ไลฟ์สไตล์
100 year

แกนนำ นศ. ยัน! ไป 'ราชภักดิ์' แน่ ถึงโดนจับก็ยอม

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
7 ธ.ค. 2558 07:30 น.
SHARE

จ่านิว แกนนำ นศ.ต้าน คสช.โผล่สไกป์ ไทยวอยซ์มีเดีย ผ่านยูทูบ ยืนยันนัดหมายเดิมไปอุทยานราชภักดิ์ เช้าวันที่ 7 ธ.ค. เจ้าตัวเชื่อไปโดนจับแน่ แต่ขอให้คนอื่นไปต่อให้ถึง รับมีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยว แต่กองทัพไม่ควรใช้วิธีนี้ ขณะที่ เสธ.ไก่อูออกโต้ ไม่ได้ห้าม ใครไปก็ได้ แต่คนคิดร้ายประเทศไม่ควรไป เชื่อคนไทยเบื่อหน่ายพวกจัดอีเวนต์ทางการเมือง ด้านทหาร พล.ร.2 รอ. เชิญแม่นิวพบ ขอให้ห้ามลูกหยุดกิจกรรม แต่แม่แกนนำนักศึกษายัน เคารพการตัดสินใจลูกชาย ขณะที่ เต้น-ณัฐวุฒิ พร้อมให้ข้อมูลบิ๊กต๊อก ร่อนจดหมายเชิญเข้าพูดคุย คุยมีหลักฐานเด็ด ส่วน “จาตุรนต์” ปลุก มท.ตื่นสอบเงินมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ได้แล้ว เชื่อปัญหาไม่จบแค่ “บิ๊กโด่ง” ลาออก

ยังเป็นปมร้อนเขย่ารัฐบาลทหาร กรณีกินค่าหัวคิวส่อเค้าทุจริตในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยจี้ให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีต ผบ.ทบ.ในฐานะประธานมูลนิธิราชภักดิ์ ลาออกจากตำแหน่ง รมช.กลาโหม เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ขณะที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ (มธ.) แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ที่จัดกิจกรรมต่อต้าน คสช. ออกมาโพสต์ข้อความใน เฟซบุ๊กอ้างว่า ถูกทหารมาหาที่บ้านแต่ไม่พบ เลยใช้โทรศัพท์แม่โทร.มาบอกไม่ให้จัดกิจกรรม “นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” โดยนายสิรวิชญ์ยืนยันกำหนดการเดิม นัดแนวร่วมรวมตัวที่หน้าสถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ในเวลา 07.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. ขณะที่โฆษก คสช. พ.อ.วินธัย สุวารี ตั้งข้อสังเกตการแพร่คลิปภาพทหารเฝ้าบ้าน เต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. น่าเป็นการปั่นกระแส อยากให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ

ข่าวแนะนำ

ไก่อูชี้เป็นเสรีภาพที่จะเดินทาง

โดยความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง นัดนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ อ้างว่าเป็นการไปตรวจสอบข้อมูลการจัดสร้างอุทยานฯว่า หากคิด จะไปคงไม่ห้าม เป็นเสรีภาพที่จะเดินทาง แต่คนไทยทั้งชาติคงตัดสินพฤติกรรมเหล่านักจัดอีเวนต์ทางการเมืองเหล่านี้ได้ว่ามีเจตนาเช่นไร มั่นใจว่าพี่น้องประชาชนเบื่อหน่ายการเคลื่อนไหวที่ก่อความวุ่นวายในประเทศอย่างที่สุดแล้ว แต่หากไปแล้วมีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย ละเมิดความสงบเรียบร้อย ต้องรับผลของการกระทำทุกคนตามกฎหมายบ้านเมือง

คนคิดทำร้าย ปท.ไม่ควรไป

อยากเตือนดังๆว่า ไม่ควรทำให้สถานที่ที่สร้างขึ้นด้วยศรัทธา และความจงรักภักดีของคนไทยทั้งชาติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมัวหมองแปดเปื้อนด้วยใจที่คิดร้าย ทั้งนี้คนไทยใจรักชาติทุกคนควรหาโอกาสสักครั้งในชีวิตไปเยือนอุทยานราชภักดิ์ ยกเว้นแต่คนคิดทำร้ายประเทศชาติ หากเลี่ยงได้ไม่ ควรไป สำหรับผู้ที่คิดว่ามีข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการติดตามข้อมูลอุทยานราชภักดิ์ในมิติต่างๆ สามารถนำมามอบให้ที่กลาโหม หรือหน่วยงานองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรงได้ตลอดเวลา

นายกรัฐมนตรียังไม่คิดปรับ ครม.

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางฉบับ ที่วิเคราะห์ว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีและอาจมีการเชิญนายทหารระดับสูง อาทิ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ มารับตำแหน่งด้วยว่า เป็นการคาดการณ์ของสื่อมวลชน ขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังไม่เคยมีแนวคิดเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีหรือทาบทามบุคคลใดทั้งสิ้น อยากขอความร่วมมือสื่อ นำเสนอข่าวด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจสร้างความเข้าใจผิด และอาจกระทบต่อระบบ การบริหารราชการแผ่นดิน สื่อเองไม่สามารถรับผิดชอบได้หากเกิดความเสียหาย

ทหารเชิญแม่จ่านิวพบ

ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือประชาชน บก.ควบคุม ร.2 พัน. 2 รอ. วัดสุทธิสะอาด เขตมีนบุรี เจ้าหน้าที่ทหารประจำหน่วยเรียกตัว น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ อายุ 39 ปี แม่นายสิรวิชญ์ ให้มาพบเพื่อขอให้ สั่งห้ามบุตรชายไม่ให้เดินทางไปที่อุทยานราชภักดิ์ โดยมารดาแกนนำกลุ่มนักศึกษาได้พูดคุยกับนายทหารรายหนึ่ง ที่ขอสงวนนาม ขณะที่สื่อมวลชนที่ติดตามไปทำข่าวถูกสั่งห้ามถ่ายภาพบันทึกเสียง และถูกถ่ายรูปบัตรประจำตัวสื่อมวลชนทุกคน ทั้งนี้นายทหารคนดังกล่าวได้ชี้แจงกับแม่นายสิรวิชญ์ว่า ปัญหาทุจริตเป็นเรื่องรายบุคคลไม่ใช่กองทัพบกทั้งองค์กร ส่วนที่ตามตัวแกนนำนักศึกษารายนี้ ไม่ได้อยากจะยุ่งหรือจำกัดสิทธิ์เพียงแต่ต้องการให้มาพูดคุย อีกทั้งเจ้าตัวเคยขึ้นศาลทหารคดีขัดประกาศ คสช.ห้ามชุมนุมทางการเมือง อยากเชิญมาถามว่า ทำไมจึงทำกิจกรรมอีก โดยยืนยันจะไม่มีการควบคุมตัว แต่หากพรุ่งนี้ไปปรากฏตัวในพื้นที่อื่น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทหารพื้นที่นั้น

แม่ไม่ห้าม ถึงรู้ว่าลูกจะเจออะไร

ขณะที่ น.ส.พัฒน์นรีกล่าวภายหลังว่า ตอนแรกทหารบอกจะให้มาพบเพื่อคุยกับผู้บังคับบัญชาของหน่วย แต่พอมาถึงบอกว่าติดงาน แต่ทหารที่มาพูดคุยแทนพูดจาสุภาพดี แค่ขอให้ช่วยติดต่อลูกชายให้ได้แล้วให้พาตัวมาหา เพราะบุตรชายเคยถูกจับและ มีการเซ็นข้อตกลงกับทหารไปแล้วว่าไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนการจัดกิจกรรมของลูกชาย ทหารมองว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศตกอยู่ในแง่ลบ และจะให้ห้ามลูกให้หยุดกิจกรรมนี้ให้ได้ แต่ยืนยันจะไม่ห้าม แม้ว่าจะรู้อยู่ว่าถ้าลูกไปจะต้องเจออะไรเคารพ การตัดสินใจของลูก อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าผิดหวังที่มานั่งรอเจอทหารตั้งนาน แต่ที่สิ่งที่คุยกันนั้น เป็นเรื่องที่คุยกันไปแล้วทางโทรศัพท์ ทั้งยังถูกตำหนิว่าทำไมถึงไปบอกสื่อ ยอมรับเป็นห่วงบุตรชาย หากถูกจับคงตามไปให้กำลังใจ ตนเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่มีเส้นสาย ไม่มีแม้เงินจะไปประกันลูก เท่าที่เห็นกิจกรรมของลูกที่ผ่านมา ไม่ได้มีอะไรร้ายแรง หรือ กระทบความมั่นคงเรื่องไหน ทำไมถึงต้องติดตามตัวขนาดนั้น

ผบ.พล.ร.2 รอ.โต้ แค่ขอความร่วมมือ

พล.ต.ศรีศักดิ์ พูนประสิทธิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) กล่าวถึงกรณีที่มีทหารเรียกตัว น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ แม่นายสิรวิชญ์ เข้าพบว่า ในรายละเอียดไม่น่าจะมีอะไรมาก โดยแนวทางในการพูดคุยคือ การขอความ ร่วมมือในการที่จะไม่ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หากมีอะไรที่จะชี้แจง หรือต้องการข้อเท็จจริงก็ทำ หนังสือเข้าพบ เป็นการตอบข้อสงสัย เพราะว่าทาง ทหารที่เข้าไปพูดคุยไม่ได้แจ้งอะไรมา แต่คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางทั่วไปตามที่ได้เรียนไป คือการขอความ ร่วมมือ ทั้งนี้ ไม่ได้กักตัว น.ส.พัฒน์นรีแต่อย่างใด เพียงแต่เรียกตัวมาเพื่อพูดคุยเท่านั้น

จ่านิว โผล่สไกป์ ไทยวอยส์มีเดีย

ส่วนความเคลื่อนไหวของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา ที่จัดกิจกรรมต่อต้าน คสช.ร่วมกับกลุ่ม นศ.ขบวนการประชาธิปไตยใหม่หรือเอ็นดีเอ็ม และกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่เก็บตัวเงียบโดยเคลื่อนไหวผ่านสื่อออนไลน์ ล่าสุดได้ให้สัมภาษณ์ผ่านระบบสไกป์ ผ่านรายการไทยวอยส์มีเดีย ที่ออกอากาศทางเว็บไซต์ยูทูบ มีนายจอม เพชรประดับ อดีตผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการชื่อดัง ที่ปัจจุบันลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ เป็นพิธีกรระบุว่า ได้ปิดการสื่อสารทั้งหมด เนื่องจากถูกทหารติดตามมาตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค.เริ่มจากโทร.มาห้ามไม่ให้จัดกิจกรรม อ้างจะมีอันตราย เมื่อตนปฏิเสธ ก็บุกมาคุยกับแม่ตนถึงที่บ้าน แล้วให้แม่ต่อสายมาหาเพื่อพูดในลักษณะเดียวกัน พอถึงวันที่ 5 ธ.ค.ทหารยังคงโทร.มาหาแม่ตนตั้งแต่เช้า ยืนยันต้องการพูดคุยกับตนให้ได้ ครั้งนี้อ้างว่าจะไปรับที่ มธ.ศูนย์รังสิต เพื่อพาตัวไปพบกับนายทหารยศพันเอก ได้ปรึกษาหลายฝ่ายแล้วเชื่อว่า หากไปพบคงมีโอกาสถูกควบคุมตัวสูง จึงนัดทหารไปเจอกันที่ มธ. ท่าพระจันทร์ เพราะอยากให้อาจารย์รับฟังด้วย แต่ทหารไม่ยอมจะให้ไปเจอที่หน่วยทหารที่คลองสามวาให้ได้ คราวนี้ถึงกับบอกว่า ให้มาคุยกันดีๆให้เห็นแก่อนาคต ถ้าไม่มาคุยจะอยู่ไม่เป็นสุข ขณะที่แม่ตนก็โทร.มาเตือนว่าทหารจะจับตนให้ได้ ตัดสินใจหลบไปหาสถานที่ปลอดภัยพักชั่วคราวก่อน

ลั่น ไปเพื่อส่องแสงให้ ป.ป.ช.เห็น

แกนนำ นศ.ที่กำลังเป็นที่ต้องการตัวของทหารกล่าวด้วยว่า ยืนยันว่ากิจกรรมไปอุทยานราชภักดิ์ยังไม่เลิก เพราะตนมีสิทธิ์ที่จะได้ไปในสถานที่ที่ สร้างโดยภาษีของประชาชน ทั้งต้องการไปแค่ทัศนศึกษา ทัศนาจร และทำกิจกรรม เหตุผลที่ต้องการจะไปเพราะหลังมีข่าวความไม่ชอบมาพากล และทาง ป.ป.ช.เข้าไปตรวจสอบแล้วบอกไม่มีการทุจริต คิดว่าอยากให้มี กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่จะส่องแสงไปให้ ป.ป.ช.ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เห็นบ้าง ขณะนี้ยังไม่แน่ใจ จะมีประชาชนร่วมเดินทางไปมากแค่ไหน แต่หากไปถึงอุทยานราชภักดิ์ได้ จะมีการอ่านแถลงการณ์ อ่านข้อมูลต่างๆที่มีความไม่ชอบมาพากลในโครงการนี้ แล้วจะร่วมกันแสดงสัญลักษณ์ ส่องไฟฉายส่องแสงหากลโกงต่างๆที่คิดว่าจะเป็นปัญหาแล้วเดินทางกลับ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนทำไม่ได้ผิดถ้าการที่ตนออกมาตรวจสอบเรื่องนี้ ต้องกระทบชีวิตและอนาคตตัวเอง ก็เท่ากับว่ายอมให้สังคมไทยต้องอยู่ใต้ความกลัวต่อไป

เชื่อโดนจับแน่ แต่ขอคนอื่นไปต่อ

“เช้าวันที่ 7 ธ.ค.นี้ คาดการณ์ว่า ตนน่าจะถูกควบคุมตัวที่สถานีรถไฟธนบุรีแน่นอน แต่ได้พูดคุยกับทีมงานและหลายๆฝ่ายแล้ว หากตนถูกจับ ขอให้ทุกคนเดินทางไปกันต่อ และขอให้พาคนอื่นที่มาร่วมเดินทางไปให้ถึงอุทยานราชภักดิ์ให้ได้ ถือเป็นการวัดใจ ถ้ามาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องเดินหน้าต่อเหมือน กัน ยืนยันว่าถ้าทหารจะมาควบคุมตัวในกรณีนี้จะ ถือว่าไม่มีความชอบธรรม เพราะเป็นแค่การไปเที่ยว และตรวจสอบทุจริต ไม่ได้ทำผิดอะไร ทั้งอุทยานราชภักดิ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ไม่ปฏิเสธว่ากิจกรรมนี้มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้องจริง แต่ถึงจะเกี่ยวก็ไม่ควรที่กองทัพมาใช้วิธีการข่มขู่คุกคาม ใช้กฎหมายพิเศษมาอ้างเพื่อลิดรอนเสรีภาพ และห้ามเข้าถึงการตรวจสอบ คือปัญหาในวิธีคิดของ คสช.” นายสิรวิชญ์กล่าว

ร่อนแถลงการณ์ทหารคุกคามสิทธิ

วันเดียวกัน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ออกแถลงการณ์กรณีเจ้าหน้าที่ทหาร ไปพบแม่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่บ้าน ขอให้ห้ามนายสิรวิชญ์ยกเลิกการเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ในวันที่ 7 ธ.ค. โดยเช้าวันที่ 6 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ทหารยังได้ติดต่อมารดาของนายสิรวิชญ์ให้ไปพบยังค่ายทหารในช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค. โดยแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบฉบับที่ 3/2558 ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัว หรือมาให้ถ้อยคำเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของรัฐ ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสิ่งเทียมอาวุธปืน และความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศ หรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเท่านั้น

ระบุขอให้ยุติพฤติกรรมทันที

แถลงการณ์ระบุต่อว่า หากมีการควบคุมตัวมารดานายสิรวิชญ์ เนื่องจากต้องการยับยั้งไม่ให้นายสิรวิชญ์เดินทางไปยังอุทยานราชภักดิ์ ไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดใน 4 ประเภทดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับ นอกจากนี้ ยังเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 309 และมาตรา 310 ความผิดต่อเสรีภาพ และเป็นการควบคุมตัวบุคคลโดยอำเภอใจ อันขัดต่อข้อ 9 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง บุคคลใดเพื่อประโยชน์ผู้ถูกคุมขังสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัว เนื่องจากการควบคุมตัวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 90 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้องให้ยุติการคุกคามประชาชน โดยการอ้างอำนาจตามคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/58 ออกตามความมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อย่างไม่มีขอบเขตทันที

“เต้น” โวย “วินธัย” นี่ไม่ใช่การเมือง

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กล่าวถึงกรณีที่ทหารยกเลิกการเฝ้าติดตามบริเวณหน้าบ้าน ว่า คสช.สั่งถอนกำลังจากหน้าบ้านตนถือเป็นเรื่องดี และไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้กับใครอีก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับตนหรือฝ่ายตรงข้ามก็ตาม การที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.อ้างเหตุยกเลิกว่าเป็นเพราะตนสร้างกระแสทางการเมือง ต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ นี่ไม่ใช่การเมืองแต่เป็นการต่อสู้ของพ่อที่ลูกถูกคุกคามถึงโรงเรียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจที่ใช้โดยไม่ชอบธรรมเป็นเรื่องตลกในสายตาของคนที่ไม่รู้สึกกลัว

“อยากให้ พ.อ.วินธัยตั้งสติดีๆ แล้วสอบถามไปที่ ปตอ.พัน.3 ว่าส่งทหารมาที่บ้านผมหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ทหาร ผมจะได้ทราบว่ามีกองโจรที่ไหนก็ไม่รู้มาเฝ้าหน้าบ้าน ที่บอกว่าออกจากบ้านผมไป 5 วันแล้วไม่รู้ใครไปหลอก พ.อ.วินธัย ผมจะถือว่าท่านพูดเพราะไม่รู้ ถ้ารู้แล้วพูดก็ถือว่าท่านไม่ฉลาด” นายณัฐวุฒิกล่าว

ยินดีให้หลักฐานเด็ด “บิ๊กต๊อก”

นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า ตนมีหลักฐานทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกวันเวลาไว้ สื่อมวลชนที่ไปสังเกตการณ์ก็ยืนยันได้ ผลัดสุดท้ายคือ รถเชฟโรเล็ตสีขาว ไม่ติดป้ายทะเบียน ออกจากหมู่บ้านประมาณ 18.00 น. วันที่ 4 ธ.ค. รถที่ใช้มาที่บ้านทั้งปิกอัพและรถเก๋ง ทุกคันพยายามปกปิดป้ายทะเบียน แต่ผมถ่ายภาพเก็บได้บางคันในวันแรกๆ ที่ไม่เอามาเปิดเพราะเห็นใจเจ้าของรถ ถ้า พ.อ.วินธัย สนใจตนจะส่งให้ เชื่อว่าชายชาติทหารรักในศักดิ์ศรี ใครรับผิดชอบปฏิบัติการนี้ต้องบอกความจริงกับ พ.อ.วินธัยด่วน อย่าให้กลายเป็นโฆษกที่หลับหูหลับตาให้สัมภาษณ์แบบนี้ ส่วนกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ทำหนังสือเชิญไปพูดคุยนั้น ยินดีให้ความร่วมมือ เมื่อได้รับหนังสือแล้วจะนัดหมายกันอีกครั้ง ตั้งใจจะนำข้อมูลไปบอก พล.อ.ไพบูลย์ว่าทำไมตนจึงมั่นใจว่ามีการทุจริตในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ พร้อมทั้งชี้หลักฐานเด็ดที่จะไปถึงตัวคนกระทำความผิด ถ้าฝ่ายตรวจสอบทำงานตรงไปตรงมา เชื่อว่าภายในหนึ่งสัปดาห์จะมีข้อยุติเรื่องนี้ได้

“อ๋อย” ไม่เชื่อ คสช.ลดระดับ

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คสช.ระบุลดระดับการเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.และกรณีข่าวมารดานายสิรวิชญ์ เสรีธีวัฒน์ หรือจ่านิว ระบุกลางดึกวันที่ 5 ธ.ค.มีทหารในเครื่องแบบมาที่บ้านถามหา หลังประกาศนัดแนวร่วมกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็น กลุ่มพลเมืองโต้กลับ และกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา จัดกิจกรรม “นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” ในวันที่ 7 ธ.ค.ว่า กรณีนายณัฐวุฒิ ไม่น่าเชื่อว่าเป็นการลดระดับจริง ถ้าเทียบกับที่เคยส่งทหารพร้อมอาวุธเข้าไปในบ้าน หรือคุมตัวไปค่ายทหาร แต่การส่งคนไปคุมทั้งที่บ้าน ตามประกบภรรยาและลูก มันรุนแรงมากกว่าด้วยซ้ำ ทำให้หวาดกลัว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจเป็นอันตรายได้

มีอะไรปิดบังถึงไม่ให้ไป

“ถือเป็นการข่มขู่คุกคาม ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ไม่ควรจะเกิดขึ้น การใช้วิธีการแบบนี้กับครอบครัวนายณัฐวุฒิ และจ่านิว เป็นการใช้สมัยสงครามโบราณ หรือไม่ก็พวกมาเฟียใช้ แต่ที่เป็นปัญหามากกว่านั้น การใช้วิธีแบบนี้ ทำไมต้องเกิดกับผู้ที่เห็นต่าง ผู้ที่ต้องการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ การหาทางสกัดกั้นไม่ให้ไป ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ไม่เข้าใจไปกันใหญ่ว่า สร้างเพื่ออะไร ในเมื่อมีคนจะไปสักการะชื่นชม แต่ไม่สามารถไปได้ คนจะตั้งคำถามได้ว่า มีอะไรต้องปิดบังนักหนา” นายจาตุรนต์กล่าว

สงสัยทำไม มท.ไม่ตรวจสอบ

นายจาตุรนต์กล่าวต่อด้วยว่า ส่วนที่มีความพยายามให้ปัญหาราชภักดิ์จบเร็ว ให้บางหน่วยงานรีบตอบ รีบสรุป คิดว่าคงไม่สามารถทำให้เรื่องนี้จบลงได้ เนื่องจากโครงการนี้มีผู้เกี่ยวข้อง และรับผิดชอบหลายคน จริงแล้วๆกรณีอย่างนี้ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ไม่ควรจะทำอะไร แต่ ศอตช.และรัฐบาล ควรให้องค์กรอิสระที่มีอยู่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างอิสระ ตรงไปตรงมา เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนในรัฐบาล เป็นกรรมการ คสช.ด้วย ส่วนที่ไม่ค่อยได้พูดถึงคือ กระทรวงมหาดไทย ที่รับผิดชอบมูลนิธิราชภักดิ์ ปัญหาการใช้งบประมาณทั้งรัฐบาลและกองทัพ การที่มูลนิธิต้องรายงานรายรับรายจ่ายกระทรวงมหาดไทย ดังนั้น เมื่อมีข้อสงสัยว่าทุจริต กระทรวงมหาดไทยต้องตรวจสอบอีกทาง ส่วนการสั่งให้รีบสอบให้จบเร็วๆ ไม่ทำให้เรื่องจบ แต่เริ่มต้นไปสู่จุดจบได้

“บิ๊กโด่ง” ไขก๊อก ปัญหาก็ยังไม่จบ

เมื่อถามว่า แสดงว่ามั่นใจยังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก นายจาตุรนต์กล่าวว่า ในเมื่อโครงการนี้ มีผู้เกี่ยวข้องและรับผิดชอบจำนวนมาก ความเสียหายที่เกิดกับโครงการที่ทุกคนชื่นชม ต้องตรวจสอบ เพราะหากยังทำให้คนสงสัยเชื่อไปว่ามีทุจริต หรือปกปิด จะส่งผลต่อศรัทธาผู้รับผิดชอบ และการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และอดีต ผบ.ทบ.ออกจากตำแหน่ง ปัญหาก็ไม่จบ ผลกระทบรัฐบาลอาจมากกว่าที่คิด และถ้าถามว่าเมื่อมีความรับผิดชอบทางกฎหมายแล้ว ต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่นั้น คงต้องใช้คำพูดเดียวกับผู้นำ คสช.และรัฐบาลคือ ให้ไปคิดกันเอาเอง แต่เวลานี้สิ่งที่ควรเน้นคือ ควรเปิดโอกาสผู้ที่สนใจ ต้องการหาข้อเท็จจริงตรวจสอบอย่างเต็มที่ ไม่ใช่สกัดกั้น ขัดขวางทุกวิถีทางอย่างที่เป็นอยู่

“ถาวร” เย้ย “เต้น” ยิ่งเต้นผลดีอยู่ที่ รบ.

วันเดียวกัน นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.เผยเเพร่คลิปภาพมีทหารไปเฝ้าสังเกตการณ์ที่หน้าบ้านพัก จ.นนทบุรี ผ่านโลกโซเชียลมีเดียว่า คนในสังคมรู้อยู่แล้วการกระทำนี้ เป็นการยั่วยุรัฐบาล รัฐบาลกำลังหลงกลหรือไม่นั้น มองว่าการยั่วยุของนายณัฐวุฒิและคณะ เป็นผลดีต่อรัฐบาลมากกว่าผลเสีย เพราะจะทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลถูกใช้กลเกมการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องสร้างกระแส สุดท้ายจะส่งผลให้คนลังเลที่จะออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ถ้าหากคณะของนายณัฐวุฒิไม่ออกมา รัฐบาลอาจจะถูกต่อต้านเยอะกว่านี้ก็ได้

นช.เชื่อเข้าใจผิดโยงขอนแก่นฯ

ก่อนหน้านี้ เมื่อสายวันเดียวกัน พล.ท.ทิวะพร ชะนะพะเนาว์ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม เดินทางไปที่เรือนจำกลางขอนแก่น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนายธนกฤต ทองเงินเพิ่ม อายุ 50 ปี ชาว ต.ท่ากระเสริม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น 1 ใน 9 ผู้ต้องหาคดีขอนแก่นโมเดล โทรศัพท์จากในเรือนจำกลางขอนแก่น ไปพูดคุยกับภรรยาที่บ้าน โดยนายธนกฤต กล่าวว่า ถูกจับในคดียักยอกทรัพย์ ติดคุกมากว่า 1 ปี ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขอนแก่นโมเดล ไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำ เพราะระหว่างอยู่ในเรือนจำ ไม่เคยได้ติดต่อพบปะใคร ผู้ที่เข้าเยี่ยมได้จะต้องเป็นญาติ และระหว่างพูดคุยต้องอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำทุกครั้ง ส่วนกรณีที่ทนายความมาพูดคุยเรื่องการแจ้งความเอาผิดกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้แจ้งให้ทนายความทราบแล้วว่าให้ คสช.ถอนแจ้งความ เพราะที่ผ่านมา ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับคดีทางการเมือง ส่วนที่มีหมายจับทั้งที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำ เชื่อว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด และไม่ต้องการฟ้องร้องใครใดๆทั้งสิ้น ขณะที่ พล.ท.ทิวะพรกล่าวว่า มาติดตามการดำเนินงานของเรือนจำกลางขอนแก่น พร้อมทั้งพูดคุยกับนายธนกฤต เพื่อให้ความเป็นธรรม และให้ทุกฝ่ายได้มั่นใจมาตรการการดำเนินงานของเรือนจำ มีมาตรฐานควบคุมผู้ต้องขังเป็นอย่างดี

ฝากขังผู้ต้องหาเพิ่มอีก 1

ขณะเดียวกันที่ศาลทหารกรุงเทพ พนักงานสอบสวนควบคุมตัวนายวีรชัย ชาบุญมี ผู้ต้องหา 1 ใน 9 คน ที่ถูกออกหมายจับในคดีขอนแก่นโมเดล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาขออำนาจศาลทหาร ฝากขังผัดที่ 1 เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค.-17 ธ.ค.58 โดยก่อนหน้านี้ นายวีรชัยได้หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ก่อนขอเข้ามอบตัวเมื่อวันศุกร์ที่ 4 ธ.ค. ที่ค่ายเปรมติณสูลานนท์ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น สำหรับคดีนี้ เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า ผู้ต้องหามีพฤติกรรมการสื่อสารกันในสื่อโซเชียลวางแผนเตรียมก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ต่างจังหวัด และในกรุงเทพฯ จนนำมาสู่การรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 9 คน เจ้าหน้าที่จับกุมได้แล้ว 5 คน คือ จ.ส.ต.ประธิน จันทร์เกศ นายณัฐพล ณ วรรณ์เล นายวัลลภ บุญจันทร์ นายพาหิรัณ กองคำ นายฉัตรชัย ศรีวงษา และล่าสุดคนที่ 6 คือ นายวีรชัย ชาบุญมี ส่วน 3 คนที่ยังไม่ได้ตัวมาดำเนินคดี ประกอบด้วยนายพิษณุ พรหมสร นายมีชัย ม่วงมนตรี ขณะที่นายธนกฤต ทองเงินเพิ่ม ทนายความแจ้งว่า อยู่ในการควบคุมของเรือนจำกลางขอนแก่น

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 22:33 น.