วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ใครย่ำยี อยุธยา

ใครย่ำยี อยุธยา

โดย บาราย
6 ธ.ค. 2558 05:01 น.
  • Share:

กับคำถาม...อาณาจักรอยุธยาใหญ่โต มีถาวรวัตถุมากมาย เมื่อเสียทีพม่า เหตุไฉนจึงเหมือนนครร้าง เจดีย์หักพังหมด บางแห่งแทบเกลี้ยงทั้งวัด อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ตอบว่า พม่าเพียงจุดไฟเผาพระราชวัง ปล้นสะดมเอาทรัพย์สมบัติมีค่า เผาวัดสำคัญไม่กี่วัด...เท่านั้น

(ถามตอบ ศิลปะไทย สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พ.ศ.2549)

น. ณ ปากน้ำ อธิบายต่อว่า อย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์ พม่าจุดไฟเผาสำรอกเอาทองคำที่หุ้มองค์พระขนาดใหญ่ไป ส่วนการขนสมบัติ
อื่น ก็ขนเฉพาะของมีค่า เงิน ทอง เพชร พลอย กับของที่ต้องใจอื่นๆ หย่อนออกนอกกำแพงเมือง

พม่าใช้เวลาปล้นอยุธยาได้ไม่กี่วัน ก็ต้องเลิกเนื่องจากมีคำสั่งจากกษัตริย์พม่าให้รีบยกทัพกลับ เหตุเพราะเกิดศึกประชิดติดพันด้านอื่น

พม่าไปแล้ว ก็มีทั้งคนไทย จีน และคนต่างศาสนา พากันไปขุดตามเจดีย์ รื้อทำลาย หวังทรัพย์สมบัติที่ซ่อนอยู่ภายใน ถ้าเป็นโลหะก็หลอมหล่อส่งเรือสำเภาส่งไปขายเมืองจีนหลายลำเรือ

ฝรั่งบันทึกว่า ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี คนไทยคนจีนไม่มีอะไรจะทำขึ้นหน้าขึ้นตา เท่ากับไปขุดค้นหาสมบัติในกรุงเก่า ถึงขนาดพระเจ้าตากต้องส่งคนไปเก็บภาษี

ขุดขึ้นมาแล้ว ก็เอาไม้จากประตูพระวิหารพระอุโบสถ เป็นฟืนเผาหล่อหลอมโลหะ สมัยนั้นใครเดินทางไปทางไหน ก็เจอแต่เถ้าถ่าน

นอกจากนักขุดธรรมดา ยังมีพวกนักขุดตามลายแทง แล้วสมัยนั้นก็ให้มีลายแทงให้ต้องตีความ ต้องค้นหากันมากนักหนา เจดีย์ วิหาร อุโบสถ วัดต่างๆ ซึ่งถูกขุดค้นไปแล้ว ก็ถูกขุดซ้ำ จนย่อยยับกระบวนการขุดค้น...ทำกันได้โดยเปิดเผย ไม่มีใครยับยั้ง

ประการต่อมา เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องสร้างเมืองใหม่ที่บางกอก จึงต้องมาขุดรื้อทลายกรุงเก่า ขนเอาอิฐบรรทุกลงเรือไปใช้ในการก่อสร้าง ขนกันแล้วขนกันเล่า ไม่เคยหยุด

การสร้างวัดพระเชตุพนฯ มีบันทึกเป็นทางการ ต้องเอาอิฐจากกรุงเก่ามาถมเป็นรากฐาน ว่ากันว่าอิฐเก่าแข็งแกร่ง ดีกว่าอิฐที่เผาขึ้นใหม่

มาถึงสมัยสงคราม กรมศาสนามีดำริให้มีการประมูลซื้ออิฐจากวัดร้าง ครั้งนั้นจึงมีการทำลายวัดวาอารามย่อยยับยิ่งกว่าครั้งใด เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ต้องหลบซ่อน ทำกันอย่างเปิดเผย

ด้วยเหตุนี้เอง วัดเก่าจึงไม่มีอิฐเหลือ

อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ บอกว่าเคยไปสำรวจวัดร้างเก่าแก่หลายแห่งนอกตัวเกาะอยุธยา ได้ความประหลาดใจว่าตรงตำแหน่งที่เคยเป็นวัดบางแห่งเหลืออิฐเพียง 2-3 ก้อน

วัดเต่า วัดสุเลน ที่ทุ่งประเชดเหลือแต่เนินดิน อิฐไม่มีเลย

วัดพญากง วัดพญาพาน หลังวัดนางกุย ถูกขนอิฐไปจนเกลี้ยง

ยังมีวัดร้างอีกหลายๆวัด บริเวณใกล้คลองประจาม ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ก็ถูกขนอิฐไปไม่มีเหลือเช่นกัน

วัดท่าหอย เคยรุ่งเรืองอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนเคยอยู่ เดี๋ยวนี้เป็นป่า มีอิฐเหลืออยู่ 2–3 ก้อน

มีคำถามว่า...พวกที่ปล้นของพระ ไม่น่าจะเป็นคนไทย จะเป็นคนจีน หรือคนชาติไหน ...อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ตอบว่า...เรียกว่าพวกมิจฉาทิฏฐิ คนพวกนี้มีเป้าหมายอยู่ที่พระพุทธรูป ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่ผสมทองคำ

เคยมีตัวอย่างมาบ้างแล้วก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา มีกฎหมายตราโทษไว้ เช่น ตอนที่พม่ายกทัพมาติดเมือง พวกจีนคลองสวนพลูก็ยกกำลังไปที่พระพุทธบาทสระบุรี

ลอกเอาทองคำที่หุ้มและเผาหล่อหลอมโลหะ ทำลายพระพุทธบาทยับเยิน

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ภายในกำแพงอยุธยามีวัดมากมาย ฝรั่งที่เดินเที่ยวดูบันทึกว่า เห็นวัดร้างที่ถูกปล่อยทิ้งร้างหลายวัด ไม่มีใครกล้าเข้าไปรื้อทำลาย เพราะนิสัยคนไทยที่นับถือพุทธศาสนา ไม่แย่งชิงที่ธรณีสงฆ์

คำถามต่อมา มีสิ่งบอกเหตุบ้างหรือไม่ พุทธศาสนาในสมัยอยุธยาตอนปลายเรียวลง...

อาจารย์ น. ณ ปากน้ำ ตอบว่า มีชัดเจน...ดูจากวัดโพธิ ริมคลองสระบัว ซึ่งสร้างโดยพระ เจ้าลูกเธอในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศร่วมกับราษฎร ...เป็นแต่เพียงวัดเล็กๆ ไม่ผิดอะไรกับวัดราษฎรสร้าง แต่มีศิลาจารึกหน้าพระอุโบสถเป็นหลักฐานยืนยัน

นอกจากนั้นก็ไม่มีซากอะไรเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นวัดใหญ่โต

ผู้คนในสมัยอยุธยาตอนปลายมุ่งแต่แสวงหาความสุขสบายส่วนตัวเสียมากกว่า จะทำนุบำรุงบ้านเมือง และการพระศาสนา มีแต่การฆ่า การแย่งอำนาจ การรบราซึ่งกัน และกัน คนดีๆสูญหายตายจากไปเสียมากมาย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็เสด็จขึ้นครองราชย์ท่ามกลางเลือดนองแผ่นดิน ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เขียนไว้ว่าพ่อถึงกับฆ่าลูกในไส้

พระโอรสองค์อื่นๆ ต่างก็ซ่องสุมผู้คน เตรียมแย่งอำนาจซึ่งกันและกัน ผู้คนในสมัยนี้จิตใจเสื่อมลงมาก เมื่อมีข้าศึกมาติดเมือง บ้านเมืองถูกเผาถูกปล้นทำลายจนไม่มีเหลือ.

บาราย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้