ. ที่เคยเป็นแม่งานในการก่อสร้างอุทยานฯ ดังกล่าว ที่ผ่านมาเจ้าตัวก็ได้ออกมายืนยันชัดเจนว่า "ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง"

ขณะเดียวกันท่าทีที่ผ่านมาของ "2 ป. ต้นขั้วอำนาจ" อย่าง "บิ๊กตู่" และ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในช่วงนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดว่า ไม่ได้ออกมาปกป้องน้องอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ตรงกันข้าม ที่ทั้งคู่กลับออกมาพูดในลักษณะเปิดกว้างให้ พล.อ.อุดมเดช "ตัดสินใจเองได้ คิดเองได้"

กว่าที่ "บิ๊กตู่" และ"บิ๊กป้อม" จะรับรู้ถึงผลกระทบของแรงสั่นสะเทือน ที่มีต่อรัฐบาลและ คสช.นั้น ก็ต่อเมื่อเห็นความไม่ชัดเจน จากการแถลงผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยกองทัพบก ซึ่งเป็นผลให้ฝ่ายตรงข้ามอย่าง "พรรคเพื่อไทย" และ "แกนนำ นปช." หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาโหมกระแสจนจุดติด ถึงขั้นเรียกร้องให้ พล.อ.อุดมเดช "ลาออก" เพื่อรับผิดชอบทางการเมือง

แม้ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จะไฟเขียวให้ทุกหน่วยงานทั้งจากภายนอกและกระทรวงกลาโหม ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมกับยืนยันว่า คณะกรรมการชุดนี้จะลงลึกถึงรายละเอียด และทำงานอย่างรัดกุม-ไม่เร่งรีบ-ไม่ล่าช้า แต่ยิ่งนานวันผลกระทบของการตรวจสอบดังกล่าวต่อรัฐบาลทหาร ก็ยิ่งขยายแนวรบเปิดกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ จนมีกระแสข่าวออกมาว่า ในเวลาอันใกล้นี้ อาจจะมีการปรับ ครม.เพื่อวางตัวขุนศึกใ้ห้รัฐบาลท็อปบูตกันใหม่

ฐานค้ำยันความมั่นคง คสช.

โดยการปรับตำแหน่ง รมช.กลาโหม หาก พล.อ.อุดมเดช ตัดสินใจลาออกจริงๆ อาจไม่ใช่ "บิ๊กหมู" พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เคยประกาศกฎเหล็กไว้ว่า "ไม่ต้องการให้รัฐมนตรีในรัฐบาลนั่งควบตำแหน่งข้าราชการประจำ" ไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นจึงต้องให้ "บิ๊กหมู" นั่งทำหน้าที่ "ผบ.ทบ." คุมกำลังพลต่อไป เพื่อเป็นฐานค้ำยันด้านความมั่นคง ให้กับเสถียรภาพรัฐบาล คสช. ในช่วงก้าวผ่านการปฏิรูปประเทศ

กระแสข่าวอีกด้านหนึ่งจึงโฟกัสมาที่ "บิ๊กโชย" พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ (ตท.16) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) หนึ่งในน้องเลิฟของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2559 ให้ลาออกมานั่งเป็น รมช.กลาโหมแทน เพื่อเปิดทางให้ตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.ว่างลง

ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาปฏิเสธ พร้อมสยบข่าวที่จะให้ พล.อ.กัมปนาท มาเป็น รมช.กลาโหม แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจสยบข่าวการปรับ ครม.ลงได้ เพราะนอกจากมีแรงกดดันจากฝ่ายการเมืองที่ต้องการให้ พล.อ.อุดมเดช ลาออกแล้ว กระแสคนกันเองในกองทัพ ก็ต้องการให้ พล.อ.อุดมเดช ลาออกด้วยเช่นกัน เพราะก็ลุ้นว่าใครจะมาเป็น รมช.กลาโหม แทน ไม่ว่าจะเป็นทหารในกองทัพ หรือทหารนอกราชการ โดยเฉพาะสูตรนี้ ได้รับการขานรับจากทหารใน ทบ.เป็นอย่างมาก กับแผนที่จะดัน พล.อ.กัมปนาท ออกไป เพื่อเปิดทางขยับให้ "บิ๊กเข้" พล.ท.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ แม่ทัพภาคที่ 1 (ตท.18) อีกหนึ่งนายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ น้องรักของ พล.อ.ประยุทธ์ อีกคน ขึ้นมาติดยศ "พลเอก" เข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. เป็น ผช.ผบ.ทบ. แทนที่ แล้วจ่อชิงเก้าอี้จ่าฝูง ทบ. ในฐานะแคนดิเดต ผบ.ทบ. คนที่ 40 กับ "บิ๊กแกละ" พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. และ "บิ๊กเจี๊ยบ" พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. อีกคน ในการโยกย้าย ก.ย. ปี 59 เนื่องจาก พล.ท.เทพพงศ์ มีอายุราชการยาวไปยาวไปถึงปี 2562 โดยสามารถดูแลกองทัพและความมั่นคง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องได้ตามโรดแม็ปของ คสช.

"บิ๊กเข้" เข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ท้าชิง จ่าฝูงคนที่ 40

ตำแหน่ง รมช.ศึกษาฯ ก็เช่นกัน ที่ต้องจับตา โดยมี "บิ๊กน้อย" พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ถือครองอยู่ ซึ่งตามรายชื่อที่ปรากฏก่อนหน้านี้ "บิ๊กน้อย" เป็นรองประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ที่มี พล.อ.อุดมเดช เป็นประธาน และมีบทบาทสำคัญในช่วงการก่อสร้างอุทยานฯ ที่เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ในยุคที่ พล.อ.อุดมเดช เป็น ผบ.ทบ.
       
นอกจากนี้ยังมีตำแหน่ง รมว.แรงงาน "บิ๊กบี้" พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล, รมว.ทรัพยากรฯ "บิ๊กเต่า" พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์, รมว.พัฒนาสังคมฯ "บิ๊กอู๋" พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว, รวมทั้ง "บิ๊กนมชง" พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เป็นต้น เมื่อพิจารณาตามสายตาถึงรายละเอียดเนื้องานเป็นรายกระทรวงข้างต้น จะพบว่า ไม่มีความโดดเด่น ซึ่งบางกระทรวงกลับไม่มีผลงานให้เห็นเลย มิหนำซ้ำบางคนนั่งเก้าอี้มาจะครบสองปี แต่หาอะไรจับต้องเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย
       
ดังนั้นเป็นไปได้ว่า ไหนๆ จะต้องปรับกันทั้งที เมื่อรัฐบาลครบสองปี แม้ว่าเพิ่งปรับใหญ่กันไปหมาดๆ ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเดินมาถึงครึ่งทาง บางทีมันก็ถึงเวลาต้องโละกันอีกที เพื่อร่อนเอาเฉพาะคนมีฝีมือเข้ามาทำงาน ประเภท "เพื่อนพ้องน้องพี่" บางทีมันก็หมดเวลา "ต่างตอบแทน" กันแล้ว และเมื่อพิจารณาตามความเหมาะสมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะปรับ ครม.หลังปีใหม่ และเชื่อว่าน่าจะปรับเกินสองตำแหน่งอย่างแน่นอน

โจทย์การเมืองใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลในปีหน้านี้ คือ ปฏิรูปอย่างไรที่จะทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนจริงๆ ไม่เกี๊ยเซี้ยกัน เป็นสมบัติผลัดกันชม รัฐบาล คสช.เองก็ต้องโปร่งใส ไม่ทุจริตเสียเอง เพราะหากเป็นเช่นนั้น เชื่อว่ารัฐบาลทหารก็อยู่ค้ำฟ้าไม่ได้ด้วยเช่นกัน...
       
 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้