ข่าว
100 year

บิ๊กโด่งโอ่คิดดีทำดี ไม่ไขก๊อก ยันราชภักดิ์โปร่งใส

ไทยรัฐฉบับพิมพ์2 ธ.ค. 2558 11:25 น.
SHARE

ซัดมีคนจ้องทำขาวเป็นดำ ปปช.ดึงจังหวะยังไม่สอบ มีหมายจับรองผกก.ปคม.

ประธาน นปช.แฉ ถูกทหารคุมตัวไปค่ายทหาร จ.กาญจนบุรี ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ยันไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง แค่ต้องการ ตรวจสอบเรื่องอุทยานราชภักดิ์ พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ 3 ข้อกรณี “ตู่-เต้น” ถูกจับแต่ไม่แจ้งข้อหา “ปึ้ง” เตือนรัฐบาลทำภาพพจน์ในเวทีนานาชาติไทยเสียหาย “ประวิตร” ฮึ่ม ห้ามเรียกแขก ครั้งนี้ดำเนินคดีได้แต่ยังไม่ทำ ด้าน “บิ๊กโด่ง” เปิดใจ ทำอุทยานราชภักดิ์โปร่งใส ยังไม่คิดไขก๊อกทำงานทุกวัน มั่นใจหน่วยงานที่ตรวจสอบทำให้กระจ่าง ปูดมีบางกลุ่มทำให้ขาวเป็นดำ “วิษณุ” โต้กรณีสำนักข่าวอิศราขอข้อมูลการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์ คณะกรรมการพิจารณาแล้ว “ให้ก็ได้ไม่ให้ก็ได้” ส่วนคดีหมิ่นเบื้องสูงตามมาตรา 112 ชุดพนักงานสอบสวน ขออำนาจศาลทหารอนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ธนบัตร ประเสริฐวิทย์ รอง ผกก.1 บก.ปคม. และเตรียมขอหมายจับอดีตนายตำรวจระดับ “พล.ต.ต.” อีก 1 คน

กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาตินำโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิ-พราหมณกุล รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. สืบสวนคลี่คลายคดีกลุ่มคนแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงไปกระทำการอันมิบังควร ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จับกุมนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง อายุ 53 ปี ป่วยเสียชีวิตในเรือนจำ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา สว.กก.1 บก.ปอท. หรือสารวัตรเอี๊ยด อายุ 44 ปี ผูกคอตายภายในเรือนจำ และนายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ อาท ชัตเตอร์มหาเทพ อายุ 39 ปี คนสนิทหมอหยอง ต่อมาคณะทำงานออกหมายจับ พ.อ.คชาชาต บุญดี หรือผู้การโจ้ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 3 ความผิดตามมาตรา 112 เช่นเดียวกัน เบื้องต้นเชื่อว่า หลบหนีไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ล่าสุดมีคำสั่งย้าย พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผบช.ส.และ พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป.ไปช่วยราชการ ศปก.ตร. ส่วนประเด็นการทุจริตการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ เริ่มร้อนแรงขึ้นมาเมื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ถูกเจ้าหน้าที่ทหารล็อกตัวขณะจะ รวมตัวเดินทางไปที่อุทยานราชภักดิ์ ไปปรับความ เข้าใจ 10 ชม. ก่อนพากลับไปส่งบ้าน

“ตู่” ชี้ทุจริตอุทยานราชภักดิ์เลวร้าย

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านยูทูบว่า การถูกควบคุมตัวขณะจะเดินทางไปอุทยานราช–ภักดิ์นั้น ไม่ได้กระทบกระเทือนจิตใจเลย และขอ ขอบคุณทหารที่ควบคุมตัวได้ทำด้วยน้ำใจแห่งมิตรไมตรีต่อกัน แม้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกองทัพบก แถลงการณ์ควบคุมตัวเนื่องจากใช้คำว่า “ทุจริต” ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึก ความเชื่อเท่านั้น แต่ตนได้ย้ำมาเสมอว่า รับไม่ได้กับการทุจริตเพราะเป็นสิ่งที่เลวร้าย ยิ่งการทุจริตอุทยานราชภักดิ์จึงเป็นสิ่งเลวร้ายเกินกว่าจะหาเรื่องใดมาเปรียบเทียบได้

ไม่เชื่อไปราชภักดิ์กระทบมั่นคง

“ไม่คาดคิดว่าการเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์จะไปกระทบความมั่นคงของใคร เพราะไม่ได้เป็นสมบัติของใคร แม้กองทัพเป็นผู้จัดสร้างแต่เป็นของคนไทยทุกคน เนื่องจากได้รับการพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า อุทยานราชภักดิ์ แปลว่า อุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดี ดังนั้นการห้ามพวกผมไป สังคมก็ไม่ได้หมดความเคลือบ แคลงใจ ที่สำคัญพวกผมไม่ได้ไปเพื่อโค่นล้มใครแต่ต้องการไปเห็นด้วยตา ตลอดเวลาเกิดข้อหาการจัดสร้าง มีทุจริตขึ้น คนไทยเรียกร้องให้ตรวจสอบตามข้อเท็จจริง แต่ผลสอบของกองทัพบกกลับไร้ข้อมูลมาอธิบาย บอกเพียงให้เชื่อว่าไม่ทุจริต แล้ว พล.อ.ประวิตร วงษ์-สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตั้งกรรมการจากทหารทั้งหมดมาตรวจสอบซ้ำอีก คงไม่มีที่ไหนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปตรวจสอบผู้บังคับบัญชาตัวเองที่เป็นรัฐมนตรี ใครจะกล้าตรวจสอบ ดังนั้นจึง เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนหายเคลือบแคลงใจ ไม่ได้มุ่งตรวจสอบหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมทั้งไม่ได้กำหนดเวลาให้แล้วเสร็จไว้ด้วย” ประธาน นปช.กล่าว

อัด “บิ๊กโด่ง” รักษาภาพการเมือง

นายจตุพรกล่าวต่อไปว่า ตนรู้ถึงความกระอัก กระอ่วนของกรรมการที่ต้องสอบสวน ส่วนการตัดสินใจทางการเมืองของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวเพียงให้ตัดสินใจเองได้ แต่ พล.อ.อุดมเดช ยืนยันจะรอผลตรวจสอบก่อน จึงตัดสินใจว่า จะอยู่ รมช.กลาโหม หรือไม่ เท่ากับการตรวจสอบเป็นการรักษาภาพทางการเมืองไว้เท่านั้น

หน้ามืดสกัดฝ่ายมวลชนต่อต้าน

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า กรณีอุทยานราชภักดิ์ต้องแยกเป็นสองส่วน ด้านแนวคิดเป็นสิ่งดี เพราะนำเอาองค์พระบูรพกษัตริย์ในอิริยาบถที่แตกต่างจากมีที่อื่นมารวมไว้ที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้คนไทยได้ไปสักการะ เทิดทูนด้วยความจงรักภักดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนเชิดชู แต่ในส่วนการทุจริต พสกนิกรคนไทยต้องเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ต้องว่ากัน ไปตามผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก นำข้อเท็จจริงมาอธิบายได้แจ่มชัด และไม่มีใครตั้งธงว่า ผิด แล้วให้ผลตรวจสอบออกมาเป็นผิด เหตุการณ์ทุจริตอุทยานราชภักดิ์ เริ่มเกิดจากกลุ่มคนส่วนหนึ่งไปแอบอ้างเบื้องสูงหาประโยชน์ แล้วลามมาถึงอุทยานราชภักดิ์ แต่การแก้ปัญหาด้วยการสกัดไม่ให้ไปอุทยานราชภักดิ์ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงให้เกิดขึ้นว่า ราชภักดิ์มีอะไรจึงไม่ให้ไป การ เกรงจะมีมวลชนอีกฝ่ายมาต่อต้าน เป็นข้ออ้างแบบ หน้ามืดไม่แยกแยะ กับสิ่งที่ต้องแสดงออกด้วยความ จงรักภักดี

ยันตรวจสอบราชภักดิ์ไม่เกี่ยวการเมือง

นายจตุพรกล่าวว่า จากนี้ไปตนกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ออกจากบ้านได้ตามชีวิตเสรีประจำวัน และสามารถพูดแสดงความเห็นได้ปกติ ส่วนข้อตกลงที่ทำขึ้นนั้นเป็นเรื่องเดิมคือ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ การเซ็นชื่อหรือไม่ก็ตาม ย่อมไม่เกิดผลอะไรตามมา การพูดกรณีอุทยานราชภักดิ์ แล้วถูกกล่าวหาว่า เป็นการเมืองนั้น ถามว่า การเมืองเรื่องอะไร ตนเคยบอกเสมอว่าไม่ได้แย่งชิงอำนาจใคร ถ้าอยากอยู่ในอำนาจอยู่ไปได้เป็นชาติ แต่การไปตรวจสอบราชภักดิ์เป็นความบริสุทธิ์ใจ เพราะเป็นหน้าที่ของคนไทยที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน เมื่อรัฐบาลพยายามอธิบายว่าเป็นการเมืองแล้ว จึงไม่ได้แก้ความรู้สึกสงสัยของประชาชน

“ตู่-เต้น” ไม่ถูกดำเนินคดี

แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รายงานเมื่อเช้าวันที่ 1 ธ.ค.ว่า ในการเชิญ ตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ที่มหาชัยเมืองใหม่ จ.สมุทรสาคร ก่อนเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.นั้น เนื่องจากทั้ง 2 คนกระทำผิดเงื่อนไขของ คสช.เรื่องการออกมาเคลื่อนไหวโฆษณาเชิญชวนให้ประชาชนร่วมเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์ มีเจตนาแอบแฝง หากเป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวอย่างประชาชนทั่วไปปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิด เจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 16 เป็นผู้ดำเนินการเข้าควบคุม จากนั้นนำตัวไปที่กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี นำอาหารมาให้ทั้ง 2 คนรับประทาน มีเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจเป็นรายบุคคล จากการพูดคุยนายจตุพรและนายณัฐวุฒิให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทั้ง 2 คนยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ยังให้โอกาสไม่ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 2 เพราะอาจมีความผิดเงื่อนไขการประกันตัวในส่วนของการเคลื่อน ไหวทางการเมืองที่ศาลอาญาและที่ คสช.สั่งห้ามไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ทั้ง 2 คนยังเคลื่อนไหวแบบมีนัย เพราะกรณีการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ มีผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบอยู่ และสื่อมวลชนก็ทำหน้าที่ติดตามความคืบหน้าอยู่แล้ว

รับเงื่อนไขไม่ชุมนุมทางการเมือง

แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวว่า หลังจากทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จึงนำเอกสารเงื่อนไข แนบท้ายประกาศ คสช. เพื่อปล่อยตัวทั้ง 2 คนกลับบ้าน ในเอกสารมีใจความว่า “ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตจากทางราชการให้กลับภูมิลำเนาเพื่อดำเนินชีวิตตามปกติแล้ว และในระหว่างที่ถูกกักตัวในหน่วยได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่ได้ถูกทำร้ายหรือถูกใช้กำลังบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ให้คำสัญญาหรือกระทำ โดยมิชอบด้วยประการใดๆ และทรัพย์สินต่างๆที่นำติดตัวมาระหว่างถูกกักตัวได้รับคืนครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้ารับทราบและเข้าใจคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ลงวันที่ 1 เม.ย.58 เรื่องการกำหนดเงื่อนไขข้อ 11 จึงกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 (2) ถึง (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงขอปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้ ข้าพเจ้าจะละเว้นการเคลื่อนไหว หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ และจะไม่สร้างความขัดแย้งหรือทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในสังคม รวมทั้งแสดงความเห็นไปในทางต่อต้านการปฏิบัติงานของรัฐบาลและ คสช.

“ปึ้ง” โวยรวบ “ตู่-เต้น” ละเมิดสิทธิ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า การที่ คสช.ควบคุมตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลในสายตาของประชาคมโลก เพราะทำให้เห็นว่า รัฐบาลนี้จำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกอย่างสงบและสันติ ทุกวันนี้นายกฯประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าประเทศไทยปกครองระบอบประชาธิปไตยจะเคารพสิทธิมนุษยชน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นฟ้องว่ารัฐบาลและ คสช.ไม่ได้ยึดมั่นหลักการแห่งประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ความเชื่อมั่นของนานาชาติจะเสื่อมถอย เชื่อว่าสื่อต่างชาติและสถานทูตต่างๆคงจะรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ สำนักงานตัวแทนข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติคงรายงานไปยังสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติแล้ว เมื่อรู้ถึงมูลเหตุที่แท้จริงว่า นายจตุพรและนายณัฐวุฒิจะเดินทางไปตรวจสอบหลักฐานที่มีการกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใสและความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นยิ่งทำให้รัฐบาลดูไม่ดี

พท.สวน ปชป.อย่าโบ้ย “ทักษิณ”

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ระบุให้รัฐบาลระวัง เพราะเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าควบคุมตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ขณะเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์กำลังเข้าทางใครบางคนว่า อยากถามนายวิรัตน์ว่าเข้าทางใคร เข้าทางผู้มีอำนาจด้วยกันเองหรือเข้าทางนายทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้หากเข้าทางนายทักษิณ นายวิรัตน์คงคิดผิด เพราะนายทักษิณไม่มีพาวเวอร์ ไม่ได้เคลื่อนไหวล้มรัฐบาล คสช. มีแต่เป็นข่าวว่าลูกๆเดินทางไปเยี่ยม หรือบินไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆตามประสาคนว่างงานเท่านั้น ดังนั้นไม่จำเป็นต้องระแวงนายทักษิณ

ชี้กระทบเสถียรภาพรัฐบาล

นายวรชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ใครจะได้ประโยชน์กันแน่ การที่ทหารเข้าจับกุมตัวนายจตุพรและนายณัฐวุฒิยิ่งทำให้สังคมสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า โครงการเกิดปัญหา มีการทุจริตขึ้น จริงใช่หรือไม่ ถึงไม่ให้บุคคลทั้งคู่เข้าไปตรวจสอบ ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่า เป็นความเคลื่อนไหวในทางการเมืองนั้น หากรัฐบาลไม่อ้างประเด็นนี้ก็ไม่มีเหตุผลในการจับกุมคนทั้งคู่ อยากถามว่า หากไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการนี้ ทำไมนายทหารยศนายพลและนายพันจึงถูกออกหมายจับ ขณะนี้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม จะพิจารณาตัวเองด้วยการลาออก เชื่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาและส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตอย่างแน่นอน

“ประวิตร” ยันห้ามเรียกแขก

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เผยกับผู้สื่อข่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่ทหารควบคุมตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ว่า ไม่ได้ห้ามไม่ให้ไป แต่อย่าไปทำเรื่องสร้างประเด็นไปเรียกแขกเราไม่ต้องการ หากต้องการจะไปกราบไหว้จะพาไปเอง ส่วนการสอบสวนคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นกำลังดำเนินการอยู่ เร่งให้ทำงานให้ได้ผลโดยเร็ว ขณะนี้เชิญบุคคลทั้งทหารและพลเรือนมาให้ข้อมูลแล้ว เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยจะรายงานให้ตนทราบ ยืนยันว่าจะชี้แจงเรื่องนี้ทุกอย่าง ที่ตนพูดก็เป็นข้อเท็จจริง ไม่มีโกหก หากไปโกหกเดี๋ยวจำไม่ได้ เพราะเรื่องมันเยอะ

ขู่ดำเนินคดีได้แต่ยังไม่ทำ

เมื่อถามว่า กรณีที่ทหารให้ทั้ง 2 คนลงชื่อยินยอมจะไม่ออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อีก พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่อยากให้ออกมาเคลื่อนไหวและเคยขอร้องมานานแล้วว่า อย่าไป ถ้าพาพรรคพวกไปแบบนี้ มันเป็นประเด็นทางการเมือง ส่วนข้อตกลงในการพูดคุยกันตนไม่ทราบ เจ้าหน้าที่เป็นคนทำ แต่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร เอาเป็นว่าถ้าไม่เป็นประเด็นทางการเมืองทำได้หมด เมื่อถามว่าภาพที่ทหารเข้าควบคุมตัวดูเหมือนใช้กำลังจนเกิดความชุลมุน รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ชุลมุน ไม่มีการใช้กำลัง ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ความจริงเราจะเอาผิดก็ได้ ใช้มาตรา 116 ว่าด้วยการยุยงปลุกปั่น ข้อหาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองแต่ไม่ทำ หรือถอนประกันก็ได้ ผู้สื่อข่าวอย่าทำให้มันตื่นเต้น เจ้าหน้าที่พยายามทำดีที่สุด ไม่ต้องกลัวทหารจะเสียภาพลักษณ์ ไม่ได้ลงไม้ลงมือแม้แต่นิดเดียว พล.อ.ประวิตรกล่าว

ปฏิเสธยังไม่ได้คุยกับ “บิ๊กโด่ง”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม จะลาออก เพื่อเปิดทางโอกาสให้มีการตรวจสอบของคณะกรรมการ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ยังไม่เจอหรือพูดคุยกับ พล.อ.อุดมเดช จากนี้เรื่องใดที่ตอบไปแล้วจะไม่ตอบซ้ำ เมื่อถามย้ำว่าสถานภาพของรัฐบาลยังถือว่าแข็งแรงอยู่หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหลายชั้นไม่ต้องห่วง เสี้ยมอย่างไรก็ไม่ได้ เสี้ยมให้ตนทะเลาะกับนายกฯทุกวัน ไม่รู้จะไปทะเลาะกับเขาเรื่องอะไร เพราะผลประโยชน์ก็ไม่มี เป็นอะไรก็ไม่อยากเป็น ถามว่า มีแนวโน้มจะปรับ ครม.หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี

ย้ายตำรวจเป็นเรื่องของ ตร.

เมื่อถามต่อว่า เป็นห่วงการโยกย้ายผู้บังคับ บัญชาระดับสูงใน สตช.จะกระทบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับล่างหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีอะไร มีเพียงเรื่องภายในกองบัญชาการสอบสวนกลางเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไร คนไหนมีเรื่องก็เป็นปัญหาภายในต้องตรวจสอบดูแล การโยกย้ายเป็นไปตามความเหมาะสมเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะนี้ยังไม่ย้ายเพียงแต่ขอตัวมาช่วยราชการ ไม่กระทบงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การทำงานยังเป็นไปด้วยดี ไม่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุการย้ายเกี่ยวข้องกับกรณีอุทยานราชภักดิ์ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องสอบถามจากผู้บังคับบัญชา แม้ตนจะดูแลตำรวจ แต่ไม่ได้เป็นคนย้าย การย้ายเป็นเรื่องของการทำงาน ถ้าไม่เรียบร้อยก็ไม่สามารถดำเนินงานได้ ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณา

“บิ๊กโด่ง” เปิดใจทำราชภักดิ์โปร่งใส

ด้าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม อดีต ผบ.ทบ.ในฐานะประธานมูลนิธิราชภักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ว่า คงไม่ลงรายละเอียด เพราะมีคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกระทรวงกลาโหมคอยตรวจสอบแล้ว ควรจะรอให้คณะกรรมการตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน การทำงานของตนที่ผ่านมาตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ.จนเกษียณ ยืนยันว่ามีความโปร่งใสและตั้งใจดีในการทำโครงการอุทยานราชภักดิ์ และตั้งแต่เกษียณอายุราชการก็ไม่ได้นำเอกสารอะไรติดตัวมา ดังนั้นการดำเนินงานทุกอย่างมีข้อมูลอยู่ในกองทัพบกอยู่แล้ว มีคณะกรรมการคอยดูแลทุกขั้นตอน ทุกคนตั้งใจทำงานและเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ จุดประสงค์ที่ตั้งโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิ่งยึดเหนี่ยวและเป็นสมบัติชาติ เพื่อให้รำลึกสิ่งที่มีพระคุณต่อชาติอย่างใหญ่หลวง

หนักใจมีคนไม่ปรารถนาดี

“ผมไม่เคยหวังเอาประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้โครงการเดินหน้าไป แม้แต่ทุนทรัพย์ของเราเองหรือคนรู้จักที่มาบริจาค ดำเนินการกันมาด้วยความตั้งใจและโปร่งใส เคยให้นโยบายผู้ใต้บังคับบัญชาว่า การทำงานต้องทำให้เรียบร้อยที่สุด โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ วันนี้ถ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจหรืออาจจะบอกว่าเขาไม่ปรารถนาดีจะมีเรื่องต่างๆ เรื่องการเมืองหรือไม่อย่างไรทุกคนคิดได้ ยืนยันว่าคณะกรรมการดำเนินการมาด้วยความตั้งใจดี สำหรับตนไม่ได้หนักใจ แต่ที่หนักใจไม่ค่อยสบายใจคือ เรื่องของคนที่ไม่เข้าใจ ผู้ที่ไม่ปรารถนาดีมาทำให้โครงการอุทยานราชภักดิ์ซึ่งมีความบริสุทธิ์เกิดความเสียหาย” พล.อ.อุดมเดชกล่าว

ลั่นไม่คิดหาประโยชน์จากสิ่งที่ทำ

พล.อ.อุดมเดชกล่าวอีกว่า อยากขอร้องสื่อ ที่ผ่านมามีสื่อบางสำนักบางสถานีเสนอข่าวดี แต่บางสื่อวิเคราะห์วิจารณ์วิพากษ์สิ่งต่างๆโดยไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความเสียหายกับคนทำงาน ทั้งที่ผ่านมาพวกเราทำงานด้วยความตั้งใจเพื่อสิ่งที่เรารักและหวงแหน สู้กับการจาบจ้วงสิ่งที่เรารักและเคารพ ฉะนั้นเราจะไม่มาเอาประโยชน์กับสิ่งที่เราทำ โครงการราชภักดิ์เป็นโครงการชิ้นสุดท้ายที่ตนทำก่อนเกษียณ เพิ่มเติมจากสิ่งที่ทำมาตั้งแต่เป็นนายทหารเด็กๆ ไม่คิดเอาประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ประชาชนที่สนับสนุนหรือบริจาคเข้าใจดีว่า คนเหล่านี้มีความศรัทธา ตนจะพยายามรักษาศรัทธาและเดินต่อไปให้สำเร็จ ถ้าโครงการราชภักดิ์ยังไม่สำเร็จและตนเกษียณราชการมาก่อน เชื่อว่าคนที่เขาบริจาคเงินเขาต้องตั้งข้อสังเกต จากนี้เป็นหน้าที่กองทัพบกและคณะกรรมการอุทยานราชภักดิ์ช่วยดูแลให้สำเร็จลุล่วง

มั่นใจกลาโหมจะทำให้กระจ่าง

พล.อ.อุดมเดชกล่าวอีกว่า สำหรับตนตอนนี้รอคณะกรรมการที่ตรวจสอบที่แต่งตั้งมาจากทั้งกลาโหม สตง. และ ป.ป.ช. คิดว่าการชี้แจงของกระทรวงกลาโหมจะสามารถลงรายละเอียดสรุปเรื่องต่างๆให้ประชาชนได้เข้าใจ ทั้งเรื่องของการรับเงินจ่ายเงิน หรือเหตุผลเรื่องราวต่างๆ เป็นประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสังเกตและตั้งข้อสงสัย ตนหวังว่า คณะกรรมการจากกระทรวงกลาโหมจะสามารถสอบข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นมาชี้แจงได้ในเวลาอันเหมาะสม และตนไม่ได้ลงไปก้าวก่าย การตรวจสอบเป็นเรื่องที่คณะกรรมการจะต้องเลี่ยง อาจจะเรียกหน่วยงานต่างๆมาชี้แจง

ยืนยันอยู่ในตำแหน่งเท่าที่จำเป็น

เมื่อถามว่าช่วงระหว่างการตรวจสอบยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ตนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามปกติ ทุกคนในรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ขณะนี้ทุกคนต้องทำตามหน้าที่เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไป ไม่ต้องห่วงหรอก นายกฯเน้นย้ำอยู่เสมอว่า พวกเราไม่มีอะไรนอกจากการทำงานให้สำเร็จลุล่วงไป เมื่อถึงวันเวลาทุกคนต้องไปไม่ช้าก็เร็ว ส่วนตนยังทำงานอยู่ เรื่องราวต่างๆต้องพิจารณากันต่อไป แต่อยากให้เข้าใจว่า ไม่เคยคิดหรือต้องการอยู่ในตำแหน่งยาวนาน แต่อยู่เท่าที่จำเป็น เมื่อถามว่าหนักใจหรือไม่ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกันมีกระแสกดดันให้ลาออก รมช.กลาโหม กล่าวว่า ไม่หนักใจ เพราะมั่นใจว่าเราคิดดีทำดี

ปูดมีบางกลุ่มทำให้ขาวเป็นดำ

พล.อ.อุดมเดช กล่าวด้วยว่า ขณะนี้อาจมีบางคนบางกลุ่มนั่งยิ้มอยู่ก็ได้ สิ่งที่เขาพยายามทำนั้นเหมือนกับยิงนกได้หลายตัว ไปคิดดูแล้วกันว่า เราจะปล่อยให้สิ่งต่างๆ คนที่ตั้งใจจะทำสีขาวเป็นสีขาว กับคนที่ตั้งใจให้สีขาวเป็นสีดำ ถ้าทำสำเร็จประเทศชาติก็อันตราย เมื่อถามว่าที่ระบุว่า กลุ่มคนที่นั่งยิ้มอยู่เป็นฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายทหาร พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่อยากจะพูด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอะไรกำลังกระโดดลงมา คงเป็นคนเหล่านั้นไปวิเคราะห์กันเอง ตนก็วิเคราะห์แต่ไม่ให้ร้ายใคร สิ่งใดที่อยากรู้ขณะนี้ให้รอคณะกรรมการไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นเรื่องของกองทัพบกยุคปัจจุบันต้องดูแล ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร ตนไม่ได้อะไรทั้งสิ้น แต่ทุกคนต้องมีความเป็นธรรม สิ่งที่ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันกล่าวมาก็กล่าวมาด้วยความเป็นธรรม ตนไม่ได้ไปพูดคุยกับท่าน ท่านเห็นอย่างไรก็พูดอย่างนั้น แต่อาจจะลงรายละเอียดไม่พอคงต้องอาศัยคณะกรรมการต่อๆไป ผู้ใหญ่พูดแล้วว่า ยินดีที่จะให้เข้ามาตรวจสอบจึงยังไม่พูดในรายละเอียดขณะนี้ ปล่อยให้คณะกรรมการทำงานไปก่อน

“ประวิตร” แจง ครม.มีกลุ่มปลุกปั่น

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เล่าให้ที่ประชุม ทราบว่า ปัจจุบันมีความพยายามของแกนนำและกลุ่มการเมืองที่ปลุกปั่นยุยงสร้างกระแสให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น มีแกนนำของกลุ่มการเมืองแสดงความประสงค์ขอลงพื้นที่อุทยานราชภักดิ์ลักษณะลงไปตรวจสอบ ที่จริงแล้วการลงพื้นที่ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ มีเพียงสถานที่ให้ดู หากตรวจสอบต้องตรวจสอบด้วยเอกสารและหลักฐาน โดยหน้าที่แล้วท่านไม่มีหน้าที่ตรวจสอบตรงนี้ พฤติกรรมจึงเข้าข่ายการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความสับสนกับประชาชน พยายามใช้คำพูดทำนองว่ามีการทุจริต ที่ผ่านมามีหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ เบื้องต้น ยังไม่มีหน่วยงานใดรายงานว่าทุจริตเกิดขึ้น และรัฐบาลไม่ปฏิเสธที่จะได้รับการตรวจสอบ

รวบตู่–เต้นป้องกันเผชิญหน้า

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ถ้าติดตามจะพบว่า การลงพื้นที่ของแกนนำไม่ได้ลงไปเพียงลำพัง มีผู้ติดตาม ไปด้วย ถ้าตามข่าวให้ดีจะพบว่า ในพื้นที่ จ.ราชบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีประชาชนอีกส่วนหนึ่งเกิดความ รู้สึกขัดแย้งกับมุมมองและแนวความคิดของ 2 แกนนำ คาดหมายว่าคงจะจัดเตรียม อาจเกิดการเผชิญหน้าขึ้นในพื้นที่อุทยานราชภักดิ์ หน่วยงานด้านความมั่นคงไม่สามารถปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องเชิญแกนนำไปพูดคุยทำความเข้าใจขอร้องให้หยุดการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมลักษณะนี้เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ขอฝากถึงประชาชนหากได้รับการเชิญชวนขอให้มั่นใจว่า โครงการนี้ รัฐบาล พร้อมให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบอย่างเต็มที่

หาตัวมือปล่อยข่าว “บิ๊กตู่” เอี่ยวทุจริต

พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯส่งข้อความมาถึงฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่า พี่น้องประชาชนคนไทยเจ็บปวดกับความขัดแย้งก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 มามากพอสมควร กว่าเราจะก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ถึงปัจจุบัน ขณะนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น ฝ่ายความมั่นคงจึงยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ทั้งหลายวนเวียนกลับมาอีก จึงเป็นเหตุต้องเชิญตัวแกนนำไปทำความเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีความพยายามในโลกโซเชียลที่จะโยงใยตัวบุคคลบางคนในรัฐบาล รวมถึงนายกฯด้วยว่ามีส่วนรู้เห็น ขอให้ประชาชนบริโภคข้อมูลด้วยดุลพินิจ และหน่วยงานเกี่ยวข้องทางราชการกำลังเร่งตรวจสอบผู้ที่ปล่อยข้อมูลว่าเป็นกลุ่มไหน หากจับตัวได้ต้องดำเนินคดี

แจงความต่างจำนำข้าวกับราชภักดิ์

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวอิศรายื่นหนังสือถึงกองทัพบกขอข้อมูลเอกสารโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ 2540 ว่า ปกติแล้วตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการสามารถขอข้อมูลได้ แต่มีหลักเกณฑ์ทั้งหมด 7 ข้อ บางอย่างอาจให้แนวทางไปเท่านั้นแต่ไม่ให้หมด บางอย่างให้หมด บางอย่างให้คัดลอกเอง และอะไรที่เห็นว่ายังไม่สามารถเปิดเผยได้เขาจะสั่งว่า ไม่ให้ ถ้าผู้ขอยังติดใจอุทธรณ์ได้ ถ้าคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเห็นว่าไม่ต้องเปิดเผยก็จบ เมื่อถามว่าเทียบเคียงความผิดในโครงการจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) กับกรณีอุทยานราชภักดิ์ ถ้าทุจริตจริง ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบบ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า สิ่งที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดโครงการรับจำนำข้าวคนที่ต้องรับผิดชอบคือ ประธาน กขช. และนายกฯ ส่วนกรณีอุทยานราชภักดิ์คือคนที่เป็นประธานคณะกรรมการก่อสร้าง ที่เกิดความสูญเสียไม่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แต่โครงการนี้ใช้งบฯรัฐส่วนหนึ่งเงินบริจาคส่วนหนึ่ง ต้องไปดูว่าเสียหายส่วนไหน ตอบสั้นๆง่ายๆ ถ้าชี้มูลความผิดทางอาญาต้องรับผิดทางแพ่งด้วย

“บิ๊กน้อย” ลั่นพร้อมถูกเรียกสอบ

ด้าน พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงความกดดัน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและอดีต ผบ.ทบ.ให้ลาออกจากปัญหาโครงการอุทยานราชภักดิ์ว่า ฐานะที่ตนเป็นรองประธานคณะกรรมการโครงการดังกล่าว ยินดีหากคณะกรรมการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่มี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รองปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานตรวจสอบ โดยเชิญให้ไปชี้แจง สามารถติดต่อตนได้ตลอด กับ พล.อ.อุดมเดช ถือว่าเราทำงานกันมาด้วยความซื่อตรง ไม่มีปัญหาอะไร อะไรที่สังคมยังกังขาขอให้รอคณะกรรมการสอบเรื่องนี้ได้ทำงานก่อน ยืนยันคณะกรรมการก่อสร้างโครงการราชภักดิ์ทำงานด้วยความซื่อตรงทุ่มเทกันทุกส่วน คนที่รับผิดชอบสามารถชี้แจงได้

“ไพบูลย์” สั่ง ศอตช.ตรวจสอบราชภักดิ์

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า กรณีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ในส่วนของหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมที่ตนกำกับดูแลคือ ปปท. ขณะนี้ได้รับรายงานจากนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ปปท.ฐานะเลขาศูุนย์ ศอตช.ว่า ทำหนังสือสอบถามขั้นตอนการดำเนินการโครงการอุทยานราชภักดิ์ไปยังกองทัพบกแล้ว อยู่ระหว่างรอเอกสารชี้แจงรายละเอียด กำชับให้เลขาฯ ศอตช.ดำเนินการตามขั้นตอนเหมือนการตรวจสอบโครงการต่างๆ เรื่องห้วงเวลาการรอเอกสารชี้แจงการเทียบเคียงกับโครงการอื่น หากนานเกินไปหรือติดขัดปัญหาอะไร ก็ให้รายงานมา เพื่อให้สังคมเห็นว่าเราจริงจังในการทำงาน อันไหนเร่งรัดก็เร่งรัดดำเนินการเต็มที่ 100% มันเป็นเรื่องงบประมาณบริจาคเงินประชาชนได้รับประโยชน์ ต้องให้ความเป็นธรรมกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือพาดพิงด้วย

“พะจุณณ์” วอนทุกฝ่ายใจเย็นรอผลสอบ

พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปท.และนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวว่า ตามความเห็นส่วนตัวคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเชื่อว่าโครงการอุทยานราช–ภักดิ์อาจมีเรื่องทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง ตนเป็นห่วงว่าจะเลยเถิด ขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นๆก่อน เพราะ ขณะนี้รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง ส่วนที่ฝ่ายการเมืองต่างออกมากดดันต้องปล่อยให้ฝ่ายการเมืองทำงานกันไป แต่รัฐบาลทำตามกระแสของคนส่วนใหญ่แล้วด้วยการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ได้ผลสอบสวนแล้วค่อยว่ากัน แต่ไม่อยากให้เป็นประเด็นการเมือง ส่วนกระแสกดดันให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ลาออก ส่วนตัวไม่ได้เจอ พล.อ.อุดมเดชนานแล้ว ท่านเป็นคนนิ่มนวล

เชื่อ “บิ๊กโด่ง” เป็นสุภาพบุรุษพอ

เมื่อถามว่า ล่าสุด พล.อ.อุดมเดชระบุขอให้รอผลสอบสวนของคณะกรรมการก่อนค่อยตัดสินใจ แต่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง พล.ร.อ.พะจุณณ์กล่าวว่า “ท่านบอกแล้วเหรอ” เมื่อถามย้ำว่า แต่ฝ่ายการเมืองยังคงเรียกร้องให้ พล.อ.อุดมเดชแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองก่อน เหมือนที่รัฐบาลในอดีตเคยมีบรรทัดฐานไว้ พล.ร.อ.พะจุณณ์กล่าวว่า “ต้องให้กระแสกดดันหายไปก่อน รออีกสองถึงสามวัน อย่าเอาการเมืองอีกภาคมาใช้ประโยชน์กับเรื่องนี้ ให้รออีกนิดนึงผมเชื่อว่า พล.อ.อุดมเดชมีความเป็นสุภาพบุรุษ”

พท.ปัดเล่นการเมืองโยงราชภักดิ์

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ว่า ปัจจุบันมีข้อเท็จจริงปรากฏสู่สาธารณชนหลายกรณี จึงมีข้อเรียกร้องดังนี้ 1. มีความพยายามจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลเบี่ยงเบนประเด็น ชี้นำสังคมให้เห็นว่าการตั้งข้อเรียกร้องในโครงการอุทยานราชภักดิ์เป็นเรื่องทางการเมือง มิใช่เป็นเรื่องการตรวจสอบการทุจริต ทั้งที่พรรคเพื่อไทยแถลงตลอดมาว่า โครงการนี้สำคัญยิ่งต่อความรู้สึกของประชาชน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเปิดเผยต่อสาธารณชนว่ามีการกระทำผิดแสวงหาประโยชน์ การเรียกร้องของพรรคเพื่อไทย จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตรวจสอบการทุจริตซึ่งเป็นหน้าที่ของพรรคการเมือง

ซัดรัฐบาลเบี่ยงประเด็น

2. มีความพยายามจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลที่จะเบี่ยงเบนประเด็น ชี้นำให้เห็นว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์มิใช่การทุจริตประพฤติมิชอบ ข่มขู่ทำนองว่า หากผู้ใดกล่าวหาว่ามีการทุจริตจะดำเนินการทางกฎหมายพรรคเพื่อไทยนำเสนอไว้แล้วว่า แม้โครงการอุทยานราชภักดิ์จะใช้งบประมาณส่วนใหญ่จากการบริจาค แต่เป็นราชการของกองทัพ สตง.มีอำนาจตรวจสอบ ได้ การที่นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหมและผู้รับผิดชอบยืนยันต่อสาธารณะตลอดมาว่า ดำเนินการอย่างโปร่งใส อ้างว่าไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดิน แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่า ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนงบกลาง แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามจากผู้มีส่วนต้องรับผิดชอบปกปิดข้อเท็จจริง หน่วงเหนี่ยวหรือเบี่ยงเบนประเด็นการตรวจสอบ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงทั้งหลายล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการเปิดเผยของผู้เกี่ยวข้องโดยตรงแทบทั้งสิ้น ดังนั้น ประเด็นที่ว่ามีการทุจริตหรือไม่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ยกเมฆหรือเอาความเท็จมากล่าว แต่นำคำพูดของผู้รับผิดชอบที่เปิดเผยต่อสาธารณชน และข้อเท็จจริงอันเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปขึ้นมากล่าวอ้างแทบทั้งสิ้น

จับ “ตู่-เต้น” ละเมิดสิทธิมนุษยชน

3. กรณีการจับกุมและควบคุมตัวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ แล้วปล่อยอย่างมีเงื่อนไข พรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐบาลและ คสช.มีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฏ ควรดำเนินการหาข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรปิดกั้นหน่วยงาน หรือบุคคลที่จะร่วมตรวจสอบ การจับกุมและควบคุมตัวทั้งสองจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการจับกุมโดยไม่มีการตั้งข้อหาและปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไข เป็นเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช.ในแง่ของการส่งเสริมให้ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่พบเห็นในประเทศขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการห้ามเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง การถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ การใช้หน่วยทหารติดตามบุคคลสำคัญ พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวและขอเรียกร้องให้ยุติการล่วงละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยเร็ว

“อภิสิทธิ์” ชี้ปมราชภักดิ์ไม่พ้นการเมือง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ผู้รับผิดชอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ให้ลาออกว่า ตนพูดไปแล้วว่า ฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองคือ บรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องพยายามทำให้ประชาชนมั่นใจในมาตรฐานทางการเมือง เพราะความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากจะคลี่คลายบรรยากาศทางการเมืองต้องตัดสินใจ ไม่ได้แปลว่าผิดหรือถูก ขณะนี้มี ป.ป.ช. และ สตง.ตรวจสอบอยู่แล้ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องของการเมืองแล้ว เมื่อถามว่า จำเป็นแค่ไหนที่ผู้ที่รับผิดชอบต้องลาออก นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อะไรทำให้เกิดความมั่นใจในหมู่ประชาชน อะไรที่ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลได้ไปทำงาน แทนที่จะติดหล่มอยู่กับการต้องมาอธิบายและถูกวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ตามหลักสากลก็ทำแบบนี้ถ้าเราใช้มาตรฐานแบบนี้จะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้

จี้คนรับผิดชอบต้องลาออก

“พูดกันตามจริง เรื่องนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องยอมรับเสียเองว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์ ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้สังคมมองว่า ใครต้องรับผิดชอบ ถ้ามาตรฐานเป็นเพียงแค่บอกว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์แล้วเอาไปคืนเวียนกลับมาในรูปแบบอื่น ผมคิดว่าตรงนี้คือ สิ่งที่สังคมติดใจ ฉะนั้น ถ้าสะสางปมตรงนี้ออกไป จะทำให้ทุกอย่างมีความชัดเจนขึ้น คสช. รัฐบาลยังมีงานอื่นที่สำคัญที่ต้องแก้ไขและวางแนวปฏิบัติในการปฏิรูปที่สำคัญกว่าเรื่องนี้ อย่างน้อยการลาออกก็ทำให้หลายอย่างดีขึ้น แต่ต้องตรวจสอบให้กระจ่างทุกเรื่อง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

กรณี “ตู่–เต้น” แค่จุดเริ่มต้น

เมื่อถามย้ำว่า ส่วนตัวเชื่อใช่หรือไม่ว่าการลาออกของผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำให้คลี่คลายปัญหาได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะช่วยให้สังคมมีข้อยุติระดับหนึ่ง แต่การสอบต้องเดินต่อได้ เราต้องมาช่วยกันทำให้บรรยากาศของการเมืองเป็นที่ยอมรับ การที่มีกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวจะทำให้ปัญหายืดเยื้อบานปลายมากขึ้น เกรงว่าจะกลายเป็นเงื่อนไขของบางฝ่ายสร้างให้เป็นประเด็นทางการเมืองและลุกลาม ไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลและส่วนรวม เหตุการณ์เคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย. เป็นการสะท้อนของจุดเริ่มต้นบางจุดเท่านั้น ถ้ามีเงื่อนไขสงสัยและรู้สึกว่ายังไม่มีความชัดเจนจะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้อีก ดังนั้น ทางที่ดีควรชี้แจงทุกอย่าง รวมถึงการบริจาคเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ป.ป.ช.เด้งเชือกรอข้อมูล 3 หน่วยงาน

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้พิจารณาปัญหาโครงการราชภักดิ์ตามที่ให้สำนักการข่าวของ ป.ป.ช.ไปตรวจ สอบข้อเท็จจริงมา ได้ข้อสรุปว่า ยังไม่พบข้อมูลที่ชัดเจนว่าเข้าข่ายการทุจริต มีเพียงข้อมูลจาก ผู้เสียหายที่ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองปราบปราม และข้อมูลจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ระบุว่า การก่อสร้างมีการใช้งบแผ่นดิน 63 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า ใช้งบประมาณถูกต้องหรือไม่ ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้แล้ว ดังนั้น ป.ป.ช.จึงเห็นว่า เมื่อ 3 หน่วยงานกำลังตรวจสอบอยู่ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต้องส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.ดำเนินการภายใน 30 วัน ดังนั้น จึงต้องรอการดำเนินงานของ 3 หน่วยงานก่อนว่าจะมีเหตุอันควรสงสัยให้ ป.ป.ช.ต้องรับเรื่องไว้ดำเนินการหรือไม่

ยังไม่พบเหตุตั้งเรื่องเอาผิด

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.สามารถตรวจสอบเรื่องใหญ่ๆได้โดยไม่ต้องมีผู้ร้องเรียน นายสรรเสริญ ตอบว่า กรณีดังกล่าวต้องปรากฏข้อเท็จจริงและเหตุอันควรสงสัยที่ชัดเจนจึงจะดำเนินการได้ แต่กรณีอุทยานราชภักดิ์ ป.ป.ช.ยังไม่พบว่า มีเหตุอันควรสงสัย หากมีผู้มาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.โดยตรง จะต้องระบุว่า มีหลักฐานอะไร กล่าวหาใครและมีพฤติการณ์อย่างไร จึงจะยื่นเรื่องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.พิจารณาได้ ส่วนกรณี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ยอมรับว่า มีการหักค่าหัวคิวโรงหล่อ ต้องดูว่าใครเป็นคนหักค่าหัวคิว มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องหรือไม่ ขณะที่กรณีเบิกงบประมาณจัดซื้อต้นไม้ราคาแพงเกินจริง ต้องตรวจสอบว่า งบประมาณที่นำมาใช้เป็นงบบริจาคหรืองบแผ่นดิน ต้องให้ สตง.ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน

เตรียมส่งคดีหมิ่นฯ ให้อัยการอีก 5คดี

ส่วนความคืบหน้าคดีหมิ่นเบื้องสูงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ชัยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.กองแผนงานอาชญากรรม บช.สยศ. ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีหมิ่นสถาบันของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนจะนำสำนวนคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง และพวกเป็นผู้ต้องหา ส่งพนักงานอัยการศาลทหารกรุงเทพฯ หลังผ่านขั้นตอนกระบวนการพิจารณาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีความเห็นสั่งฟ้องรวมทั้งสิ้น 5 สำนวน ตั้งแต่หมายเลขคดี 103-107/2558 ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดมีพฤติกรรมหมิ่นสถาบันและแอบอ้างหาผลประโยชน์ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ส่วนอีก 7 สำนวน พนักงานสอบสวน อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน คาดแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ขณะที่อีก 3 สำนวน ที่มี พ.อ.คชาชาต บุญดี เป็นผู้ต้องหา ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการ สำหรับกระแสข่าวที่มีการออกหมายจับนายตำรวจอีกหรือไม่ ขณะนี้ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ แต่ยืนยันว่ามีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการซึ่งคาดว่าจะออกหมายจับเร็วๆนี้

ออกหมายเรียกสอบผู้เกี่ยวข้องคดี 112

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีหมิ่นเบื้องสูง กล่าวว่า การสอบสวนกรณีนายสุริยัน สุจริต–พลวงศ์ หรือหมอหยอง และ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือสารวัตรเอ๊ียด ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน มาตรา 112 มีการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ล่าสุด พนักงานสอบสวนมีการออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ส่วนจะเป็นตำรวจหรือพลเรือนจะเรียกมาพบในวันที่ 8 ธ.ค. แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ขึ้นอยู่กับศาลเป็นผู้พิจารณา ส่วนจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร ขึ้นอยู่กับการให้ข้อมูลในการสอบปากคำของผู้ที่ถูกออกหมายเรียก

พบวัตถุพยานคดี “หมอหยอง” เพียบ

ล่าสุด มีรายงานจากกองปราบปรามว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเครือข่ายของนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ และ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา โดยแนวทางสืบสวนพบพยานวัตถุหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงของเครือข่ายนี้ว่า น่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายราย เป็นทั้งอดีตนายตำรวจและนายตำรวจที่ยังอยู่ในราชการ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน รวมทั้งตรวจสอบหลักฐานต้องใช้เวลาในการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่าหลักฐานเชื่อมโยงปรากฏความผิดถึงใครก็ดำเนินการออกหมายจับทุกราย ไม่มีข้อยกเว้น และไม่เร่งรัดเพราะคดียังไม่หมดอายุความ

ขอหมายจับรอง ผกก.1บก.ปคม.

ทั้งนี้มีรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายคณะพนักงานสอบสวนคดีหมิ่นเบื้องสูงเดินทางไปขออำนาจศาลทหารออกหมายจับ พ.ต.ท.ธนบัตร ประเสริฐวิทย์ รอง ผกก.1บก.ปคม. ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 และความผิดตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทําให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 2 พันบาทถึง 2 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ศาลทหารอนุมัติหมายจับแล้ว

หลังพิจารณาพยานหลักฐานศาลทหารกรุงเทพ ได้อนุมัติหมายจับศาลทหารกรุงเทพ เลขที่ 61/2558 กับ พ.ต.ท.ธนบัตรแล้ว สำหรับการออกหมายจับครั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดสืบสวนพบความเชื่อมโยงว่า มีพฤติกรรมการกระทำความผิดร่วมกับกลุ่มของ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา แอบอ้างเบื้องสูง เรียกรับผลประโยชน์ในการทำเสื้อ เข็มกลัด ในงานกิจกรรมสำคัญ พบว่าพฤติกรรมของผู้ต้องหากลุ่มนี้ พ.ต.ต.ปรากรมจะเป็นผู้เปิดประเด็นติดต่อกับภาคธุรกิจและเอกชน แอบอ้างเบื้องสูงเพื่อขอสนับสนุนการทำเสื้อและเข็มกลัดในงานกิจกรรมสำคัญ ก่อนที่จะมอบหมายแบ่งงานให้ผู้ร่วมขบวนการเป็นผู้ไปรับเงิน โดยมีคำให้การของภาคเอกชนระบุไว้แน่ชัด

อีก 2 วันขอหมายจับ “พล.ต.ต.”

นอกจากนี้ในส่วนของนายตำรวจยศ พล.ต.ต.ซึ่งเกษียณราชการไปแล้ว พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน เตรียมขอศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับภายใน 1-2 วันนี้ หลังพบว่า ขณะดำรงตำแหน่งมีส่วนรู้เห็นและเชื่อมโยงกับการที่ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา แอบติดตั้ง เครื่องรับส่งวิทยุแบบทบทวนสัญญาณ ย่านความถี่ยูเอชเอฟ (UHF) ยี่ห้อโมโตโรล่า บนชั้นที่ 84 ของอาคารใบหยก 2 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ข่าวการเมืองอุดมเดช สีตบุตรอุทยานราชภักดิ์ไม่ลาออกไม่ไขก๊อกตรวจสอบจตุพร พรหมพันธุ์ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนปช.ข่าวไทยรัฐออนไลน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐไทยรัฐ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้