"แจส" ลั่น 4 จีทุ่ม 7.5 หมื่นล้านคุ้ม

ข่าว

    "แจส" ลั่น 4 จีทุ่ม 7.5 หมื่นล้านคุ้ม

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      22 ธ.ค. 2558 06:45 น.

      “ทรู” มั่นใจซื้ออนาคตหวังแย่งมาร์เก็ตแชร์ 34%

      บอร์ด กทค. รับรอง “แจสทรูมูฟ” คว้าชัยประมูล 4 จีอย่างเป็นทางการ ชำระค่าประมูลงวดแรกรายละ 8,040 ล้านบาท ใน 90 วัน หรือก่อน 21 มี.ค.59 ขณะที่ 3 ค่าย 3 จี พร้อมชำระเงินงวด 3 รวม 11,134.68 ล้านบาท ด้าน “พิชญ์” ลั่นราคา 7.5 หมื่นล้านบาทคุ้มค่า ยอมรับช็อก “เอไอเอส” ไม่ได้ใบอนุญาต ส่วน “ศุภชัย” หวัง 5 ปี เพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 34% เผยความรู้สึกในห้องประมูลเหมือนหนัง “สตาร์วอร์”

      นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติรับรองผลการประมูล 4 จีคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์อย่างเป็นทางการ โดยผู้ชนะประมูลต้องชำระเงินค่าประมูลงวดแรก 8,040 ล้านบาท หรือ 50% ของมูลค่าคลื่นความถี่ 16,080 ล้านบาท ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กสทช. หรือภายใน มี.ค.59 โดยผู้ชนะประมูลคลื่นความถี่ชุดที่ 1 ย่าน 895-905 คู่กับ 940-950 เมกะเฮิรตซ์ คือ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ราคา 75,654 ล้านบาท และผู้ชนะประมูลคลื่นความถี่ชุดที่ 2 ย่าน 905-915 คู่กับ 950-960 เมกะเฮิรตซ์ คือ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด ราคา 76,298 ล้านบาท ส่วนวันนี้ (22 ธ.ค.) ครบปีที่ 3 ที่ผู้ชนะประมูล 3 จีคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ต้องนำเงินค่าประมูลงวดสุดท้ายมาชำระรวม 11,134.68 ล้านบาท ซึ่งจะนำส่งกระทรวงการคลัง เป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

      แจสลั่นลงทุน 7.5 หมื่นล้านคุ้มค่า

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. ผู้ชนะการประมูล 4 จีคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่นฯ และ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ฯ ได้แถลงข่าวเพื่อชี้แจงถึงเหตุผลในการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าชิงชัยใบอนุญาตครั้งนี้ โดยนายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ระบุว่า การได้ใบอนุญาต 4 จีคลื่น 900 เป็นก้าวย่างสำคัญของแจสโมบาย ปิดความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี จากเดิมจัสมินมีธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบมีสาย (Fixed line) เท่านั้น แต่ตอนนี้มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สาย (Mobile) เข้ามาเสริม ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น

      “รู้อยู้แล้วว่าราคาต้องสูง รู้ว่าผู้ให้บริการ 3 รายเดิม ไม่ต้องการเรา การเข้ามาสู่ธุรกิจมือถือ ของจัสมิน จึงมีคนเกลียดเพิ่มขึ้น แต่เราต้องเข้าตลาดตอนนี้ ซึ่ง 4 จียังเพิ่งเริ่ม ค่ายเบอร์ 1 ยังไม่ได้เปิดตัว ถ้ารออีก 3 ปี อาจช้าไป ส่วนการไม่เข้าร่วมประมูลเป็นกลยุทธ์ นำไปสู่ความสำเร็จ แต่ยอมรับว่าช็อกที่เอไอเอสพลาดใบอนุญาต ซึ่งค่าใบอนุญาต 75,654 ล้านบาท ถือว่าคุ้มค่า เพราะได้เข้าสู่ธุรกิจใหม่ มีโอกาสทำรายได้ใหม่ ขณะที่ค่ายมือถือเดิมได้คลื่นไปเพิ่มก็อาจไม่มีรายได้เพิ่มนัก ดีกรีการต่อสู้จึงต่างกัน ที่สำคัญคลื่น 900 เป็นคลื่นคุณภาพ มีต้นทุนการลงทุนต่ำกว่าคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และยังมีเงื่อนไขชำระเงินที่
      เอื้อต่อรายใหม่อย่างแจสโมบายด้วย นั่นเป็นเหตุให้สู้เต็มที่”

      นายพิชญ์ กล่าวว่า หลังชำระเงินงวดแรกและได้รับใบอนุญาต แจสจะให้บริการได้เร็วที่สุด ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านการเงิน โดยแหล่งเงินมาจากหลายทาง แต่จะไม่ได้มาจากการเพิ่มทุนหุ้นจัสมิน (JAS) แน่นอน ทั้งนี้ ตั้งเป้าปีแรกมีลูกค้า 2 ล้านเลขหมาย และ 5 ล้านเลขหมายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำกำไรได้ในปีที่ 3 ส่วนเงินลงทุนโครงข่ายน่าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า “แจสโมบายทำแผนด้านการเงินแล้ว ธนาคารที่พร้อมจะปล่อยกู้มีหลายราย, ซัพพลายเออร์ (ผู้ผลิตโครงข่าย) พร้อมช่วยเหลือการเงินในการติดตั้งโครงข่าย, การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน JASIF รวมทั้งกระแสเงินสดที่มีอยู่กว่าหมื่นล้านบาท และเงินจากการเปิดให้พันธมิตรต่างชาติเข้ามาถือหุ้นคาดจะมีมากกว่า 2 ราย และน่าจะประกาศได้ปีหน้า นอกเหนือจากการนำแจสโมบายเข้าตลาดหุ้นภายใน 3 ปีจากนี้”

      ทรูหวังอีก 5 ปีส่วนแบ่งตลาด 34%

      ขณะที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) เปิดแถลงข่าวระบุว่า การต่อสู้ระหว่างทรูมูฟเอช และผู้ให้บริการ 2 รายใหญ่ มีวัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน สำหรับผู้ให้บริการรายใหญ่ การประมูลราคาสูงถือเป็นต้นทุน และทำได้เพียงรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่สำหรับทรู เป็นการลงทุนเพื่อเติบโต สร้างฐานลูกค้าใหม่ ถือว่าคุ้มค่า เพราะคลื่น 900 มีศักยภาพสูงครอบคลุมกว้างไกล ประหยัดงบลงทุนโครงข่ายใน 3-4 ปีข้างหน้า ราว 45,000 ล้านบาท และยังมีโอกาสจะได้ลูกค้า 2 จีบนคลื่น 900 เดิมมาให้บริการต่อได้อีก สำหรับความสำเร็จจากการประมูลครั้งนี้ ทำให้ทรูมูฟเอชกลายเป็นผู้ประกอบการที่มีคลื่นความถี่มากที่สุดถึง 55 เมกะเฮิรตซ์ และให้บริการ 4 จีแอดวานซ์ (บริการบนคลื่นความถี่รวม 40 เมกะเฮิรตซ์ขึ้นไป) ที่มีความเร็วระดับสูงได้ โดยทรูมีความหวังด้วยว่าจะช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมไทยให้ก้าวสู่ระดับอาเซียน

      ส่วนราคาประมูลที่ 76,798 ล้านบาท ขณะที่ฐานะการเงินของทรูไม่ได้เข้มแข็งนั้น

      นายศุภชัยเผยว่า ราคาไม่ได้แพง เพราะเป็นการซื้ออนาคตและยังได้คลื่นที่เคยเป็นของคู่แข่งมาอยู่ในมือ ยิงนกทีเดียวได้ 2 ตัว แต่ยอมรับว่ามีความเสี่ยงบ้าง แต่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงนั้นได้ และผลตอบแทนมากกว่า เพราะอีก 20 ปีข้างหน้า จะไม่มีการประมูลคลื่นในย่านความถี่ต่ำอย่าง 900 เมกะเฮิรตซ์อีกแล้ว โดยแหล่งเงินทุนของทรู มีตั้งแต่กระแสเงินสด, ซัพพลายเออร์ที่พร้อมช่วยเหลือด้านการเงินในการติดตั้งโครงข่าย, การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน DIF และกู้เงินผ่านธนาคารพันธมิตร

      ส่วนการเพิ่มทุนขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้น ยังตอบไม่ได้ขณะนี้ “อีก 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าจะขยับส่วนแบ่งรายได้ในแง่มูลค่าขึ้นสู่ 34% จาก 20% ในปัจจุบัน และเตรียมเงินลงทุนโครงข่าย 4 จีใน 3 ปีข้างหน้าไว้ 50,000 ล้านบาท ส่วนกรณีที่แจสโมบายเป็นคู่แข่งขันใหม่ จะไม่ประมาทแจส แต่กังวลเบอร์ 1 และเบอร์ 2 มากกว่า ส่วนบรรยากาศการประมูล ถ้าใครอยากรู้ว่ารู้สึกอย่างไร ให้ไปหาหนังสตาร์วอร์ดู”

      หุ้นสื่อสารร่วงยกแผง

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ธ.ค.) ผู้แพ้การประมูล 2 ราย ได้แก่ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC จะแถลงข่าวถึงความพ่ายแพ้ครั้งนี้ ส่วนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มสื่อสารออกมาอย่างหนัก โดยเฉพาะบริษัทที่เข้าร่วมประมูล 4 จีทั้งหมด กดราคาหุ้นปรับตัวลงรุนแรง กดดันดัชนีตลาดร่วง 2% โดยมาปิดที่ 1,264.44 จุด ลดลง 20.48จุด มีมูลค่าซื้อขาย 61,465.16 ล้านบาท

      โดยหุ้น ADVANC ปิดที่ 155.50 บาท ลดลง 37.50 บาท INTUCH ปิด 50 บาท ลบ 12.50 บาท JAS ปิด 3.70 บาท ลดลง 1.08 บาท TRUE ปิด 6.60 บาท ลบ 0.65 บาท และ DTAC ปิด 27.75 บาท ลบ 10.25 บาท เพราะนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารทั้งหมด ประเมินว่ากลุ่มผู้ชนะการประมูลที่ได้ในราคาสูงมาก จะต้องเพิ่มทุน และอาจมีผลการดำเนินงานขาดทุนในช่วงแรก ขณะที่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเพิ่มอาจทำให้เกิดสงครามราคาในธุรกิจ.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพุธที่ 8 ธันวาคม 2564 เวลา 00:56 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์