วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'มาร์ค' ส่งซิกประชุมพรรค สะสาง 'ชายหมู' ดื้อแพ่งทุจริตกทม.

'มาร์ค' ส่งซิกประชุมพรรค สะสาง 'ชายหมู' ดื้อแพ่งทุจริตกทม.

  • Share:

"มาร์ค" ส่งหนังสือถึง คสช. ขอเปิดประชุมพรรค หวังสะสาง "ชายหมู" ดื้อแพ่ง ไม่ให้สอบทุจริต ด้าน "องอาจ" ทวนความจำเคยมีมติขับ ส.ก.มาแล้ว ชี้ผู้ว่าฯ กทม. ไม่จำเป็นสังกัดพรรค ส่วนจะขับออกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อมูล ย้ำความน่าเชื่อถือสำคัญกว่าตำแหน่งการเมือง ต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์...
 
เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.58 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาค กทม. กล่าวว่า เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ผ่านมา ตนได้นำหนังสือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลงนามถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องขอความกรุณาให้ทบทวนประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 ไปยื่นให้ คสช. โดยมีเนื้อหา 2 หน้ากระดาษ สรุปสาระ คือ ขอให้ยกเลิกการห้ามพรรคการเมืองจัดกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากก่อให้เกิดผลกระทบสี่ด้าน คือ
 
1. พรรคการเมืองยังดำรงอยู่ กิจการงานธุรการของสำนักงานต้องดำเนินต่อไป มีค่าใช้จ่ายประจำการระงับการจ่ายเงินกองทุนและห้ามไม่ให้พรรคการเมืองรับเงินบริจาคกระทบสถานะการเงินของพรรค โดยเงินที่เหลืออยู่ก็จะบริหารได้อีกระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หากให้รับเงินบริจาคได้ตามปกติก็จะทำให้พรรคบริหารงานต่อไปได้จากเดิมที่เคยหักจากเงินเดือน ส.ส.แต่ขณะนี้ทำไม่ได้

2. พรรคตอบสนองการปฏิรูปประเทศและพรรคการเมือง โดยเห็นว่าประชาชนควรจ่ายเงินบำรุงพรรค มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การสรรหาผู้สมัคร มีความจำเป็นต้องรับสมัครสมาชิกพรรคได้ แต่ขณะนี้ทำไม่ได้ อีกทั้งข้อบังคับพรรคเมื่อบวชก็ไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคได้ เมื่อไม่ให้มีการรับสมัครสมาชิกพรรคคนเหล่านี้ก็สมัครไม่ได้ และถ้าสมัครไม่ครบหนึ่งปีก็ไม่สามารถเป็นกรรมการบริหารพรรคได้

3. ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กรรมาธิการยกร่าง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มักจะขอรับฟังความเห็นทางฝ่ายการเมืองในการดำเนินการในเรื่องต่างๆ แต่เมื่อพรรคไม่สามารถจัดการประชุมระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้ การให้ความเห็นต่างๆ จึงเป็นความเห็นของบุคคล มิใช่ความเห็นของพรรค ในฐานะสถาบันการเมือง นอกจากนี้หากพรรคสามารถจัดการประชุมได้จะทำให้สมาชิกพรรคให้ความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นต่างๆ ได้อย่างมีระบบและเป็นเอกภาพมากขึ้น

และ 4. พรรคมีสมาชิกในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งพรรคต้องรับผิดชอบทั้งการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ต้องมีการประชุมเพื่อตั้งกรรมการตรวจสอบทางวินัยกรณีที่มีปัญหาเรื่องจรรยาบรรณ หรือลงโทษสมาชิกตามความจำเป็น จึงขอให้ คสช.ทบทวนประกาศฉบับที่ 57 เพื่อให้ดำเนินการได้โดยยืนยันว่าจะไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือกระทบความมั่นคง ทั้งนี้ในหนังสือไม่ได้ขอให้เปิดการประชุม แต่เป็นการขอให้ยกเลิกคำสั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมตามคำสั่งที่ 57 เท่านั้น ซึ่ง คสช.ได้ลงเลขหมายรับไว้แล้ว
 
ทั้งนี้ หาก คสช.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว จะมีการพิจารณาในทุกกรณีเกี่ยวกับคนของพรรค ที่ทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง กทม.ด้วย ซึ่งขณะนี้มีการกล่าวหาเกี่ยวกับการบริหารงาน ซึ่งพรรคมีความรับผิดชอบในฐานะต้นสังกัดของผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้นต้องรับผิดชอบต่อประชาชนกรุงเทพฯ ที่เลือกคนของพรรคด้วย โดยเฉพาะการกล่าวหาเรื่องทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ พรรคต้องตรวจสอบให้ประชาชนเห็นว่า การดำเนินการเรื่องเหล่านี้ มีความโปร่งใสหรือไม่อย่างไร ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไร
 
นายองอาจ กล่าวต่อว่า หากไม่ยกเลิกคำสั่งก็ต้องมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้ประชาชนผิดหวัง โดยหัวหน้าพรรคอาจปรึกษากับคนที่เกี่ยวข้องและผู้ใหญ่ภายในพรรคว่า ควรจะดำเนินการอย่างไร ถ้า คสช.ไม่ทบทวนคำสั่งดังกล่าว จึงหวังว่า คสช.จะเห็นเจตนาว่าพรรคสามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง แต่จะดำเนินกิจกรรมรับสมาชิกพรรค ซึ่งจะไม่มีการรณรงค์ตามปกติเพียงแต่ประกาศให้รับทราบเท่านั้น
 
นายองอาจ กล่าวต่อว่า เมื่อเปิดประชุมก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคว่าจะหยิบยกเรื่องใดมาหารือ ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องของ กทม.อยู่ในความสนใจของประชาชนและมีการกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใส พรรคต้องรับผิดชอบทำให้เกิดความโปร่งใสขึ้นร่วมกับผู้บริหาร กทม. เพราะในช่วงรณรงค์หาเสียงพรรคให้ความมั่นใจว่าจะดูแลคนของพรรคเมื่อเกิดปัญหาก็ต้องติดตามตรวจสอบด้วยส่วนหนึ่ง

"ที่ผ่านมาพยายามประสานงานกับผู้ว่าฯ กทม.แต่ระยะหลังเกิดความติดขัดในการติดต่อประสานงานเรื่องการบริหาร กทม.โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคเคยมีโอกาสพบปะพูดคุยกับผู้ว่าฯ กทม.ในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือนำเรื่องที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนไปหารือกับผู้ว่าฯ กทม.หรือประสานงานโดยตรงกับผู้เกี่ยวข้อง แต่ระยะหลังเมื่อเริ่มมีคนของพรรคกล่าวหาการบริหารงานของกทม.ทำให้การสื่อสารต่อกันมีความยากลำบากมากขึ้น จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถติดต่อกันได้เพราะไม่รับโทรศัพท์หัวหน้าพรรค แม้ว่าหลายเรื่องผู้ว่าฯ กทม.จะทำงานตอบสนองนโยบายพรรคได้แต่หลายเรื่องต้องปรับปรุงและเมื่อมีการกล่าวหาว่าทุจริตก็ต้องดำเนินการให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการบริหารงานของกทม.จะไม่มีเรื่องเหล่านี้หรือถ้ามีก็ต้องจัดการเอาจริงเอาจังในการป้องกันปราบปรามเรื่องเหล่านี้" นายองอาจ กล่าว
 
นายองอาจ กล่าวต่อว่า ถ้ามีการทบทวนคำสั่งคสช.เราจะดูข้อเท็จจริงว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้างโดยดูตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่นมีการร้องขอข้อมูลตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารแต่กลับไม่มีการเปิดเผยให้ผู้ร้องรับทราบก็ต้องมีการหาข้อเท็จจริงต่อไป เพราะอดีต ส.ส.เป็นผู้แทนของประชาชนที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งถ้าพรรคเปิดประชุมได้จะพยายามทำให้ดีที่สุดไม่ได้ละเลย แต่รับผิดชอบทุกคะแนนเสียงของประชาชน ทั้งนี้ เห็นว่าความเชื่อถืออยู่เหนือตำแหน่งทางการเมือง

ทั้งนี้ แม้ว่าผู้ว่าฯ กทม.จะไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค แต่พรรคก็ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าพรรครับผิดชอบด้วยการพยายามทุกวิถีทางทำความจริงให้ปรากฏ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีมติขับไล่ ส.ก.ของพรรคที่ทำตัวไม่เหมาะสมมาแล้ว ดังนั้นหากทำงานด้วยความโปร่งใสก็ต้องให้ตรวจสอบได้ ส่วนปัญหาของผู้ว่าฯ กทม.จะไปถึงขั้นต้องขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่นั้น ต้องดูข้อมูลทั้งหมดหากประชุมได้ว่ามีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

"เราไม่ได้ทะเลาะกันหรือมีปัญหากับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เป็นการส่วนตัว แต่ผมทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค และนายอภิสิทธิ์ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เมื่อมีปรากฏการณ์ใดๆ เกิดขึ้นที่ต้องทำให้เกิดความถูกต้องเหมาะสมก็ต้องทำ ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสคุยจะดีกว่านี้ แต่ท่านยังเป็นสมาชิกพรรคก็ต้องเชื่อมั่นในพรรค อยากให้ปัญหาจบลงโดยประโยชน์อยู่ที่พี่น้องประชาชนมากที่สุด" นายองอาจ กล่าว

ขณะที่ นายประมวล เอมเปีย อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีสมาชิกพรรคจำนวนมาก มาขออนุญาตลงสมัครเป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทั้งนายก อบจ. สจ. นายกเทศมนตรีเมือง ผู้ว่าฯกทม. เมื่อพรรคมีมติผ่านคณะกรรมการบริหารพรรค ให้สมัครลงในนามพรรคได้ ซึ่งมีการระดมกำลังและบุคลากรของพรรค ลงไปช่วยหาเสียง จนได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหาร

“แรกๆก็ดี พอผ่านไปก็มีปัญหา เช่น มีการตรวจพบการบริหารที่ไม่โปร่งใส หรือไม่ดำเนินการตามแนวนโยบายของพรรคที่ได้ใช้ชื่อพรรคหาเสียงไว้กับประชาชน ผลกระทบโดยตรงก็ถือพรรค เพราะประชาชนจะวิจารณ์ ด่าพรรคที่ส่งคนลงมา มากกว่าด่าผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆว่า คัดคนอย่างนี้เข้ามาบริหารได้อย่างไร เพราะมีปัญหาแต่กลับไม่แก้ไข ไม่พูดคุย ไม่ชี้แจง พรรคเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง จึงจำเป็นต้องมีการปัดกวาดบ้านให้สะอาดเสียก่อน เราจึงตรวจสอบกันเอง ถือเป็นการปฏิรูปในพรรคให้สมยุคสมัยการปฏิรูป”
 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้