วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
COP21 สู้โลกร้อนก่อนสายเกิน

COP21 สู้โลกร้อนก่อนสายเกิน

  • Share:

อนาคตโลก-จอภาพขนาดยักษ์ฉายภาพประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ขณะกล่าวสุนทรพจน์ในวันเปิดการประชุมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ COP21 ที่เขตเลอ บูร์เกต์ ชานกรุงปารีส (รอยเตอร์)

ช่วงวันที่ 30 พ.ย. ถึง 11 ธ.ค. 2558 กรุงปารีส ฝรั่งเศส ทั้งคึกคักและคุมเข้มเป็นพิเศษ เพราะเป็นเจ้าภาพ “การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สมัยที่ 21” (COP21) หลังปารีสถูกกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) โจมตีเมื่อ 13 พ.ย. มีผู้เสียชีวิตถึง 130 ศพ

COP21 มีผู้แทนเจรจาจาก 195 ประเทศ และผู้นำ 147 ประเทศเข้าร่วม รวมทั้งมหาอำนาจสหรัฐฯ จีน รัสเซีย อินเดีย และชาติยุโรป เพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงลดการปล่อย “ก๊าซเรือนกระจก” (จีเอชจี) และควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 18 หลังการประชุมใหญ่ครั้งก่อนที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เมื่อ 6 ปีก่อนล้มเหลว

ผลการประชุมจึงสำคัญสุดๆ ต่ออนาคตมวลมนุษยชาติ ถ้าคว้าน้ำเหลวอีกโดยไม่มีข้อตกลงที่เข้มข้นและมีผลผูกมัดจริงจัง “ภาวะโลกร้อน” ที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ มีเทน และฟลูโอริเนต จะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวางรุนแรง

รายงานของ “คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (ไอพีซีซี) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ถ้าโลกยังขืน “เอ้อระเหย” ไม่ผนึกกำลังต่อสู้ภาวะโลกร้อนสุดกำลัง อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 3-4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้ ซึ่งจะนำไปสู่ “หายนะ” ที่รุนแรงสุดคาดคิด

ภายใน ค.ศ.2100 หรือ 85 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลหรือมหาสมุทรอาจสูงขึ้นถึง 26- 82 ซม. จากระดับใน ค.ศ.1986-2005 หรืออาจสูงกว่านั้น เพราะแผ่นน้ำแข็งและธารน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ และที่ “กรีนแลนด์” เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแถบขั้วโลกเหนือ จะละลายเร็วกว่าปกติ ทำให้พื้นที่มหาสมุทรขยายตัวอย่างมาก

ร่วมสู้-สมาชิกเครือข่าย “ไชน่า ยูธ ไคลเมต แอ็กชั่น” ของจีน ร่วมเดินขบวนรณรงค์ต่อสู้ภาวะโลกร้อน ใกล้สถานที่จัดการประชุม COP21 ชานกรุงปารีส โดยชูแผ่นป้ายเขียนว่า “ถึงเวลาแล้ว” (เอพี)

“ไคลเมต เซ็นทรัล” องค์กรวิจัยในสหรัฐฯ ระบุว่า แค่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 2 องศาเซลเซียสตามที่ตั้งเป้าไว้ ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นจนท่วมแผ่นดินลุ่มต่ำต่างๆ ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่รวมกันถึง 280 ล้านคน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจกินเวลานานหลายร้อยปี จนถึง 2,000 ปี

ภาวะโลกร้อนยังอาจก่อให้เกิดมหาพายุ “ซุปเปอร์สตอร์ม” คลื่นอากาศหนาวและคลื่นความร้อนถี่ขึ้นรุนแรงขึ้น หลายพื้นที่จะเกิดภัยแล้ง น้ำท่วม รุนแรงยาวนาน จนทำการเกษตรหรือคนอาศัยอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เชื้อโรคร้ายต่างๆ เข้มแข็งและระบาดหนักขึ้น พืชผลถูกทำลายจนทำให้ประชากรโลกยากจนมากขึ้น พืชผลที่ลดลงและการแย่งชิงน้ำอาจจุดชนวนให้เกิดสงครามหรือผู้คนโยกย้ายถิ่นฐานมหาศาล

ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังจะทำให้ดินแดนที่อยู่ต่ำ เช่น หมู่เกาะมัลดีฟส์ในมหาสมุทรอินเดีย หมู่เกาะตูวาลู และประเทศฟิลิปปินส์ ในมหา-สมุทรแปซิฟิก จมน้ำ ประชาชนต้องอพยพลี้ภัยหลายล้านคน

ในการประชุม COP21 หนนี้ 183 ประเทศทั่วโลกได้นำเสนอแผนควบคุมก๊าซเรือนกระจกของใครของมัน ที่เรียกว่า “ความสนับสนุนด้วยเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นแห่งชาติ” (Intended Nationally Determinded Contributions) หรือ “INDCs” เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนโดยสมัครใจด้วย

แต่ไอพีซีซีประเมินว่าแม้แผนทั้งหมดนี้จะถูกปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิโลกก็ยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นถึง 2.7-3.5 องศาเซลเซียสภายในศตวรรษที่ 21 และแค่สิ้นปี 2558 นี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นถึง 1 องศาเซลเซียส หรือครึ่งหนึ่งของที่ตั้งขีดจำกัดไว้ที่ระดับ 2 องศาเซลเซียสแล้ว

นั่นเป็น “สัญญาณอันตราย” ว่ามาตรการสู้โลกร้อนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ!

ประเทศยากจนและประเทศหมู่เกาะต่างๆ ที่อยู่ในที่ต่ำจึงเรียกร้องให้ตั้งเป้าใหม่ จากเดิมที่จำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ให้เหลือแค่ 1.5 องศาเซลเซียส ประเทศกำลังพัฒนายังขอให้ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมามากมายยาวนาน “รับผิดชอบ” มากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ชาติร่ำรวยพัฒนาแล้วก็เรียกร้องให้ชาติกำลังพัฒนาช่วยแบ่งรับภาระลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นเช่นกัน

ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก 10 อันดับแรก คือ 1. จีน (24%) 2. สหรัฐอเมริกา (15.5%) 3.สหภาพยุโรป หรืออียู (10.8%) 4. อินเดีย (6.4%) 5.รัสเซีย (4.9%) 6.ญี่ปุ่น (2.9%) 7.บราซิล (2.1%) 8.อิหร่าน (1.6%) 9.อินโดนีเซีย (1.6%) 10. แคนาดา (1.5%) ซึ่งล้วนเสนอแผน INDCs ของใครของมันเช่นกัน

แต่นั่นยังห่างไกลจากที่ควรจะเป็น เพราะชาติร่ำรวยรู้ดีว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างฮวบฮาบ จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของตนซึ่งยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างรุนแรง ขณะที่พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เช่น แสงแดด ลม น้ำ ฯลฯ ที่พยายามผลักดันกันอยู่ ก็ไปได้ช้าและน้อยมาก ยังไม่อาจเข้ามาทดแทนกันได้ในอนาคตอันใกล้

การประชุมโลกร้อนที่เดนมาร์กเมื่อ 6 ปีก่อน หนึ่งในสาระสำคัญอันน้อยนิดก็คือ บรรดาชาติร่ำรวยให้สัญญาว่าตั้งแต่ ค.ศ.2020 เป็นต้นไป จะจัดหาเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3,500,000 ล้านบาท) ต่อปี ช่วยชาติยากจนพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังเกี่ยงกันอยู่ว่าใครจะ “ควักกระเป๋า” เท่าไหร่?

การประชุม COP21 หนนี้ ชาวโลกต้องช่วยกันลุ้นให้ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ มิฉะนั้นภารกิจ “กู้โลกร้อน” จะถูกเตะถ่วงออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดอาจสายเกินไป!

บวร โทศรีแก้ว

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้