วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิตกกระแสคนไทย ต่อต้าน'ทูตมะริกัน'

วิตกกระแสคนไทย ต่อต้าน'ทูตมะริกัน'

  • Share:

ค้านรัฐมนตรีควบส.ส.-ประวิตรนำ2บิ๊กตรวจอีสาน

กรธ.ตีกรอบเลือกตั้ง ส.ว. ทางอ้อม แบ่ง 20 กลุ่มภาคสังคมให้เลือกกันเอง 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับ อำเภอ-จังหวัด-ประเทศ ล้อมคอกไม่ให้โหวตกลุ่มเดียวกัน ป้องกันผู้สมัครจับมือฮั้ว หั่นอำนาจ ส.ว.เหลือแค่กลั่นกรอง-ยับยั้งกฎหมาย แก้ไขได้เพียงถ้อยคำ ห้ามล่วงล้ำหลักการ วางกฎเหล็กห้าม ครม.ชงแก้ ก.ม.องค์กรอิสระโดยลำพัง สกัดฝ่ายการเมืองแทรกแซงองค์กรอิสระ ด้าน สนช.แก้ข้อบังคับถอดถอนนักการเมือง เพิ่มสิทธิ กมธ.ซักถามรีดซ้ำ “บิ๊กตู่” สั่งปิดถนนหน้าทำเนียบฯ จัดอีเวนต์โชว์
ผลงานรัฐบาล ผุดไอเดียชักบำเหน็จ-บำนาญล้างหนี้ครู ยันรถไฟไทย-จีนไม่มีล้ม ห่วงกระแสต้านทูตมะกันบานปลาย

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงเดินหน้าร่างเนื้อหารัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส.และ ส.ว. ล่าสุดมีการจัดกลุ่มภาคสังคม พร้อมกำหนดวิธีการเลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อม เพื่อป้องกันการฮั้วกันเอง รวมทั้งปรับลดบทบาทหน้าที่ของ ส.ว.เหลือเพียงการ กลั่นกรองและยับยั้งกฎหมาย

กรธ.จัด 20 กลุ่มเลือก ส.ว.ทางอ้อม

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ธ.ค.ที่รัฐสภา นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงความคืบหน้าในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมคณะ กรธ.ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ว. แต่เบื้องต้นได้ให้คณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ ไปศึกษาว่า การจัดกลุ่มภาคสังคม เพื่อเลือก ส.ว.ทางอ้อม จะทำอย่างไรให้ได้ 20 กลุ่มอย่างครอบคลุมรอบด้าน ส่วนขั้นตอนเลือกตั้ง ส.ว.ทางอ้อม จะดำเนินการเป็นระดับ คือ 1.ระดับอำเภอ 2.ระดับจังหวัด และ 3.ระดับประเทศ จะเริ่ม การเลือกกันเองในอำเภอต่างๆ เมื่อได้รายชื่อมาแล้วจะมาเลือกกันในระดับจังหวัด ก่อนส่งรายชื่อเข้า ส่วนกลาง และให้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมาเลือกกันเอง ซึ่ง กรธ.ยังมีแนวคิด ว่าควรมีมาตรการไม่ให้เกิดการฮั้วของผู้สมัคร อาจจะให้ผู้สมัครไม่สามารถเลือกบุคคลที่อยู่ในกลุ่มสังคมเดียวกันได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่ถือว่าเป็นข้อสรุปของคณะ กรธ. เพราะต้องนำมาหารือกันอีกครั้ง

หั่นอำนาจ ส.ว.กลั่นกรอง-ยับยั้ง ก.ม.

นายอุดมกล่าวว่า กรธ.ยังได้พิจารณาเพิ่มหลักการเกี่ยวกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีหลักการว่าควรให้ ส.ว.มีอำนาจกลั่นกรองและยับยั้งร่างกฎหมายเท่านั้น ให้กระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายในชั้น ส.ว.มีความรวดเร็วขึ้น โดยให้เหลือขั้นตอนเพียง 2 วาระ คือ 1.การแปรญัตติและ 2.ลงมติให้ความเห็นชอบ จากเดิมที่วุฒิสภาจะพิจารณาร่างกฎหมาย 3 วาระ คือ 1.รับหลักการ 2.แปรญัตติ 3.ลงมติให้ความเห็นชอบ แต่ ส.ว.ยังคงมีอำนาจแก้ไขถ้อยคำตามในร่างกฎหมายตามเดิม แต่จะไม่สามารถแก้ไขเกินกว่าหลักการที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบมาได้ เมื่อถามว่า การลดขั้นตอนของการ พิจารณากฎหมายในวุฒิสภาเหลือแค่ 2 วาระ จะมีผลให้วุฒิสภาเป็นตรายางหรือไม่ นายอุดมกล่าวว่า ยืนยันว่าวุฒิสภาจะไม่ได้มีสภาพเป็นตรายาง อำนาจการยับยั้งร่างกฎหมายยังมีอยู่ เช่น หากเกิดกรณีที่วุฒิสภาเห็นว่าร่างกฎหมายใดบกพร่องก็แก้ไขหรือลงมติไม่ให้ความเห็นชอบในขั้นตอนสุดท้ายได้

ห้าม ครม.รื้อ ก.ม.องค์กรอิสระฝ่ายเดียว

นายอุดมกล่าวว่า ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ คณะกรรมการ กรธ.เห็นว่า หากจะแก้ไขกฎหมายขององค์กรใด ผู้เสนอร่างกฎหมายจะต้องเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวเท่านั้น โดย ครม.จะไม่สามารถเสนอร่างกฎหมายนั้นได้เพียงลำพัง เพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงองค์กรอิสระ จากนั้นจะต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ เมื่อทั้งสองสภาพิจารณาเสร็จแล้ว องค์กรตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะต้องทำความเห็นว่ามีประเด็นใดในร่างกฎหมายบ้างที่อาจเป็นอุปสรรคในการทำงาน หากเห็นว่ามีปัญหาต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป แต่ถ้าไม่มีประเด็นปัญหา ไม่จำเป็นต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากเป็นกรณีการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กรธ.ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะให้องค์กรใดมาเป็นผู้วินิจฉัยในขั้นตอนสุดท้าย แต่จะไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ขัดกัน

สนช.แก้ข้อบังคับสอยนักการเมือง

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2557 เพื่อปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับการประชุมจำนวน 13 ประเด็น 18 ข้อ อาทิ การกำหนดให้มีคณะ กมธ.วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้นอีกคณะหนึ่ง กำหนดให้คณะ กมธ.สามัญ สามารถตั้งคณะอนุ กมธ.เพิ่มได้อีก 1 คณะ ปรับปรุงแก้ไขเรื่องการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยแก้ไขขั้นตอนการยื่นญัตติ กำหนดให้สมาชิกเสนอญัตติซักถามต่อคณะ กมธ.ซักถามภายใน 7 วัน นับแต่วันแถลงเปิดสำนวน และให้ กมธ.ซักถาม เป็นผู้ซักถามได้เฉพาะประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่หากยังไม่ได้คำตอบตามประเด็นที่ซักถาม กมธ.ซักถามสามารถซักถาม ตามประเด็นที่กำหนดไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง จากเดิมที่กำหนดให้สามารถถามได้เพียงครั้งเดียว

“สมเจตน์” ดันตั้ง กมธ.ก่อนลงมติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.ได้ลุกขึ้นเสนอให้เพิ่มหลักการในการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2557 โดยขอให้เพิ่มขั้นตอนการถอดถอน โดยให้ประธาน สนช.ตั้งคณะ กมธ.ขึ้นมา เพื่อสรุปข้อเท็จ จริงพยานหลักฐานก่อนที่จะลงมติถอดถอน ซึ่งนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช.ผู้เสนอญัตติไม่ขัดข้อง และที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับหลักการที่ พล.อ.สมเจตน์ เสนอให้เป็นประเด็นที่ 14 ด้วยคะแนน 103 ต่อ 32 คะแนน งดออกเสียง 6 คะแนน ก่อนที่ ที่ประชุมจะรับหลักการร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) ด้วยคะแนน 129 ต่อ 11 งดออกเสียง 3 คะแนน พร้อมตั้งคณะ กมธ.สามัญจำนวน 17 คน โดยมีเวลาในการพิจารณาภายใน 60 วัน จากนั้น ประธาน สนช.สั่งปิดประชุมเวลา 16.30 น.

“สมบัติ” แนะปรับสูตร ส.ส.ควบ รมต.

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่ กรธ.มีเเนวคิดให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีควบคู่กันไปได้ว่า เป็นไปตามหลัก การระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่ผ่านมา ยกเว้นรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ให้ใช้ระบบรัฐสภาแบบแบ่งแยกอำนาจ ไม่ให้ควบตำแหน่ง ส.ส.กับรัฐมนตรี ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ใช้ระบบนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ แต่ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ควบตำแหน่ง เพราะ ส.ส.ไทย ต้องเข้าร่วมประชุมสภาฯ 2 สมัยรวมเวลา 8 เดือน อาจกระทบต่อเวลางานในฐานะรัฐมนตรีได้ จึงควรประยุกต์นำหลักแบ่งแยกอำนาจมาใช้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 จะทำให้นายกฯและรัฐมนตรีทั้งคณะมีเวลาเต็มที่ไปแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่อพัฒนาประเทศได้มากที่สุด

นปช.ชี้เดินตามโรดแม็ปเกิดยาก

ด้านนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานของรัฐบาลที่ประกาศ โรดแม็ปอยู่ถึงปี 60 ว่า สถานการณ์แบบนี้ตนคิดว่ารัฐบาลคงเดินไปตามโรดแม็ปที่วางไว้ยาก เพราะความจริงแล้วตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลเข้ามา จนถึงขณะนี้บรรยากาศต้องคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่ปรากฏว่าบรรยากาศขณะนี้ยิ่งเครียดมากขึ้น หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ รัฐบาลคงจะเดินไปตามโรดแม็ปได้ยาก ปัญหาขณะนี้ไม่ได้คลี่คลายเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และหากไม่เป็นไปตามโรดแม็ปรัฐบาลก็ต้องอยู่ต่อ

“บิ๊กตู่” ปิดหน้าทำเนียบฯโชว์ผลงาน รบ.

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีเรียก พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. เข้าพบเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ว่า ก่อนเดินทางไปต่างประเทศได้สั่งงานไว้จึงมารายงานความคืบหน้า อย่าง พล.อ.ธีรชัยมาพบเพราะจะให้ดูเกี่ยวกับเกษตรกร และเรื่องประชารัฐ เนื่องจากมีหน่วยทหารอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงให้ช่วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯดูแลเรื่องภัยแล้งด้วย ส่วนการเตรียมแถลงผลงานรัฐบาล จะเน้น 5 กลุ่มงานที่รัฐบาลดำเนินการ มีอะไรก้าวหน้าไปบ้าง ขณะนี้เราอยู่ระยะที่ 2 กำลังเริ่มการปฏิรูป ไม่ว่าเรื่องคน เจ้าหน้าที่ กฎหมาย กฎกระทรวง ปัญหาหนึ่งจะไปเกี่ยวพันกับอีก 5-6 เรื่องที่ไม่ได้แก้ไขกันมา หากมีร้อยเรื่องจะเป็นกี่เรื่อง รัฐบาลจะใช้ถนนเลียบคลองเปรมประชากร หน้าทำเนียบรัฐบาล จัดนิทรรศการผลงานรัฐบาล และสื่อต้องทำหน้าที่เชิญคนให้มาดู ไม่ใช่จัดแล้วมาดูกันเอง เช่น ตลาดข้างคลองผดุงกรุงเกษม ตนทำเป็นตัวอย่างให้ประชาชนเห็นว่า สิ่งของต่างๆพัฒนาได้อย่างไร เพื่อให้นำไปปรับใช้

ดึงบิ๊กเอกชนช่วยขับเคลื่อนประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า กรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นำภาคธุรกิจมาเข้าพบ เป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะประชารัฐต้องร่วมมือกันทั้งรัฐบาล ข้าราชการ ภาคธุรกิจ ประชาสังคม ประชาชนทุกหมู่เหล่าเพื่อขับเคลื่อนประเทศ วันนี้ต้องสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถการแข่งขัน รัฐบาลทำคนเดียวไม่ได้ ต้องให้ภาคธุรกิจและภาคเอกชนเป็นแนวหน้า รัฐบาลจะอำนวยความสะดวก ดูแลขั้นตอนทางกฎหมาย เท่าที่ทราบผู้มาพบเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มูลค่าหลายแสนล้านบาท ตั้งใจมาแสดงให้รัฐบาลเห็นว่าพร้อมร่วมมือกับรัฐบาล เราจะฟังทุกความคิดเห็น ทุกอย่างต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ จะฟังแต่ละกลุ่มไม่ได้ ต้องคิดและไปร่วมกัน

เล็งชักบำเหน็จ–บำนาญใช้หนี้ครู

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงปัญหาด้านการศึกษาว่า ถ้าแก้ตามที่ทุกคนต้องการให้การศึกษาดีทั้งหมด ราคาถูกลงจะเอางบประมาณจากไหน วันนี้ใช้ไปมหาศาลแล้ว จะให้ลดงบประมาณ ลดจำนวนครูหรือลดเงินเดือนก็ไม่ได้ แล้วหนี้สินครูจะทำอย่างไร ครูทั้งหมดเป็นหนี้รวมกันเป็นล้านล้านบาท ขณะนี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาระยะที่ 1 กำลังหาเงินนำมาคลี่คลายสถานการณ์ เช่น เงินบำเหน็จ บำนาญข้าราชการ จะนำมาใช้ก่อนได้หรือไม่ หรือจะนำมาหมุนเวียนเพื่อให้ได้ลดหนี้ลง ให้มีเงินเก็บบ้าง บางคนไม่มีเมื่อรับเงินเดือน ก็ไม่มีเหลือเลยเพราะใช้ล่วงหน้าไปหมดแล้ว เมื่อมีโครงการอะไรลงไปก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีเงินผ่อนเขา เคยมีใครคิดหรือไม่

ยืนยันรถไฟไทย–จีนไม่มีล้ม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการร่วมทุนในโครงการก่อสร้างรถไฟว่า ต้องตั้งบริษัทร่วมทุนไม่ใช่ให้ทุกอย่างเขาหมด วันนี้มีปัญหาคือการต่อรองว่าจะลงทุนอย่างไร ฝ่ายละเท่าใด ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ประเทศชาติเสียเปรียบอยู่แล้ว แต่ต้องคำนึงถึงว่าถ้าร่วมทุนไปแล้วราคาค่าโดยสารขึ้นจะทำอย่างไร คิดให้ครบทุกมิติ สื่อห่วงตรงนั้นห่วงตรงนี้ สรุปว่าทำไม่ได้สักอย่าง ถ้าอยากมีรถไฟต้องหาทางหาความร่วมมือให้ได้ กลุ่มประเทศอื่นๆเราเปิดเสรีในการแข่งขัน เปิดประมูลมาร่วมทุนในเส้นทางอื่น ไม่ใช่ว่าให้ไปก่อนเพราะเรารักคนนี้มากกว่า จะรักใครให้เก็บไว้ในใจแสดงออกมาไม่ดีนัก แต่เราต้องแสดงความจริงใจกับทุกคน เมื่อถามว่า มีข่าวว่าโครงการรถไฟไทย-จีนอาจจะล้ม พล.อ.ประยุทธ์ ตอบเสียงดังขึ้นว่า ไม่ล้ม จะล้มได้อย่างไร ทำไม อยากล้มหรือ พูดไปก็เสีย ผลกระทบไปที่ประเทศจีน ความสัมพันธ์มีกันมาตั้งกี่ปีแล้ว ต้องทำอะไรให้เป็นสัญลักษณ์ให้ได้ก่อน เพราะครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ไทยจีน ต้องมีประวัติศาสตร์ ทำไมไม่คิดอย่างนี้ คุยกันต่อตรงไหนทำได้ก็ทำ

ห่วงกระแสต้านทูตมะกันลุกลาม

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แสดงความห่วงใยท่าทีของคนไทยที่มีต่อการแสดงออกของเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย หลังมีการเผยแพร่ภาพถ่ายเอกอัครราชทูตสหรัฐฯและแกนนำ นปช.ที่มีคดีก่อการร้ายติดตัว ทุกครั้งที่องค์กรระหว่างประเทศ หรือมิตรประเทศแสดงความห่วงในต่อสถานการณ์ในไทย หากแสดงความเป็นห่วงบนหลักการสากล โดยสุจริตเที่ยงธรรม รัฐบาลไทยน้อมรับ แต่ถ้าไม่ได้วางอยู่บนหลักการที่เป็นกลางอย่างแท้จริง หรือโน้มเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งด้วยอคติส่วนตัว หรือจากความไม่รู้ ย่อมนำความไม่สบายใจมาสู่คนไทย และอาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายกฯไม่ต้องการเช่นนั้น ความรู้ใหม่ของท่านทูต หากมีความประสงค์จะรับทราบเรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้นในไทย รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกมิติ ไม่ควรเสาะแสวงหาข้อมูลเองโดยปราศจากความเข้าใจเรื่องราวของประเทศไทยที่ถูกต้อง เพราะอาจถูกชี้นำโดยกลุ่มคนที่มีจุดประสงค์เคลือบแฝงได้

ร้อง บก.ป.ถอดเทปวิพากษ์ ม.112

ที่กองบังคับการกองปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 15.00 น. นายสนธิยา สวัสดี สมาพันธ์ตรวจสอบรัฐไทย (สปท.) เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข รอง ผบก.ป.เพื่อยืนหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษนายเกล็น ที.เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย กรณีวิพากษ์วิจารณ์บทลงโทษมาตรา 112 จำคุกผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทสถาบันฯ ในงานเสวนาสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. โดยนายสนธิยานำเอาบทความที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โพสต์ลงเฟซบุ๊กวิจารณ์เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย มาให้พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐานประกอบคำพิจารณา ขอให้พนักงานสอบสวนบก.ป. ถอดเทปถ้อยคำที่นายเกล็น ที. เดวีส์ กล่าวปราศรัยภายในงานเสวนาดังกล่าว และตรวจสอบพฤติการณ์ของผู้จัดงานว่ามีจุดประสงค์แอบแฝงใดหรือไม่ หากพบว่าเข้าข่ายหมิ่นประมาทมาตรา 112 ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย โดย พ.ต.อ.ณษ รับเรื่องไว้ ก่อนสั่งการให้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป

บี้สอบซ้อมนักโทษขอนแก่นโมเดล

วันเดียวกัน นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอช ประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวแสดงความกังวลต่อกรณีที่นักโทษคดีขอนแก่นโมเดล ออกมาเปิดเผยกับทนายความว่าถูกทหารทำร้ายร่างกายระหว่างการควบคุมตัว โดยระบุว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องตอบสนองต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว ด้วยการเปิดสอบสวนอย่างจริงจังและทันที ไม่ใช่ทำเป็นไม่ใส่ใจ สมควรที่จะย้ายผู้ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารไปอยู่ในสถานที่ของหน่วยงานราชการที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และทั้งนี้ การกระทำใดๆของรัฐบาลไทย ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ใส่ใจต่อความกังวลของสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน ถือเป็นการนำประเทศไปสู่สถานะรัฐนอกคอก ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมโลก

“บิ๊กป้อม” ถก ทภ.2 คุมเข้มอีสาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 08.00 น. วันที่ 4 ธ.ค. ที่กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. จะเดินทางไปประชุมร่วมกับผู้บังคับหน่วยทหาร ผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับหน่วยตำรวจ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด เพื่อมอบนโยบาย ความมั่นคง กำหนดแนวทางการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ในช่วงทำกิจกรรมสำคัญ เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชนที่จะออกมาทำกิจกรรม “ปั่นเพื่อพ่อ bike for dad” ในวันที่ 11 ธ.ค. จึงได้แจ้งไปยังกองทัพภาคที่ 2 ให้เชิญประชุมด่วน หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กำชับให้หน่วยงานความมั่นคงดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เนื่องจากภาคอีสานเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ต้องจับตากลุ่มเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบเป็นพิเศษ และจะเดินทางไปประชุมที่กองทัพภาคที่ 3 ด้วย

“นพดล” แนะ “ปู” เพิ่มเหตุผลขอศาล

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศให้สัมภาษณ์กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางไปตามคำเชิญของรัฐสภายุโรปว่า เรื่องนี้เป็นดุลยพินิจของศาล ไปก้าวล่วงไม่ได้ เมื่อศาลไม่อนุญาตคงจะไปไม่ได้ ต้องเคารพการตัดสินใจของศาล สมัยที่ตนเป็นจำเลยต้องขออนุญาตศาลเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีเหตุผลและความจำเป็น จำเลยสามารถยื่นขออนุญาตได้อีก ศาลจะพิจารณาเป็นกรณีๆไป หากในอนาคตมีการเชิญลักษณะนี้อีก อาจต้องมีการชี้แจงเหตุผลให้ครบถ้วน และบอกถึงความจำเป็นให้มากขึ้น

บี้ คค.แจงจัดซื้อระบบตรวจผู้โดยสาร

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดซื้อระบบตรวจสอบและกลั่นกรองผู้โดยสารล่วงหน้า หรือ APPS ของบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จำกัด (มหาชน) ว่า การจัดซื้อระบบดังกล่าว วงเงิน 8,313.9 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี หากไม่รวมส่วนที่ สตม.จะได้รับแบ่งค่าตรวจผู้โดยสาร วงเงินนี้จะลดลงเหลือ 7,190.4 ล้านบาท ขณะที่ข้อเท็จจริงจะมีผู้โดยสารหรือนักท่องเที่ยวมากขึ้นทุกปี การเพิ่มจากราคากลาง 7,190.4 ล้านบาท เป็น 8,313.9 ล้านบาท โดยไม่รวมส่วนของ สตม.วงเงินสูงขึ้นถึง 45% ทั้งที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยทำหนังสือให้ ทอท.ทบทวนราคากลางใหม่ เพราะทำให้ ทอท.เสียประโยชน์ แต่ ทอท.กลับทำให้ค่าจ้างบริษัทผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นถึง 45% และเงิน 35 บาท ที่ผู้โดยสารต้องจ่ายเพิ่มขึ้นต่อคนต่อเที่ยว พบว่าบริษัทได้รับส่วนแบ่งถึง 27.50 บาท/คน ถาม รมว. คมนาคมว่าเหมาะสมหรือไม่

ลากไส้ กทม.ล็อกสเปกเครื่องดนตรี

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.กล่าวว่า หลังการตรวจสอบการบริหารงานในกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลายกรณีส่อว่าไม่โปร่งใส เช่น โครงการจัดซื้อเปียโนและอุปกรณ์ดนตรีให้โรงเรียนในสังกัด กทม. ด้วยงบประมาณ 1,300 ล้านบาท มีการร้องเรียนว่าอาจมีการล็อกสเปกจัดซื้ออุปกรณ์ดนตรี ซึ่งการพัฒนาศักยภาพทางดนตรีในโรงเรียนเบื้องต้นให้กับเด็ก ให้เรียนรู้การอ่านอักษรโน้ต เล่นคีย์บอร์ดธรรมดา หรือเป่าเม้าท์ออแกน ที่มีราคาถูกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องผลาญภาษีประชาชนมาซื้อเปียโน ราคาหลังละ 165,000 บาททุกโรงเรียน และยังมีการซื้อกีตาร์คลาสสิก ปัจจุบันเครื่องดนตรีกองสุมไว้ไม่มีการใช้ประโยชน์ ซึ่งวันที่ 7 ธ.ค.จะเปิดเผยรายละเอียด

“สิระ” จี้ “บิ๊กตู่” ปลด ผอ.พอช.

นายสิระ เจนจาคะ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสังคม และประธานเครือข่ายชาวบ้านริมคลอง กล่าวถึงการคัดค้านโครงการบ้านมั่นคงของรัฐบาลว่า จากโครงการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของ กทม.ในพื้นที่ 40 ชุมชน ประชาชนยินดีพร้อมรื้อบ้านออกจากคลอง แล้วไปสร้างบ้านใหม่ตามโครงการบ้านมั่นคง ที่ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.รับผิดชอบ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปความกว้างของแนวเขื่อนว่ากี่เมตร แต่ปรากฏว่าที่เขตหลักสี่ มีการตอกเสาเข็มแล้ว ทำให้เชื่อว่ามีความไม่โปร่งใส จึงขอเรียกร้องนายกฯ และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ เปลี่ยน ผอ.พอช.คนใหม่

สืบพยาน “หมอเลี้ยบ” ตั้งบอร์ด ธปท.

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลนัดตรวจหลักฐานคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ฟ้องนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.คลัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเมื่อปี 2551 จำเลยแต่งตั้งประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ธปท.โดยมิชอบ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยว่า คณะกรรมการที่ถูกคัดเลือก มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ก่อนจำเลยจะยกเลิกการแต่งตั้ง จากพยานหลักฐานโจทก์และจำเลย องค์คณะนัดให้โจทก์นำพยานเข้าไต่สวนอีก ในวันที่ 9 มี.ค.59 ส่วนฝ่ายจำเลย ศาลอนุญาตให้นำพยานเข้าไต่สวน ในวันที่ 21 เม.ย. และ 12 พ.ค.59

เปิดตลาดของขวัญแด่พ่อ–ปีใหม่

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่บริเวณริมคลองผดุง กรุงเกษม ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นประธานเปิดงานแสดงสินค้า “ของที่ระลึกแด่พ่อ ของขวัญปีใหม่” ที่จะจัดไปถึงวันที่ 24 ธ.ค. โดยมีผู้แทนบริษัทเอกชน เอกอัครราชทูตจากประเทศอังกฤษ อียิปต์ ปากีสถาน มองโกเลีย ลาว สิงคโปร์ ร่วมงาน โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประเทศต้องปรับแก้หลายอย่าง ต้องเดินไปด้วยกันเป็นประชารัฐ วันนี้ทุกคนในประเทศเป็นพระเอกทั้งหมด ผู้ร้ายอยู่ไหนไม่รู้ ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน สิ่งใดที่ขัดขวางการเดินหน้าเศรษฐกิจถือว่าเป็นอันตรายทั้งหมด ใครที่เอาประเทศไปพูดในทางไม่ดีอย่าไปฟัง ปัญหามีมากมาย บางอย่างต้องแก้กฎหมายก่อน และขอให้ปีหน้าเป็นปีแห่งอนาคต เราจะเดินไปด้วยกัน แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศ หากเราเข้มแข็ง เพื่อนบ้านและสังคมโลกจะเข้มแข็ง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้