วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อาหารเสริม........น้ำมันปลา (ตอนที่ 2)

อาหารเสริม........น้ำมันปลา (ตอนที่ 2)

โดย หมอดื้อ
6 ธ.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

ที่เรียกว่า “น้ำมันปลา” นั้น ความจริงหมายถึงแหล่งที่ให้กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (polyunsaturated fatty acid) ซึ่งมีทั้งชนิด n–6 และ n–3 (ชื่อเรียกตามจำนวนของโครงสร้าง double bond ใน aliphatic chain และตำแหน่ง)
โดยที่จะมีคุณสมบัติทางกายภาพและทางชีววิทยาแตกต่างกันออกไป โดยที่น้ำมันปลาจะมี n-3 อยู่มาก ในคนรวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะไม่มีความสามารถในการสังเคราะห์ขึ้นมาเอง จึงต้องใช้กรด linoleic และ alpha-linoleic (ALA) เป็นตัวตั้งต้น
ทั้งนี้ถือเป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ถ้าขาดกรดไขมันจำเป็นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดมีผื่นหลุดลอกตามผิวหนังหรือผิวหนาตัว อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการขาดวิตามิน A หรือมีพิษสะสมจากสารหนู (arsenic) ก็ได้ ความจริงในพืชประเภทถั่ว ธัญพืช เต้าหู้ flaxseed linseed rape seed (canola) และถั่ว walnut ก็มี ALA เช่นกัน จากนั้นเซลล์ของคนจะทำการเปลี่ยน linoleic และ ALA จนกลายเป็น EPA (20:5 n-3) และ DHA (22:6 n-3) ตามกระบวนการสุดท้ายคือ Sprecher’s shunt

ทั้ง EPA และ DHA เป็นตัวออกฤทธิ์ที่สำคัญที่สุดในบรรดากรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยจะสะสมตัวที่เนื้อเยื่อโดยเฉพาะที่หัวใจและเส้นเลือดในสมองและระบบประสาท และในจอประสาทตา โดยจะช่วยให้ทำหน้าที่ได้เป็นปกติ

การที่ปลามี EPA และ DHA เนื่องจากการที่มีกรดไขมันนี้อยู่ในแพลงตอนที่สังเคราะห์แสงและถูกกินโดยปลา แมวน้ำ ปลาวาฬ แม้กระทั่งปลาแมคเคอเรล (mackerel) เทร้าท์ (trout) แซลมอน (salmon) เฮอร์ริง (herring) และซาร์ดีน (sardines) ในขณะที่เนื้อสัตว์ไม่ได้มีกรดไขมัน n-3 แต่มี n-6 แทน ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรค อย่างไรก็ตามการศึกษาโดยให้คนบริโภคกรดไขมัน n-6 ลดลง กลับไม่ได้ประโยชน์มากเท่าที่ควรเฉกเช่นจาก n-3

หลังจากบริโภค EDA และ DHA (กรดไขมัน n-3) แม้จะยังไม่ทันแทรกตัวเข้าไปในเปลือกหรือผิวเซลล์ (cell membrane) ก็ตาม ก็มีผลโดยตรงผ่านทางรูเปิด-ปิด ควบคุมการไหลผ่านเข้าออกของเกลือแร่ บนผิวเซลล์ ทั้งโซเดียม โปแตสเซียมและแคลเซียม และควบคุมไม่ให้หัวใจเต้นผิดปกติ (แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาในเชิงระบาดวิทยาและเชิงคลินิกไม่ยืนยันประสิทธิภาพนี้)

หลังจากที่แทรกเข้าในผิวเซลล์ จะมีผลในการต่อต้านการอักเสบ และแทรกแซงการทำงานของยีน ซึ่งกระตุ้นให้มีการอักเสบในหลอดเลือด อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดเส้นเลือดตีบ ผลต่อผิวหรือเปลือกของเซลล์ ยังกว้างขวางครอบคลุมถึงการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน และการสร้างโปรตีนต่างๆ

โดยลดการสังเคราะห์โมเลกุลของออกซิเจนพิษ (reactive oxygen species) และระบบ nuclearfactor-kappa B และส่งสัญญาณผ่านตัวจับ G-Protein-Coupled Receptor 120 ซึ่งควบคุมฤทธิ์ในการเกิดปฏิกิริยาอักเสบและความไวต่อฮอร์โมนอินซูลินในเม็ดเลือดขาว (monocytes) และเซลล์ macrophage

ในคนซึ่งบริโภค EPA และ DHA จะพบว่าระดับไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) (ไม่ใช่โคเรสเตอรอล) ต่ำลงได้ และเมื่อวิเคราะห์ดัชนีทางชีวภาพ (biomarker) จะพบว่ามีระดับของ cytokines IL-1β และ TNF α ต่ำลง อาจมีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำลงเล็กน้อย โดยไม่มีผลทางการรักษา และทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้น และปรับระดับการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติที่มีผลในการเต้นของหัวใจ (heart-rate variability) อีกทั้งทำให้เซลล์ของเส้นเลือดยืดหยุ่นขึ้น และมีการเกาะจับตัวของตะกรันเส้นเลือดน้อยลง

การที่จะได้ EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว n–3 อาจไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแซลมอนมากินทุกวัน ในช่วงระยะเวลา 10 ปี เริ่มมีผลิตภัณฑ์บริสุทธิ์ของ EPA และ DHA จากหลายบริษัท และอาจมีส่วนช่วยอธิบายว่าทำไมผลการศึกษาในคนในช่วงระยะก่อนหน้า 10 ปีนี้ มีผลที่ได้ไม่ตรงกัน และเกิดความสับสนในหลักฐานทางวิชาการ

ถึงตอนนี้ทราบแล้วนะครับว่า หมอเองถ้าจะให้ตัวเองเชื่อและแนะนำให้คนไข้ซึ่งมีโรคประจำตัวมากมายต้องกินแล้ว น่าจะมีข้อมูลที่เชื่อถือได้เช่นข้างต้น ในบ้านเราพบว่ามีอาหารเสริม EPA และ DHA นับสิบๆอาจเป็นร้อยยี่ห้อ คงต้องระวังความบริสุทธิ์ในการเตรียม และเลือกชนิดที่ไม่มีวิตามิน เกลือแร่จิปาถะอีก 20 ชนิด ปนลงไปด้วย คราวหน้าหมอมีตัวที่ 2 อีกนะครับ.
หมอดื้อ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้