วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตู่ห่วงอุดมเดช ระบุผิดต้องรับ

ตู่ห่วงอุดมเดช ระบุผิดต้องรับ

  • Share:

ไม่คิดว่าทุจริต! ยังไม่ปรับครม. ราชทัณฑ์นำชม เรือนจำมทบ.11

“บิ๊กตู่” ยืนยันการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ ยึดหลักโปร่งใส-ตรวจสอบได้ ทำตามขั้นตอนไม่บิดข้อเท็จจริง รับห่วง “บิ๊กโด่ง” หากพบมีเอี่ยวต้องรับผิด ลั่นยังไม่ปรับ ครม.ตามกระแสกดดัน วอนให้ทุกฝ่ายคิดถึงส่วนรวมอย่าโยงเข้าประเด็นการเมือง แกนนำ นปช.คนสำคัญตบเท้าเข้าร้อง “ตู่-เต้น” ถูกคุกคาม แม้ลูกที่ไปโรงเรียนยังโดนถ่ายภาพ “วีระกานต์” จี้ “อุดมเดช” ไขก๊อกลาออกเพื่อเสถียรภาพรัฐบาล ผบช.ก.ยันเอาผิดผู้เกี่ยวข้องคดีหมิ่นฯให้ถึงที่สุด “ศรีวราห์” บอกส่งสำนวนให้อัยการทหารครบทุกสำนวนก่อนปีใหม่ เผยกองทัพยังไม่แจ้งในส่วนคดีก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ อธิบดีคุกพาสื่อทัวร์เรือนจำชั่วคราว แขวงถนนนครไชยศรี ขณะที่ “บิ๊กต๊อก” บอกนายกฯไม่ได้กำชับประเด็นใดเป็นพิเศษ ระบุเห็นใจ “บิ๊กโด่ง” อยากให้สังคมแยกแยะ

ยังเป็นที่จับตามองของสังคม กรณีตรวจสอบการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งในส่วนคณะกรรมการตรวจสอบกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม แม้จะมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายออกมายืนยันว่าการจัดสร้างโครงการดังกล่าวเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต ตรวจสอบได้ ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นบช. ถูกเชิญตัวไปทำความเข้าใจในค่ายทหารหลังนัดรวมพลคนเสื้อแดงไปอุทยานราชภักดิ์ ต่างออกมายืนยันว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหวหวังผลทางการเมือง ส่วนการดำเนินคดีหมิ่นเบื้องสูง ชุดสืบสวนสอบสวนคดีที่มี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าชุด เตรียมออกหมายจับนายตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่ม ท่ามกลางกระแสข่าวตำรวจ-ทหาร ที่ถูกออกหมายจับต่างทยอยหลบหนีออกนอกประเทศผ่านพรมแดนธรรมชาติ

“บิ๊กตู่” ยันโปร่งใส-ตรวจสอบได้

ความคืบหน้า ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบปัญหาโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ว่า วันนี้พวกเราทุกคนมาร่วมกันถวายสัตย์ฯว่าจะเป็นข้าราชการที่ดีดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างเท่าเทียม ที่ผ่านมาแม้จะมีปัญหาอยู่บ้าง รัฐบาลจะใช้เวลาที่มีอยู่ทำให้ประชาชนมีความรักความสามัคคี ส่วนเรื่องความขัดแย้งต้องปล่อยให้กฎหมายดำเนินการ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ยืนยันว่ารัฐบาลทำทุกอย่างโดยใช้ข้อกฎหมาย สิ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอดคือความโปร่งใส มีประสิทธิภาพตรวจสอบได้ หลายเรื่องอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างให้สังคมเข้าใจและจะผิดจะถูกอย่างไรก็ให้สอบสวนกันมา วันนี้ต้องอย่าเอาหลายๆ อย่างมาเป็นประเด็นขัดแย้งเดียวกันเพราะมันเกิดขึ้นคนละเวลา แต่การทำงานเหมือนกันทุกขั้นตอน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.พูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว เป็นห้วงเวลาที่การตรวจสอบจะต้องดำเนินไปตามขั้นตอน

สอบตามขั้นตอนไม่มีบิดพลิ้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องที่พูดถึงนั้นหมายถึง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่สิ เกี่ยวข้องตรงไหน พล.อ.อุดมเดชอยู่ในส่วนของโครงการ ต้องไปชี้แจงกับคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหมเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เมื่อถามว่า กำหนดกรอบเวลาในการทำงานของคณะกรรมการสอบหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ทุกคนจะเร่งรัดแต่กรอบเวลาที่ผ่านมาทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการโดยตลอดและไม่เคยมีการบิดพลิ้วอะไรสักอย่าง แต่สื่อและคนบางกลุ่มยังคิดไปเองว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พยายามไม่พูดมาตั้งแต่แรก ไม่ใช่การปิดบัง แต่รู้ว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร เพราะหน่วยงานในการตรวจสอบนั้นมีอยู่ตามปกติของหน่วยงานราชการ อาทิ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม และองค์กรอื่นๆ อาทิ ป.ป.ช.-สตง. ส่วนเรื่องของความรับผิดชอบนั้นต้องรอให้มีความชัดเจนก่อนว่าผิดถูกอย่างไร ต้องย้อนกลับไปดูของเดิมๆด้วยว่าเป็นอย่างไร ไม่ได้ พยายามเปรียบเทียบ แต่การจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งนั้น เร็วไปก็ไม่ได้ ช้าเกินไปก็ไม่ดี ขอให้ทุกคนยึดหลักการซึ่งตนอยู่ตรงนี้รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

ท้ายสุดนายกฯต้องตัดสินใจ

เมื่อถามว่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อมีผลสอบออกมาแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าต้องเป็นอย่างนั้น อย่างคดีทั่วไปก็ต้องรอการตัดสินจากคณะกรรมการเพื่อทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น ที่พูดหมายความว่า อย่าไปเร่งรัดเขามากเดี๋ยวกระบวนการจะเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่นอีก ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เมื่อถึงเวลาที่ผลสอบออกมา นายกฯจะตัดสินใจเองใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ตนมีอำนาจในการ ตัดสินใจบางอย่าง และผู้ที่เกี่ยวข้องก็รู้ตัวเขาเอง ท้ายสุดตนก็ต้องตัดสินใจ เมื่อถามว่า หากกรณีผลสอบของกระทรวงกลาโหมออกมาแล้วสามารถตัดสินใจได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้องค์กรอื่นๆสอบสวนอีกใช่ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าต้องให้เขาตรวจสอบก่อน มีอำนาจตรวจสอบก็ตรวจสอบไปจะผิดจะถูกก็ว่ามา

ปิดปากรอผลตรวจสอบ

เมื่อถามว่า จะให้กระทรวงยุติธรรมโดยศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอ.ตช.) เข้าไปตรวจสอบด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าต้องรอผลสอบก่อน คณะกรรมการของกระทรวงกลาโหมก็รอการตรวจสอบจากกองทัพบกต้องตรวจสอบ ให้ชัดเจน หากกระทรวงกลาโหมตรวจสอบมาไม่ยอมรับอีก สตง.เข้าไปตรวจสอบก็ไม่ยอมรับอีกแล้วจะให้ทำอย่างไร ทั้งนี้ตนจะทำอย่างไรนั้นต้องพิจารณาให้ดี ขัดแย้งกันวันนี้ยังไม่พอยังจะเอาอนาคตมาขัดแย้งอีก ตนไม่ทำอย่างนั้นทุกอย่างอยู่ในหัว ไม่ได้ทำแค่นี้ ไม่ขอตอบเรื่องนี้แล้ว ต้องรอผลการตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุด แต่หากเร็วเกินไปก็บอกว่าไม่ชัดเจนหาว่าเป็นพวกเดียวกันช่วยกัน แต่ถ้าช้าเกินไปก็บอกว่าปิดบัง จะให้ทำอย่างไร

เปรยอึดอัดบ้านเมืองทุกเรื่อง

ต่อข้อถามว่าส่วนตัวนายกฯรู้สึกอึดอัดต่อกรณีนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าอึดอัดทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ประเทศจะไปอย่างไรรัฐธรรมนูญจะไปอย่างไร จะเลือกตั้งได้หรือไม่ เศรษฐกิจจะแก้ทันหรือไม่ จะแก้เรื่องการศึกษาได้หรือไม่ ทั้งหมดเป็น 100 เรื่อง แต่ทุกคนต้องการหมดพร้อมกันทีเดียว ผมทำให้ไม่ได้ ถ้าคนมีความรับผิดชอบมันก็ต้องอึดอัด ทุกกระทรวงผมดูแลหมด ไม่ได้ปล่อยให้ทำโน่น ทำนี่เอง เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรอบนโยบาย แต่ว่าจะทำอย่างไรผิดถูกอย่างไรไปตรวจสอบกันมา ผมไม่ได้สั่งว่าต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผมบอกเพียงว่ามีทางเลือก หนึ่ง สอง สาม ก็ให้ไปเลือกกันมาว่าจะทำแบบไหน

ยอมรับไม่คิดว่ามีทุจริต

เมื่อถามว่า ลึกๆแล้ว นายกฯคิดว่าไม่มีการทุจริตในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าแน่นอน แต่ก็ต้องไปดูว่าทุจริตที่บุคคลหรือส่วนไหน รายรับ รายจ่าย งบฯกลางที่เอาลงไปนั้นมีความชัดเจนถูกต้องหรือไม่ และงบฯบริจาคมาจากไหนบ้าง ถูกต้องหรือไม่ มันมีส่วนหนึ่งที่ผิดโดยคนไม่กี่คน คิดว่าคนส่วนนี้จะอยู่ในนี้อย่างนั้นหรือ ตรวจอย่างไรก็ไม่เจอเพราะคนมันขี้โกง มันก็ต้องสองคนที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้วเพราะถ้าไม่ผิดคงไม่หนี ต้องดูตรงนี้ ทุกคนเจตนาดีทั้งหมด คิดว่าไม่มีใครหวังว่าทำเพื่อจะโกงทำเป็น 1,000 โครงการ แต่บังเอิญเริ่มแรกมาจากคนที่ทำงานใกล้ชิดสถาบันนั่นแหละคือปัญหา อยากให้แยกออกจากกัน

ห่วง “บิ๊กโด่ง” หากผิดก็ต้องรับ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วง พล.อ.อุดมเดชหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าในความเป็นส่วนตัวผมก็ต้องห่วง น้องผมนะ แต่ในความรับผิดชอบก็ต้องทำอย่างที่บอก โดยเอาระเบียบกติกาที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว เมื่อถามว่า มั่นใจว่า พล.อ.อุดมเดช จะบริสุทธิ์หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่าผมโตด้วยกัน หากผิดต้องยอมรับ ถ้าไม่ผิดก็ต้องโอเค ทำงานไป ต้องไปหาคน ผิดมาลงโทษ ที่บอกว่าต้องรับผิดชอบทางการเมือง ต้องรับผิดชอบตั้งแต่วันนี้หรือแล้วมันชัดเจนหรือยังว่าผิดตรงไหน รายรับ รายจ่าย งบฯต่างๆ การก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ เขาสั่งให้เรียกค่าหัวคิวหรือเปล่าก็ไม่รู้อีก เป็นที่ไอ้คนนั้นหรือเปล่าที่ไปเรียกหัวคิว ขอให้ประชาชนก็อย่าเป็นเครื่องมือของใคร นี่คือหนึ่งในพันอย่างที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ ไม่ใช่เอาหนึ่งอย่างมาเหมารวม 999 อย่าง

ลั่นไม่ปรับ ครม.ตามกระแส

ต่อข้อถามว่า จากกรณีดังกล่าวทำให้เกิดกระแสข่าวเรียกร้องให้ปรับ ครม. พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่ามีก็มีไปสิ ผมก็คิดของผมอยู่ เมื่อถามว่ายอมรับว่าจะมีการปรับ ครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์หงุดหงิดว่ายังไม่ยอมรับ บอกแล้วว่าให้มีการตรวจสอบมาก่อนจะให้ผมพูดยอมรับให้ได้หรือ ผมไม่ทำตามกระแส ผมให้ความเป็นธรรมทุกคน ถ้าผมทำตามกระแส ผมคงไม่ต้องใช้เวลาพิจารณาทั้งเรื่องจำนำข้าวและเรื่องอื่นๆ

แนะมองให้กว้างอย่าเหมือนม้าแข่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังให้สัมภาษณ์เสร็จ พล.อ.ประยุทธ์เตรียมเดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ว่าจะไม่อารมณ์ร้อนแล้วนะ แต่อากาศมันร้อน ก่อนกล่าวต่ออีกว่า เปิดตาให้กว้าง พร้อมแสดงท่าทางนำมือทั้งสองข้างป้องไปที่ขมับทั้งสองข้าง ลักษณะเหมือนม้าแข่งสวมแว่นตา แล้วกล่าวอีกว่าต้องเปิดตาให้กว้าง อย่าเหมือนกับม้าแข่ง ไม่ใช่วิ่งอยู่แต่ในลู่จะไม่มีวันชนะ ฉะนั้นต้องมองให้กว้าง

วอนทุกกลุ่มคิดถึงส่วนรวม

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเสมอภาค หากไม่ไปกระทบต่อประเทศชาติ สุจริตชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเดินทางไปยังที่ต่างๆ แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะให้คนบางกลุ่มมีอิสระในการสร้างความวุ่นวาย ปั่นป่วน ปลุกระดมก่อความไม่สงบในประเทศ คณะรัฐมนตรีทำงานอย่างหนักทุกวันไม่มีวันหยุด คงดำเนินการไม่ได้อย่างเต็มที่หากยังต้องคอยพะวงกับปัญหาภายในที่บางกลุ่มพยายามก่อขึ้น ขอให้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่ม นปช.หยุดคิดสักนิดว่า ถึงเวลาคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมแล้วหรือยัง ให้โอกาสคนไทยได้ทำมาหากินและอยู่อย่างสงบสุข ไม่ใช่พยายามสร้างกระแสโจมตีรัฐบาลคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน

นปช.แห่ร้องถูกคุกคาม

ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกอบด้วย นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ยุติการคุกคามและละเมิดสิทธิของประชาชน โดยนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ ผอ.ส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยนางธิดากล่าวว่า ปัญหาโครงการอุทยานราชภักดิ์เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. วิเคราะห์และวิจารณ์เหมือนพลเมืองทั่วไป เพื่อให้สังคมกระจ่าง แต่หลังมีการปล่อยตัว ปรากฏมีการยกระดับคุกคาม และละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ มีทหารทั้งในและนอกเครื่องแบบ ยานพาหนะรูปแบบต่างๆ ไม่ติดป้ายทะเบียน ติดตามเฝ้าตลอด 24 ชม. ซึ่งไม่น่าไว้วางใจ

ลูกไปเรียนยังถูกตาม

“นอกจากนี้ ยังมีการคุกคามภรรยาและบุตรแม้ขณะไปโรงเรียน มีการติดตามและถ่ายภาพ จึงขอให้หัวหน้า คสช.พิจารณายุติข่มขู่คุกคาม ปลดปล่อยให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพได้แล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประชาชน ในการนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตย แม้จะปกครองด้วยอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ แต่ ม.4 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ระบุศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย และที่สำคัญไม่ควรนำ ม.44 มาใช้กับนายณัฐวุฒิและนายจตุพร เพราะยังไม่ได้นำมวลชนไป จึงเรียกร้องรัฐบาลยุติการกระทำที่ป่าเถื่อน ยุติการคุกคามที่ไม่ใช่เฉพาะแกนนำ นปช.เท่านั้น หลังจากนี้ จะยื่นหนังสือไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยหรือไม่นั้น ขอหารือกันก่อน” นางธิดากล่าว

“หมอเหวง” บอกให้ถอนทหาร

นพ.เหวงกล่าวว่า ความจริงแล้ว ถ้ามีอะไรก็ควรจะเชิญตัวไปพูดคุย หรือจะให้ลงนามในหนังสืออะไรก็ว่าไป แต่ไม่ใช่มาตามเฝ้า 24 ชม. ขอให้ถอนกำลังทหารออกไปทั้งหมดทันที อยากให้เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกคุกคาม โดยเฉพาะคนที่เป็นเพศแม่ แค่ไปส่งลูกเรียนหนังสือไม่เห็นต้องตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าวได้มีการนำรูปภาพถ่ายครอบครัวทั้งของนายจตุพรและนายณัฐวุฒิ ในอริยบถต่างๆมาแสดงด้วย

“วีระกานต์” จี้ “บิ๊กโด่ง” ลาออก

นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช.กล่าวว่าปัญหาโครงการอุทยานราชภักดิ์ ถ้าจะทำให้เป็นปัญหาสำคัญมันก็ได้ คือปกป้องปกปิดแบบนี้แหละ แต่ถ้าเปิดเผย จัดการกันตามตัวบทกฎหมายที่มีมันก็จบไปเป็นเรื่องๆ เรื่องนี้จบง่ายไม่มีปัญหาอะไร เพราะโครงการนี้ทุจริตชัดเจน มีหมายจับคนที่เกี่ยวข้องออกมาแล้ว คิดว่าดีสุดคือ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและอดีต ผบ.ทบ.เสียสละด้วยการลาออกน่าจะเป็นวิธีดีที่สุด ถ้าต้องการให้รัฐบาลอยู่รอดปลอดภัย หากยังดึงดันอยู่อย่างนี้ มีหวังรัฐบาลไปทั้งคณะ และส่วนตัวไม่เชื่อว่า พล.อ.อุดมเดช ลงมือทุจริตด้วยตัวเอง ซึ่งคนที่เกี่ยวข้องจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนต้องร่วมตัดสินใจ

ผบช.ก.รอคำสั่ง “บิ๊กแป๊ะ” คดี ม.112

อีกด้าน ที่ห้องประชุม 404 ชั้น 4 บช.ก. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ว่า ต้องรอคำสั่งจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ว่า จะให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการตำรวจที่ถูกออกหมายจับหรือไม่ ส่วน พ.ต.ท.ธนบัตร ประเสริฐวิทย์ รอง ผกก.1 บก.ปคม.ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นใบลาออกและยังไม่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน และอยู่ระหว่างการติดตามตัวจากแนวทางการสืบสวนทราบว่า พ.ต.ท.ธนบัตรยังไม่ได้หลบหนีออกนอกประเทศ

ยันต้องเอาผิดอย่างถึงที่สุด

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวต่ออีกว่า ส่วนผู้ต้องหาคนอื่นๆก็ยังไม่แน่ชัดว่าหลบหนีไปต่างประเทศหรือไม่ ขอฝากถึงผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ ให้มามอบตัวรับโทษ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผู้ที่กระทำผิดก็ต้องโดนจับดำเนินคดีตามกฎหมาย หากตนยังดำรงตำแหน่ง ผบช.ก.จะดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด ส่วนจะมีการปฏิรูปแนวทางการทำงานและปรับวิสัยทัศน์ของข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.ป.หรือไม่นั้น โดยส่วนตัวคิดว่าไม่มีความจำเป็น เนื่องจากทุกหน่วยงานต้องมีทั้งคนดี และคนไม่ดี และที่ผ่านมาตำรวจกองปราบฯ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เป็นที่พึ่งที่ดีของประชาชนเสมอมา

กองทัพยังไม่เข้าแจ้งเอาผิด

“จนถึงขณะนี้ยังไม่คำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป.กรณีที่ปล่อยปละละเลยให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี เนื่องจากเป็นอำนาจการพิจารณาของ ผบ.ตร.ที่มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.อัคราเดช มาช่วยราชการ ส่วนตัวยังไม่มีการเรียก พล.ต.ต.อัคราเดชเข้ามาพบแต่อย่างใด ส่วนกรณีการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ขณะนี้ ทางกองทัพยังไม่ได้เข้ามาแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดี เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม” พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าว

ส่งสำนวนคดีหมิ่นหมดภายในสิ้นปี

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ในวันที่ 4 ธ.ค.จะส่งสำนวนคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีความเห็นทางคดีอีก 4 สำนวน ก่อนส่งให้อัยการทหารมีความเห็นภายในสัปดาห์นี้ คดีนี้มีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องหลายนาย ดังนั้น จึงต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.พิจารณาการกระทำความผิดอีกทางหนึ่ง คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถส่งสำนวนคดีหมิ่นสถาบันฯ ทั้ง 16 สำนวน ให้อัยการทหารมีความเห็นทางคดีได้ทั้งหมด ยืนยันไม่หนักใจในการทำคดีนี้ หากพบหลักฐานการกระทำผิดเพิ่มจะสามารถดำเนิน คดีเพิ่มเติมได้ สำหรับนายตำรวจยศ พล.ต.ต.และ พ.ต.ท.ที่ถูกออกหมายเรียกมาพบพนักงานสอบสวน ในความผิดฐานตั้งสถานีวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ขณะนี้พบหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน

ให้รอง ผกก.1 บก.ปคม. ออกแล้ว

พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผบก.ปคม. เปิดเผยว่า ตนเข้ามารับตำแหน่ง ผบก.ปคม. ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ทราบว่ามีคำสั่งให้ พ.ต.ท.ธนบัตร ประเสริฐวิทย์ รอง ผกก.1 บก.ปคม. ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.บช.ก.แล้ว และหลังจากที่ศาลทหารออกหมายจับ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.ธนบัตรออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนแนวทางการสืบสวนได้จัดตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งในเขต กทม.และใน จ.สมุทรปราการ ที่เป็นบ้านญาติของผู้ต้องหา พร้อมกระจายกำลังออกสืบสวนหาข่าวตามชายแดน เบื้องต้น พล.ต.ท.ฐิติราชกำชับให้เร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีโดยเร็ว ให้สรุปผลการติดตามตัวเพื่อนำเสนอต่อ ผบช.ก. ทุก 3 วัน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

“บิ๊กต๊อก” ชี้นายกฯไม่ได้กำชับพิเศษ

ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า กรณีการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ เพียงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบเรื่องนี้ทำไปตามหน้าที่ หากพบใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการกฎหมาย เน้นย้ำให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และให้หน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระตรวจสอบให้เต็มที่ ให้เหมือนกับที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่น อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ หากจะให้มีการแถลงข่าวชี้แจงประชาชนเป็นระยะ เช่นเดียวกับกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงความคืบหน้าในคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จก.

เตรียมแถลงคืบหน้าเป็นระยะ

“ผมจะให้ ป.ป.ท. เป็นฝ่ายแถลงข่าว เพราะเป็นหน่วยงานที่ทำงาน แต่ไม่ใช่เป็นการแถลงข่าวในนามของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพราะจะแถลงแบบนั้น เนื่องจาก สตง.ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ โดย สตง. ไม่ได้เป็นองค์กรที่ขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรม เพียงแต่เข้ามาทำงานแบบบูรณาการภายใต้ของ ศอตช.เท่านั้น แต่ทั้งนี้ ศอตช. อาจจะมีการสรุปข้อมูลการตรวจสอบเป็นระยะเท่านั้น ผมเสนอให้แต่ละหน่วยงานที่ตรวจสอบเรื่องอุทยานราชภักดิ์ดำเนินการแถลงข่าวเป็นระยะหากสามารถทำได้” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

เห็นใจ “บิ๊กโด่ง” อยากให้แยกแยะ

พล.อ.ไพบูลย์เผยกรณีมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการปรับ ครม.ว่าตนไม่รู้ ไม่มีใครตอบได้ ส่วนกรณีที่เป็นข่าวลือ ก็เหมือนกับทุกช่วงที่ผ่านมาต่างคนต่างลือกันไป พอมีข่าวเรื่องอุทยานราชภักดิ์เข้ามาก็เลยไปกดดัน ไม่รู้ว่าหวังผลอะไรกัน ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ที่ผ่านมามี 2 ประเด็น ที่อยากให้ประชาชนได้เข้าใจและแยกแยะ คือเรื่องทุจริตกับประเด็นที่สังคมพูดกันและมีการถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับจริยธรรมทางการเมืองใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น อย่างจริยธรรมการเมืองไม่ขอตอบ เพราะไม่ใช่หน้าที่เป็นเรื่องของตัวบุคคล ส่วนเรื่องทุจริตขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ต้องขอความเป็นธรรมกับคนที่ถูกสอบสวนด้วย

เชื่อทั้งหมดขึ้นอยู่กับการชี้แจง

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่ออีกว่า พล.อ.อุดมเดช อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนของ คสช.และรัฐบาล ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นที่มากกว่านี้หรือไม่นั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการชี้แจง เชื่อว่าหากสื่อมวลชนถามในส่วนที่ตนเกี่ยวข้องนั้นก็สามารถตอบและชี้แจงได้ ทั้งนี้ อยากให้สังคมเข้าใจหน่วยงานที่เข้าไปตรวจสอบด้วย ยืนยันได้เลยว่า ตั้งแต่เรื่องนี้เกิดขึ้นได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมเข้าไปดูแล เชื่อว่าจะมีความคลี่คลายก็ต่อเมื่อมีการชี้แจงเป็นขั้นตอนไป

อธิบดีคุกพาสื่อชมเรือนจำชั่วคราว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันเดียวกัน นายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พ.อ. ถิรเดช ลิ้มคุณากูล ฝสธ. ผบ.พัน.ร.มทบ.11 นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ นายบุญญรักษ์ บุญญาธิการ หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวฯ มทบ.11 พาสื่อมวลชนเข้าตรวจเยี่ยมเรือนจำชั่วคราวแขวงนครไชยศรี มณฑลทหารบกที่ 11 (พัน.ร.มทบ.11) โดยห้ามนำอุปกรณ์การบันทึกภาพทุกชนิดติดตัว พบผู้ต้องหาคดีสำคัญถูกคุมขัง ประกอบด้วย ข.ช.จิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรืออาท ชัตเตอร์มหาเทพ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ม.112 ถูกขังอยู่ที่ห้องควบคุมที่ 1 กองร้อยที่ 1 ข.ช.จ่าสิบตำรวจประธิน จันทร์เกศ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ม.112 ถูกขังอยู่ที่ห้องควบคุมที่ 2 กองร้อยที่ 6 ข.ช.ณัฐพล ณ วรรณ์เล ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ม.112 ถูกขังอยู่ที่ห้องควบคุมที่ 3 กองร้อยที่ 5 ข.ช. ยูซูฟู เมียไรลี ผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์ฯถูกขังอยู่ที่ห้องควบคุมที่ 4 กองร้อยที่ 2 ข.ช.วัลลภ บุญจันทร์ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ม.112 ถูกขังอยู่ที่ห้องควบคุมที่ 4 กองร้อย 2 ข.ช.บิลา มูฮัมหมัด หรืออาเดม การาดัค ผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์ฯถูกขังอยู่ที่ห้องควบคุมที่ 5 ร้อย บก. และ ข.ช.พาหิรัญ กองคำ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันฯ ถูกขังอยู่ที่ห้องควบคุมที่ 5 ร้อย บก.

ขัง “อาท” ในห้อง “หยอง” เคยอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาคารที่ใช้เป็นห้องขังผู้ต้องหานั้น เป็นอาคารกองร้อยค่ายทหาร ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ก่อด้วยซีเมนต์ ชั้นที่ 2 เป็นไม้ มีบันไดทางขึ้นตรงกลาง ตรงฝั่งซ้าย-ขวา เหมือนรูปแบบกองพันค่ายทหารทั่วไป ซึ่งภายในมทบ.11 มีอาคารที่พักทหารกองร้อยที่ 1-6 นอกนั้นเป็นอาคารกองบังคับการกองพัน และอาคารต่างๆที่ไม่ใช่ที่พักทหารประจำกองร้อย ทั้งนี้ ลักษณะห้องขัง ที่เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์นำมาใช้เป็นห้องขังนั้น ลักษณะเป็นห้องโถงใต้ชั้นที่ 1 อยู่ใต้บันไดทางขึ้นทางลง ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของอาคารกองร้อย 1-6 ก่อนนำลูกกรงสูง 5 เมตร มาติดตั้งกลางห้องและปิดที่หน้าต่าง เหมือนตามระเบียบเรือนจำทั่วไป โดยในห้องขังติดพัดลมเพดาน 1 ตัว และให้อุปกรณ์ที่จำเป็นแก่ผู้ต้องขัง อาทิ ฟูกนอน หมอน โต๊ะเขียนหนังสือเล็ก แก้วน้ำและขวด 1 ชุด ขณะที่ห้องน้ำใช้พื้นที่ใต้บันไดมาดัดแปลง ใส่ชักโครก อ่างล้างหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ มีรายงานว่าห้องที่นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง เคยถูกคุมตัวเป็นห้องควบคุมที่ 1 กองร้อยที่ 1 ซึ่งปัจจุบันเป็นห้องคุมขัง ข.ช.จิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรืออาท ชัตเตอร์มหาเทพ ส่วนห้องเคยคุมขัง พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือสารวัตรเอี๊ยด เป็นห้องควบคุมที่ 2 กองร้อย 6

“เอ็นดีเอ็ม” ชูป้ายประชดที่อุทยานฯ

วันเดียวกัน กลุ่มต่อต้าน คสช.ในโลกโซเชียล แชร์ภาพถ่ายของ น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สมาชิกกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ หรือเอ็นดีเอ็ม อดีต นศ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่เคยถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ข้อหาขัดประกาศ คสช.ฉบับที่ 3 ห้ามชุมนุมการเมืองเกิน 5 คน เป็นภาพเจ้าตั ยืนชูหนังสือนิตยสาร “ก้าวข้าม” ของกลุ่มเอ็นดีเอ็ม ที่พาดหัวข้อความว่า “โกงอย่างจงรัก หักหัวคิวอย่างภักดี” กลางลานอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของตำรวจ-ทหาร แจ้งว่ากลุ่มเอ็นดีเอ็ม และกลุ่มประชาธิปไตยศึกษา นำโดยนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ยังนัดหมายแนวร่วมเตรียมจัดกิจกรรม “นั่งรถไฟ ไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง” รวมตัวกันที่สถานีรถไฟธนบุรี (บางกอกน้อย) ในเวลา 07.30 น. วันที่ 7 ธ.ค. เพื่อนั่งรถไฟขบวนที่ 255 ธนบุรี-หลังสวน ไปลงรถที่จุดหยุดรถสวนสน–ประดิพัทธ์ สมทบกับมวลชนอีกส่วนที่ใช้รถส่วนตัวตามไป ก่อนเดินทางต่อไปยังอุทยานราชภักดิ์เพื่อไปยืนทำกิจกรรมชูข้อความดังกล่าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้