วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เริ่มแล้ว ส่องรถปลายปีพร้อมโปรโมชั่นเดือดในงาน MOTOR EXPO 2015

เริ่มแล้ว ส่องรถปลายปีพร้อมโปรโมชั่นเดือดในงาน MOTOR EXPO 2015

  • Share:

มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 หรืองานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2015 งานโชว์รถครั้งใหญ่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของปี ทุกค่ายเตรียมข้อเสนอพิเศษสุดก่อนปรับราคาตามโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ผู้จัดงานบริษัทสื่อสากลคืนกำไรให้ผู้ร่วมชมงานด้วยโปรโมชั่น แจกรถยนต์ บิ๊กไบค์ และรางวัลพิเศษมากมาย รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท พบกัน 2 - 13 ธันวาคมนี้ ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 หรือ “The 32nd Thailand International MOTOR EXPO 2015” เผยว่าปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “มาตรฐานใหม่ ยานยนต์ไทยใส่ใจโลก” หรือ “NEW STANDARDS … THAI VEHICLES CARE ABOUT THE EARTH” ซึ่งขณะนี้งานมีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว ค่ายรถที่ร่วมงานมีจำนวน 34 ยี่ห้อ จาก 11 ประเทศ และรถจักรยานยนต์อีก 15 ยี่ห้อ จาก 8 ประเทศ ไฮไลต์ของงานคือ รถต้นแบบถึง 4 คัน เปิดตัวรถรุ่นใหม่ภายในงานกว่า 10 รุ่น มั่นใจว่าจะได้รับความสนใจจากผู้บริโภค รวมถึงผู้ประกอบการอย่างกว้างขวาง พร้อมคาดการณ์ยอดจองรถยนต์ในงานสูงถึง 50,000 คัน รถบิ๊กไบค์ 3,000 คัน และผู้ชมงาน 1.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท

รถยนต์จำนวน 34 ยี่ห้อ ได้แก่ BMW, CARLSSON, CHANGAN, CHEVROLET, DFSK, FORD, FOTON, FUSO, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JAGUAR, LAMBORGHINI, LAND ROVER, LEXUS, MAZDA, MCLAREN, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, MOKE, NISSAN, PEUGEOT, PORSCHE, SAMMITR GREEN POWER, SUBARU, SUZUKI, SWIFT, TATA, TESLA, TOYOTA, VOLKSWAGEN และ VOLVO

รถจักรยานยนต์ 15 ยี่ห้อ ได้แก่ BENELLI, BMW, DUCATI, GPX, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, KAWASAKI, KEEWAY, KTM, Royal Enfield, SUZUKI, TRIUMPH, UDA, VESPA และ YAMAHA

สำหรับรถแนวคิดและรถต้นแบบที่จัดแสดงในงานได้แก่

HYUNDAIHED-9 เผยโฉมครั้งแรกในงานมหกรรมยานยนต์เจนีวา ออกแบบภายใต้แนวคิด FLUIDICSCULPTURE DESIGN 2.0 เครื่องยนต์พลังงานเชื้อเพลิงไฮโดรเจนขนาดเล็ก พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 36 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จพลังงานเต็มในเวลาเพียงไม่กี่นาที วิ่งได้มากกว่า 600 กิโลเมตร

SUBARU VIZIV 2 CONCEPT รถยนต์ต้นแบบครอสโอเวอร์เอสยูวี 5 ประตู ขุมพลังแบบพลัก-อิน ไฮบริด ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร ไดเรคอินเจคชั่นเทอร์โบ (DIT) มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้า 1 ตัว และด้านหลัง 2 ตัว แบตเตอรี่ชนิดลิเธียม-ไอออน ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติแปรผัน (CVT) ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AWD

TOYOTA FT-86 OPEN CONCEPT รถแนวคิดเวอร์ชั่นเปิดประทุนของรถยนต์สปอร์ตจีที 86 ที่เอาหลังคาเดิมออกแล้วแทนที่ด้วยหลังคาผ้าใบสีน้ำเงินพร้อมกระจกหลังในตัวรูปทรงคูเป้ ห้องโดยสารแบบ 2+2 ออกแบบโดย TOYOTA BOSHOKU MILAN DESIGN (TBMD)

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก อาทิ นิทรรศการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย, ลานศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทย, นิทรรศการ ศิลปินน้อย MOTOREXPO, โครงการ "ขับเป็น... ขับปลอดภัยกับสื่อสากล", โครงการประกวดภาพถ่าย MOTOR EXPO, โครงการประกวดนวัตกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 6 และกิจกรรมโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ รวมถึง กิจกรรมคืนกำไรแก่ผู้เข้าชมงาน ซึ่งมีรางวัลรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ได้แก่ ซื้อรถ ชิงรถ, ซื้อบัตร ชิงรถ, SMS ชิงรถ, ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ ชิงบิ๊กไบค์, ซื้อสินค้า ชิงรางวัล, ประกวดภาพถ่าย MOTOR EXPO PHOTO CONTEST 2015

การเดินทางไปชมงานมีรถ Express Shuttle Bus บริการรับ-ส่งฟรี วันธรรมดา เวลา 12.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 11.00-22.00 น. ใน 4 เส้นทางหลักประกอบด้วย
1. หมอชิต-อิมแพค-หมอชิต MRT สถานีจตุจักร EXIT 4, BTS สถานีหมอชิต EXIT 2
2. อ่อนนุช-อิมแพค-อ่อนนุช สถานีอ่อนนุช EXIT 2
3. สีลม-อิมแพค-สีลม MRT สถานีสีลม EXIT 1
4. รังสิต-อิมแพค-รังสิตฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ลานจอดรถตู้ หน้าห้างบิ๊กซี

ห้ามพลาด... “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32” ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธันวาคม 2558 พร้อมรับชมการถ่ายทอดสดงานได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม 2558 ตั้งแต่เวลา 14.00 – 16.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.motorexpo.co.th

ฮอนด้า ตอกย้ำความสำเร็จของ เอชอาร์-วี ด้วยยอดจองกว่า 40,000 คัน นับตั้งแต่การเปิดตัวพร้อมแนะนำ เอชอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่มความคุ้มค่าและรองรับโครงสร้างภาษีใหม่ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ เพิ่มความคุ้มค่าด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายครบในทุกรุ่นพร้อมรองรับโครงสร้างภาษีใหม่ โดยเริ่มเปิดจองตั้งแต่วันนี้ และพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าต้นปี 2559

พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบันลูกค้ามีความสนใจและหันมาใช้รถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากกระแสการตอบรับที่ดีเยี่ยมที่มีต่อฮอนด้า เอชอาร์-วี ด้วยยอดจองกว่า 40,000 คัน นับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อปลายปี 2557 และได้ทำการส่งมอบไปแล้วกว่า 28,000 คัน ส่งผลให้ฮอนด้า เอชอาร์-วีขึ้นแท่นผู้นำตลาดรถยนต์ครอสโอเวอร์หรือรถยนต์เอสยูวีโดยรวม และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในระดับคอมแพคท์และระดับที่สูงกว่า ฮอนด้า จึงได้แนะนำฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่มความคุ้มค่าด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม รวมถึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้รองรับกับโครงสร้างภาษีใหม่ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาน้อยที่สุด”

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น เช่น เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น E, E Limited และ EL) และปรับเปลี่ยนอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมในทุกรุ่น เช่น ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control System) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ และล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ตที่โดดเด่นในทุกมิติ ฮอนด้าเอชอาร์-วีได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของรถสปอร์ตอเนกประสงค์ หรือเอสยูวีและได้เพิ่มความสปอร์ตปราดเปรียวในสไตล์รถสปอร์ตคูเป้ผสานกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบอเนกประสงค์ในสไตล์รถมินิแวน

รูปลักษณ์ภายนอกมาพร้อมรูปทรงตัวถังที่ปราดเปรียวพร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวรอบคัน ขนาดตัวถัง กว้าง 1,772 มม. ยาว 4,294 มม. และสูง 1,605 มม. ทำให้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี เป็นยนตรกรรมที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกการใช้งานได้อย่างลงตัว การออกแบบภายในห้องโดยสาร เน้นความกว้างขวาง มอบความสะดวกสบายในสไตล์รถอเนกประสงค์พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย พื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายพร้อมตอบสนองทุกการใช้งานตามสไตล์รถมินิแวนด้วยความจุ 565 ลิตร ซึ่งสามารถเก็บถุงกอล์ฟขนาดปกติได้ถึง 3 ใบ แม้ใช้งานเบาะที่นั่งด้านหลังในรูปแบบปกติสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งานในการเคลื่อนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่ด้วยระดับความสูงที่พอเหมาะกับความกว้างของฝากระโปรงท้ายขณะเปิดที่ 1,180 มิลลิเมตร

เบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode เพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน ฮอนด้า เอชอาร์-วี ยังเปี่ยมด้วยสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม มอบอัตราเร่งที่ดีเยี่ยมและการประหยัดน้ำมันที่เป็นเลิศ อีกทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85 ครบครันด้วยอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ · ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ที่ใช้งานง่ายเพียงดึงสวิตช์ที่คอนโซลกลางขึ้นเมื่อต้องการใช้เบรกมือ· ระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) ที่จะทำการหน่วงเบรกต่อโดยอัตโนมัติหลังจากเหยียบเบรกให้รถหยุดนิ่งช่วยป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนตัวโดยไม่จำเป็นต้องเหยียบเบรกค้างไว้ · ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) · ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) · ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) · สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) · กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) ·ระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมด้านคนขับอัจฉริยะ (i-SRS) ถุงลมด้านผู้โดยสารด้านหน้า (SRS) และถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ (i-Side Airbags) ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) (เฉพาะรุ่น E Limited และ EL)

ฮอนด้า เอชอาร์-วีใหม่ พร้อมเปิดรับจองภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 32 (Motor Expo 2015) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2558 ณ บูธฮอนด้า A14 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพค เมืองทองธานี และพร้อมกันกับโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศโดยมีจำหน่าย 4 รุ่น ได้แก่

รุ่น S ราคา 933,000 บาท
รุ่น E ราคา 999,000 บาท
รุ่น E Limited ราคา 1,050,000 บาท และรุ่น EL ราคา 1,099,000 บาท
มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี
ได้แก่ 
สีดำคริสตัล (มุก),

สีขาวออร์คิด (มุก)

สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก)

สีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)

และ 1 สีใหม่ คือ สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) ซึ่งจะพร้อมทำการส่งมอบให้แก่ลูกค้าภายในต้นปี 2559

หมายเหตุ: - อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น - สีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น E,E Limited และ EL- สีดำคริสตัล (มุก) และสีน้ำเงินมอร์ฟโฟ (มุก) เพิ่มเงิน 6,000 บาท - สีขาวออร์คิด (มุก) เพิ่มเงิน 10,000 บาท


เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถหรู ส่งท้ายปี 58 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ 6 รุ่นใหม่ล่าสุด ครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ อาทิ The new GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic, The new GLE 250 d 4MATIC ที่มาใน 2 ดีไซน์ คือ Exclusive และ AMG Dynamic, The new A 180 Style, The new B 200 Urban และ G 350 d Sport พร้อมยนตรกรรมหรูอีกกว่า 32 รุ่น มาจัดแสดงภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปหรือมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 2–13 ธันวาคม 2558 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์พรีเมียม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้แก่กลุ่มลูกค้าและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป หรือมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 32 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จึงมีความภาคภูมิใจนำเสนอยนตรกรรมใหม่ล่าสุดกว่า 6 รุ่น ที่สะท้อนคุณค่าของแบรนด์ ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ออกมาอย่างลงตัว ผ่านรูปโฉมที่ได้รับการออกแบบอย่างปราดเปรียว และโฉบเฉี่ยวเทคโนโลยีที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาอย่างล้ำสมัยรวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากนี้ ภายในงานเรายังได้จัดเตรียมพื้นที่กว่า 1,884 ตารางเมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่จัดแสดงที่ใหญ่ที่สุด ไว้สำหรับจัดแสดงยนตรกรรมหรูกว่า 32 คัน ในทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น Contemporary Luxury, Compact Car และ Dream Car เพื่อให้ลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เลือกสรรอย่างครบครันอีกด้วย”

มาร์ทิน ชูลซ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาดบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับไฮไลต์พิเศษของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โปปีนี้ คือการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดพร้อมกันถึง 6 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ นำโดย The new GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic, The new GLE 250 d 4MATIC ที่มาใน 2 ดีไซน์ คือ Exclusive และ AMG Dynamic, The new A 180 Style, The new B 200 Urban และ G 350 dSport เพื่อตอบสนอง ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในทุกกลุ่ม นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่สั่งซื้อรถยนต์ภายในงาน พร้อมเข้าร่วมโปรแกรมทางการเงิน mySTAR Special ที่ให้คุณได้รับอัตราชำระต่อเดือนต่ำเพียง 1% ของราคารถยนต์อีกทั้งประหยัดดอกเบี้ยมากยิ่งขึ้นตลอดอายุสัญญา รวมถึงแคมเปญพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร Mercedes Card ด้วยการมอบเงินสนับสนุนจำนวน 50,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ชำระค่าจองหรือเงินดาวน์รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในรุ่นที่กำหนดตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2558

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ The new GLE Coupé AMG Dynamic
The new GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic มาพร้อมกับความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวี เน้นความปราดเปรียวด้วยลายเส้นโค้งเว้าที่ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว กระจังหน้าขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไฟหน้าโค้งมนและกรอบไฟแบบ LED Intelligent Light System ชุดแต่งสปอร์ต AMG ประกอบด้วยกันชนหน้า-หลัง ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว แบบ AMG 5 ก้านคู่ เส้นสายของหลังคาถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้ายแสดงถึงความเรียบหรูและล้ำสมัยพร้อมพาโนรามิคซันรูฟซึ่งสามารถ เลื่อนเปิด-ปิดได้อัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า รถรุ่นนี้ยังเพิ่มเติมความสะดวกด้วยระบบ COMAND Online และระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad เทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบ Dynamic Select ที่มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ Individual / Comfort / Slippery / Sport รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน The new GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic วางเครื่องยนต์ดีเซลแบบ V6 เทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า แบบ 9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ 2,987 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 258 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิด 620 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 226 กม./ชม. ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Permanent all-wheel drive Thenew GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ราคา 6,690,000 บาท


The new GLE-Class
The new GLE-Class รถยนต์สไตล์ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ล่าสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งปรับโฉมมาจาก M-Class สะท้อนถึงตัวตนที่บ่งบอกประสิทธิภาพความแข็งแกร่ง คล่องแคล่ว ปราดเปรียว มีดีไซน์และสไตล์เป็นของตนเอง ด้วยลายเส้นสวยคมสะดุดตาพร้อมกระจังหน้าขนาดใหญ่ เส้นสายหลังคาถูกออกแบบให้ลาดเอียงไปทางด้านท้ายที่เน้นดีไซน์แบบเรียบหรู ล้ำสมัย โดยรุ่นที่เปิดตัวในครั้งนี้ คือ GLE 250 d 4MATIC Exclusive และ GLE 250 d 4MATIC AMG Dynamic ที่ตกแต่งด้วยกระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมียมพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ กันชนด้านหน้าพร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยโครเมียม, ขอบหน้าต่างแบบโครเมียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมียม 2 ท่อ, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System, ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ โดย GLE 250 d4MATIC Exclusive จะมาพร้อมกับล้ออัลลอย ขนาด 20 นิ้ว สีเทา ส่วน GLE 250 d 4MATIC AMG Dynamic เพิ่มลุคสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 20 นิ้ว สีเทา, ชุดแต่ง AMG bodystyling สำหรับ GLE 250 d 4MATIC Exclusive ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังและสำหรับ GLE 250 d 4MATIC AMG Dynamic จะตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa อีกทั้งยังมาพร้อมกับชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต และระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon® Logic 7® นอกจากนี้ ห้องโดยสารภายในของทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 3 สี GLE 250 d 4MATIC Exclusive และ GLE 250 d 4MATIC AMG Dynamic มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ รวมถึงเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-TRONIC พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยความจุกระบอกสูบ 2,143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 204 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600-1,800 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 8.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 212 กม./ชม.
·GLE 250 d4MATIC Exclusive ราคา 4,990,000 บาท
·GLE 250 d4MATIC AMG Dynamic ราคา 5,490,000 บาท

The new A 180 Style : โฉบเฉี่ยวในทุกการเดินทาง และสะดวกสบายกว่าที่เคยสัมผัส A 180 Style โฉมใหม่ถูกออกแบบให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยการนำเสนอมิติใหม่ของยนตรกรรมที่ผสมความโฉบเฉี่ยวเข้ากับความสะดวกสบายขณะขับขี่โดยดีไซน์ภายนอก ยังคงออกแบบโดยยึดหลักความเรียบง่ายที่ถ่ายทอดผ่านลายเส้นด้านข้างตัวรถที่พลิ้วไหวสะดุดตา และกรอบหน้าต่างที่ลาดต่ำพร้อม กันชนหน้าโฉมใหม่ที่มีลักษณะคล้ายลูกศรซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถยนต์ Concept A-Class, กระจังหน้าแบบ Diamond grille พร้อมหมุดสีดำ, ชุดไฟหน้าแบบ LED High Performance, ชุดไฟท้ายแบบใหม่ เทคโนโลยี DYNAMIC SELECT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการตั้งค่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ เช่น ระบบเกียร์ ระบบกันสะเทือน พวงมาลัยหรือแม้กระทั่งระบบปรับอากาศห้องโดยสารจากปุ่มควบคุมด้วยระบบสัมผัส โดยการตั้งค่าดังกล่าวมีให้เลือกด้วยกันถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Comfort, Sport, Eco และ Individual A 180 Style โฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน ความจุกระบอกสูบ 1,595 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 122 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิด 200 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,250 – 4,000 ต่อนาทีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 8.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 202 กม./ชม. A 180 Style ราคา 1,990,000 บาท

The new G-Class:
G 350 d Sport ยนตรกรรมขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งหมด ดีไซน์ภายนอก ถูกออกแบบให้ดูสปอร์ต แข็งแกร่งและดุดัน กันชนรูปแบบใหม่ จากแบรนด์ AMG ที่มีสีเดียวกับตัวรถรวมถึงล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ 5 ก้าน ขนาด 19 นิ้ว ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน The new G-Class มาพร้อมแพ็กเกจตกแต่ง เช่น สีสำหรับภายนอกรถยนต์ที่มีให้เลือกสรรกว่า 13 สี ในด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย The new G-Class วางระบบกันสะเทือนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของรถ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสัมผัสกับความนุ่มสบายที่เพิ่มขึ้นขณะขับขี่บนท้องถนน ระบบ ESP ที่ปรับตั้งค่าได้โดยอัตโนมัติเพื่อรักษาสมดุลและความปลอดภัยระบบเบรก ABS และระบบป้องกันการลื่นไถล ASR ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะบนผิวถนนพร้อมลดระยะการเบรกลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ G 350 d Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล ความจุกระบอกสูบ 2,987 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 245 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 600 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,600 – 2,400 ต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 8.8 วินาทีความเร็วสูงสุด 192 กม./ชม. G 350 dSport ราคา 8,490,000 บาท

ซูบารุ


มอเตอร์อิมเมจ ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูบารุในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวรถยนต์ดิ ออลนิว ซูบารุ เอ็กซ์วี เพื่อต่อยอดความสำเร็จของซุบารุ เอ็กซ์วีเจนเนอรชั่นที่แล้ว โดยรถยนต์ ดิ ออลนิว ซุบารุ เอ็กซ์วียกระดับสุนทรียศาสตร์ในการขับขี่ ฟีเจอร์การใช้งานใหม่ๆ และประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานยิ่งกว่าภายใต้แนวคิด “UnparkYour Life” นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ซูบารุ เลอวอร์ค ที่ผสานคำว่า “Legacy” “Revolution” และ “Touring” เข้าด้วยกันเพื่อนำเสนอยานยนต์ที่ผสานประสิทธิภาพเข้ากับการใช้งานในฐานะรถทัวริ่งได้อย่างกลมกลืน

เกลนตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า “รถยนต์ครอสโอเวอร์ได้รับความนิยมในตลาดเอเชียอย่างมากผู้บริโภคจำนวนมากต้องการรถยนต์ที่ผสานพื้นที่ใช้สอยและการใช้ประโยชน์เข้ากับสไตล์การออกแบบที่โดดเด่นซุบารุ เอ็กซ์วีตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นและเป็นรถยนต์ที่ผู้บริโภคในอาเซียนเลือกนำมาใช้ในชีวิตยุคใหม่ของคนเมืองที่เต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆยิ่งเมื่อมีการยกระดับรถยนต์ ออลนิว ซุบารุ เอ็กซ์วี ยิ่งทำให้รถคันนี้เป็นที่ดึงดูดใจยิ่งขึ้นในกลุ่มตลาดรถยนต์ครอสโอเวอร์”“หลายคนคิดว่ารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สุนทรีย์มักจะถูกลดทอนประโยชน์ใช้สอยให้น้อยลงแต่สำหรับ ดิ ออลนิว ซูบารุ เอ็กซ์วี นั้นได้ผสมผสานปัจจัยทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด ทั้งการออกแบบภายนอกอย่างมีสไตล์เข้ากับพื้นที่ใช้สอยและประสิทธิภาพการขับขี่เราเชื่อมั่นว่า ดิ ออลนิว ซูบารุ เอ็กซ์วี จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในอาเซียนอย่างแน่นอน” นับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อปี 2011 ซูบารุ เอ็กซ์วีก็ได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ทั่วโลก พร้อมสุนทรียะประสิทธิภาพการขับเคลื่อน และความปลอดภัย

ซูบารุ เอ็กซ์วี


เอ็กซ์วี ครอสโอเวอร์เจนเนเรชั่นใหม่ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์เป็นรถครอสโอเวอร์ที่กลมกลืนกับการใช้ชีวิตในเมืองกับการทำกิจกรรมท้าทายต่างๆเข้ากับการนำเสนอรถยนต์ที่มีสไตล์และใช้ประโยชน์ได้จริง เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาด 2.0 ลิตร แบบสูบนอนของซูบารุ คือขุมพลังที่จะมอบการขับขี่ที่สนุกยิ่งขึ้นและตอบสนองแบบทันใจพร้อมกับการประหยัดน้ำมันอย่างเยี่ยมยอด ให้พลัง 150 แรงม้า(PS) และแรงบิด 196 นิวตัน-เมตรแต่ยังคงอัตราการใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพที่ 7.8 ลิตร/100 กิโลเมตรจากการใช้เครื่องยนต์ความจุน้อยของซูบารุ เครื่องยนต์บ็อกซ์เซอร์ขนาด 2.0 ลิตร ที่มีชื่อเสียงของซูบารุ ปรับโฉมภายนอก: กันชนหน้าเพรียวบาง ไฟหน้ากระจังหน้าใหม่ ล้ออัลลอยทรงสปอร์ตขนาด 17 นิ้ว และชุดไฟท้ายใหม่ ห้องโดยสารติดตั้งชุด พรีเมียม คลัสเตอร์ ดิสเพลย์ ระบบสมาร์ทเอนทรี ปุ่มกดสตาร์ต และเบาะปรับด้วยระบบไฟฟ้า ชุดเกียร์หุ้มหนัง แป้นคันเร่งอะลูมิเนียม จอมัลติฟังก์ชั่นระดับพรีเมียมและพวงมาลัยออกแบบใหม่ดิ ออลนิว ซูบารุ เอ็กซ์วี มี 2 รุ่นให้เลือก ประกอบด้วยรุ่น 2.0i ราคา 1,098,000 บาท และ รุ่น 2.0i-P ราคา 1,198,000 บาท

ซูบารุ เลอวอร์ค...รถยนต์รุ่นใหม่ เครื่องยนต์ใหม่ และความท้าทายใหม่
ซูบารุ เลอวอร์ค เป็นการผสานคำว่า “Legacy”, “Revolution” และ “Touring” เข้าด้วยกันเพื่อนำเสนอยานยนต์ที่ครบครันทั้งสมรรถนะพร้อมดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่น ซูบารุเลอวอร์ค เป็นผลงานการสร้างสรรค์นวัตกรรมรถทัวริ่งผสมผสานกับประสิทธิภาพการตอบสนองแบบรถสปอร์ตพร้อมกับการใช้งานแบบรถแวกอนได้อย่างแท้จริงด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ การควบคุมรถที่แม่นยำกับพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง เรารู้สึกดีว่า เลอวอร์ค เป็นคำตอบที่เร้าใจต่อลูกค้าที่ต้องการรถยนต์อเนกประสงค์รถยนต์สำหรับครอบครัว

คุณสมบัติของ ซูบารุ เลอวอร์ค
เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ไดเรกอินเจ็คชั่น เทอร์โบ (ดีไอที) ขนาด 1.6 ลิตร ดีไซน์ที่โดดเด่นและมีสไตล์ในแบบรถสปอร์ตทั่วริ่งพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง ระบบความปลอดภัยที่ได้รับรางวัลระดับ 5 ดาวในการทดสอบการชนของโครงการประเมินประสิทธิภาพรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นใหม่ (เจเอ็นแคป) ปี 2014-2015 •ซูบารุ เลอวอร์ค รุ่น 1.6 GT-S เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 1.6 ลิตร 4 สูบ ดีไอที พร้อมระบบขับเคลื่อน SymmetricalAll-Wheel Drive (AWD) ราคา 2,350,000 บาท สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่าของ ดิ ออลนิว ซูบารุ เอ็กซ์วี และ ซูบารุเลอวอร์ค ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศ

เชฟโรเลตแคปติวา รุ่นปี 2016
เปิดตัวครั้งแรกที่งานไทยแลนด์อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปในวันที่ 1 ธันวาคม ตอบสนองกลุ่มลูกค้ารถอเนกประสงค์เอสยูวีด้วยการเชื่อมต่อที่เหนือกว่าและระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟที่พัฒนาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ พร้อมการออกแบบภายนอกและภายในห้องโดยสารที่ทันสมัยยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับเอกลักษณ์ดีไซน์ของรถเชฟโรเลตในปัจจุบัน ปัจจุบันมีลูกค้าแคปติวามากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงกว่า 38,000 คนในประเทศไทย เชฟโรเลตคาดว่าแคปติวาใหม่ เน้นกลุ่มลูกค้ารถเอสยูวีให้สนใจแบรนด์เชฟโรเลตมากขึ้น

ลูกค้ารถอเนกประสงค์เอสยูวีในปัจจุบันคาดหวังถึงการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นความสะดวกสบายที่สูงขึ้นและการออกแบบที่ร่วมสมัยกว่าเดิม ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดถูกใส่ไว้ในรถแคปติวาใหม่ การยกระดับครั้งนี้จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ตลาดรถเอสยูวีขนาดกลางของประเทศไทยและดึงดูดลูกค้าใหม่มาสู่แบรนด์เชฟโรเลต เมื่อสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์หนึ่งในคุณสมบัติเด่นของแคปติวาที่มุ่งตอบสนองความต้องการของครอบครัวสมัยใหม่ก็คือระบบเชฟโรเลตมายลิงค์รุ่นใหม่ มอบความสะดวกง่ายดายสำหรับผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนผ่านการต่อสายและใช้งานแอพฯ แอปเปิล คาร์เพลย์ (Apple CarPlay) และแอนดรอยท์ออโต้ (Android Auto)

แคปติวา ใหม่ ยกระดับการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุให้สูงขึ้นอีกขั้นด้วยการแนะนำระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Side Blind Zone Alert) ระบบแจ้งเตือนการจราจรและสิ่งกีดขวางด้านหลัง (Rear Cross Traffic Alert) และระบบช่วยเหลือการถอยจอด(Rear Park Assist) ระบบเหล่านี้ใช้เซ็นเซอร์เรดาร์ที่ติดตั้งบนกันชนหลังในการตรวจจับมุมอับสายตาด้านข้าง ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถลระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบป้องกันการพลิกคว่ำระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิก และระบบเสริมแรงเบรกแบบไฮดรอลิก ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชันซึ่งทำงานร่วมกับระบบเบรกป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรกอิเลกทรอนิกส์ ถุงลมนิรภัยคู่หน้าม่านนิรภัยและเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ แคปติวาเป็นรถเอสยูวีที่ถูกออกแบบให้เป็นรถเอสยูวีขนานแท้ ความสูงจากพื้นถนนที่มากกว่าซุ้มล้อที่ใหญ่กว่าและล้อขนาด 19 นิ้ว แคปติวา ใหม่ มีจำหน่ายทั้งหมด 5 สี ได้แก่

สีขาว Summit White
สีเงิน Switchblade Silver
สีเทา SatinSteel Gray
สีดำ Black Sapphire
สีน้ำตาล AuburnBrown

พื้นที่จัดเก็บสัมภาระ 930 ลิตร ติดตั้งระบบเข้า-ออกห้องโดยสารโดยไม่ต้องใช้กุญแจ (Passive Entry Passive Start – PEPS) อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อกประตูและสตาร์ตเครื่องยนต์ได้ภายในรัศมีของเซ็นเซอร์โดยไม่ต้องถือกุญแจโดยมีสวิตช์ที่ติดตั้งด้านขวาของพวงมาลัยที่สามารถเปิดหรือปิดระบบนี้ได้

ขุมพลัง
แคปติวา ใหม่ ยังคงติดตั้งระบบขับเคลื่อนและขุมพลังที่ได้รับการพิสูจน์แล้วพร้อมกับมีการปรับปรุงอัตราทดเฟืองท้ายที่ทำให้เฟืองขับเคลื่อนมีรอบหมุนน้อยลงในการหมุนล้อหรือเพลาขับรอบหมุนที่น้อยลงต่อการขับเคลื่อนเพลาช่วยลดรอบเครื่องยนต์เมื่อรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงขึ้นจึงส่งผลให้มีความประหยัดเชื้อเพลิงดีขึ้นและลดปริมาณมลพิษลง แคปติวามาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.4 ลิตร รองรับเชื้อเพลิง E85 พละกำลัง 167 แรงม้า (123 กิโลวัตต์) ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิด 230 นิวตันเมตร (23.45 กก.-เมตร) ที่ 4,600 รอบ/นาทีและเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร พละกำลัง 163 แรงม้า (120 กิโลวัตต์) ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร (40.78 กก.-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดครั้งแรกในระดับเดียวกันพร้อมระบบ Driver Shift Control (DSC) ระบบยกตัวอัตโนมัติของแคปติวาทำให้ตัวรถรักษาความสูงที่เหมาะสมไม่ว่าจะบรรทุกหนักเพียงใดก็ตามจึงรักษาเสถียรภาพการขับขี่และการควบคุมที่มั่นคงตลอดการเดินทาง เหล็กกันโคลงขนาดใหญ่และช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์

ฟอร์ด
ฟอร์ดประเทศไทยเปิดฉากงานมหกรรมยานยนต์ ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปครั้งที่ 32 ยกทัพยานยนต์และเทคโนโลยีระดับโลกมาจัดแสดงอย่างครบครัน รวมถึงไฮไลต์อย่าง ฟอร์ดเอเวอเรสต์ และฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นปี 2016 ฟอร์ด เอเวอเรสต์ใหม่ ได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถอเนกประสงค์ โดยเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ครบครันทั้งความแข็งแกร่งมีดีไซน์สวยสะดุดตา และมีเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย รถฟอร์ดที่ผลิตในประเทศไทยสามารถทำยอดขายได้ดีในทุกตลาดทั่วภูมิภาคอาเซียนโดยความสำเร็จของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ที่ผลิตจากโรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) จังหวัดระยอง มีส่วนช่วยตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี ฟอร์ดจึงได้ประกาศแผนลงทุนมูลค่า 186 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (6,269 ล้านบาท) เพื่อขยายโรงงาน ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ในจังหวัดระยอง เพิ่มความสามารถในการผลิตรถกระบะเพิ่มเติมที่โรงงานเอฟทีเอ็มให้รองรับการผลิตรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ด้วยความแข็งแกร่งตามมาตรฐานฟอร์ด หรือ ‘Built Ford Tough’ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ สามารถทำคะแนนทดสอบได้สูงสุดในบรรดารถกระบะที่เข้าร่วมทดสอบความปลอดภัยภายใต้โครงการ ASEAN New Car Assessment Program (ASEAN NCAP) โดยได้มาตรฐานในระดับ 5 ดาว ฟอร์ดจะเดินหน้ารุกตลาดโดยสานต่อกลยุทธ์การนำเสนอรถยนต์คุณภาพระดับโลกรุ่นใหม่ต่อไปในปีหน้าด้วยการเปิดตัว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่นปี 2016 และฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 3.2ลิตร รุ่นปี 2016 ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะใหม่มากมาย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า (Adaptive Cruise Control) ระบบเตือนป้องกันการชนรถคันหน้า (Forward Collision Warning System) ระบบช่วยเตือนการขับขี่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ* (Auto High BeamControl) และระบบแจ้งเตือนผู้ขับขี่ (Driver Alert System) เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น ปลอดภัย และสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ฟอร์ดเอเวอเรสต์ รุ่นปี 2016 จะมาพร้อมสีภายนอกใหม่ คือ สีฟ้า BlueReflex และสีภายในใหม่ในโทนสีดำ ลูกค้าสามารถสั่งจองรถยนต์ใหม่ทั้งสองรุ่นได้ในช่วงวันที่ 2 ถึง 13 ธันวาคมนี้ ทั้งภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปและที่ตัวแทนจำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ที่ราคา 1,749,000 บาทสำหรับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส และ 1,189,000 บาท สำหรับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 3.2 ลิตร นอกจากนี้ ผู้เข้าชมบูธฟอร์ดภายในงานยังจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีสุดล้ำในฟอร์ดเอเวอเรสต์ ใหม่ อย่างใกล้ชิด ด้วยการจัดแสดงรถรุ่นดังกล่าวในแบบตัดตามขวางให้เห็นถึงวัสดุคุณภาพสูงและคุณสมบัติอัจฉริยะมากมายที่อัดแน่นอยู่ภายในรถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมรุ่นนี้ ส่วนในด้านบริการหลังการขายฟอร์ดยังคงมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมทั่วประเทศโดยฟอร์ดได้เปิดโชว์รูมใหม่ ฟอร์ด รุ่งเจริญ บางนา บริเวณบางนา-ตราด กม. 26 และจะเปิดโชว์รูม ฟอร์ด ขอนแก่น ภายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อเสริมความสะดวกสบายและมอบบริการเต็มรูปแบบแก่ลูกค้า

ข้อเสนอพิเศษฟอร์ดยังคงมอบข้อเสนอพิเศษสุดจากแคมเปญ ‘YES’ หรือ ‘Year-End-Sale’ ภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 160,000 บาท หรือรับฟรีประกันชั้นหนึ่งสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ฟอร์ด เฟียสต้า โฟกัส และเอคโค่สปอร์ต ลูกค้าฟอร์ดทุกท่านสามารถเลือกข้อเสนอและราคาพิเศษที่มาพร้อมกับรถทุกรุ่นได้ตามไลฟ์สไตล์ของตนเองทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,929 บาทต่อเดือนพร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในรุ่น XL และฟอร์ด เอเวอเรสต์รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง กับโปรโมชั่นผ่อนเริ่มต้น 15,320 บาทต่อเดือนพร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในรุ่น 2.2 ลิตร ไทเทเนี่ยมฟอร์ด เฟียสต้ามาพร้อมกับราคาเริ่มต้นสุดพิเศษเพียง 494,000 บาทพร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟอร์ด เอนชัวร์ (สำหรับรุ่น 4 ประตู แอมเบียนท์ เกียร์อัตโนมัติ) ส่วนฟอร์ด เอคโค่สปอร์ตมีราคาเริ่มต้นเพียง 684,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งฟอร์ด เอนชัวร์ (สำหรับรุ่น แอมเบียนท์ เกียร์อัตโนมัติ) ขณะที่ฟอร์ด โฟกัส ราคาเริ่มต้นที่ 699,000 บาทพร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง (สำหรับรุ่น 5 ประตู 1.6 ลิตร เทรนด์ เกียร์อัตโนมัติ) ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธฟอร์ดเพื่อสัมผัสกับสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์และข้อเสนอพิเศษได้ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 32 ซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพค เมืองทองธานี ในวันที่ 2 ถึง 13 ธันวาคม 2558 *ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะมีเฉพาะในรุ่น เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส ปี 2016 เท่านั้น

นิสสัน
นิสสันผู้นำด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ (Innovation thatexcites) เดินหน้านโยบายการขายและการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งรถยนต์ 3 รุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่ เอสยูวี ไฮบริดที่ทรงพลังที่สุด, นิสสัน เอ็นพี 300 นาวารา สปอร์ตเทค กระบะพันธุ์แกร่ง 190 แรงม้า ด้วยดีไซน์สปอร์ตใหม่ ปรับโฉมเพิ่มอารมณ์สปอร์ตรอบคัน และ นิสสัน ซิลฟี ดีไอจี เทอร์โบ ใหม่ ที่สะดวกสบาย หรูหรา และให้สมรรถนะการขับขี่แบบสปอร์ตซีดาน เปิดตัวและจำหน่ายที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 32 หรือ ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2015 ระหว่างวันที่ 2 ถึง 13 ธันวาคม 2558 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็คเมืองทองธานี จัดโปรโมชั่นพิเศษโดยตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดในงาน 10%


นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่, นิสสัน เอ็นพี 300 นาวาราสปอร์ตเทค ใหม่, และนิสสันซิลฟี ดีไอจี เทอร์โบ มาเปิดตัวให้กับสาธารณชนอย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจอย่างสูงเช่นเดียวกันกับรถยนต์อีโคคาร์รุ่นยอดนิยมของนิสสัน ทั้งมาร์ชและอัลเมร่า ที่นอกจากจะได้รับการปรับโฉมให้มีความสดใหม่ก่อนหน้านี้ โดยในงานครั้งนี้ นิสสันยังได้เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าผู้สนใจรถยนต์อีโคคาร์ทั้งสองด้วยสีพิเศษนั่นคือสีม่วงพลัม (Plum) ที่ให้ความโฉบเฉี่ยว เร้าใจ อีกด้วย สำหรับนิสสัน เอ็กซ์เทรลไฮบริด ใหม่ ซึ่งเป็นรถเอสยูวีไฮบริดที่มีสมรรถนะสูงตอบทุกโจทย์ความสมบูรณ์แบบของชีวิต ที่นิสสันภูมิใจนำเสนอให้ลูกค้าในครั้งนี้มาพร้อมเทคโนโลยีเต็มพิกัด และมีราคาที่สมเหตุสมผล

นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริด มีให้เลือก 3 รุ่น ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,249,000 บาท ส่วนเทคโนโลยีที่โดดเด่นในรุ่นนี้ คือ เทคโนโลยี เพียวไดร์ฟไฮบริดที่มาพร้อมระบบคลัตช์คู่อัจฉริยะ (Intelligence Dual Clutch System) เอกสิทธิ์เฉพาะของนิสสัน ที่ผสานทั้งด้านสมรรถนะและความสนุกสนานในการขับขี่ได้อย่างลงตัว สามารถให้กำลังและแรงบิดอย่างเยี่ยมยอดเหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร นับเป็นรถที่มีอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงที่โดดเด่นที่สุดในคลาสโดยประหยัดกว่าเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ถึง 20% ทั้งยังสามารถขับเคลื่อนด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้ที่ความเร็วสูงถึง 120 km/h ให้ความเงียบและความนุ่มนวลในการตัดต่อกำลัง ซึ่งนิสสันมีความมั่นใจในสมรรถนะทุกด้านของรถยนต์รุ่นนี้อย่างยิ่งและเชื่อว่าลูกค้าจะประทับใจกับประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างเหนือระดับ ในเอ็กซ์เทรล ไฮบริดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงาน นิสสันยังจะได้จัดแสดงการทำงานของเทคโนโลยีนิสสัน เพียวไดรฟ์ไฮบริด ผ่านแท่นเครื่องยนต์ตัวอย่างที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ชมงานได้เห็นการออกแบบและโครงสร้างของเทคโนโลยี “ไฮบริดคลัตช์คู่อัจฉริยะ” อย่างใกล้ชิด อีกหนึ่งไฮไลต์ของบูธนิสสันที่เชื่อว่าจะได้รับความสนใจอย่างสูง คือ การเปิดตัว นิสสัน เอ็นพี 300 นาวาราสปอร์ตเทค ใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งเสริมทัพมาเพื่อตอบสนองลูกค้าที่รอคอยและต้องการรถกระบะที่ให้อารมณ์สปอร์ตปราดเปรียวดุดันและมีความแรงที่เหนือชั้นโดยนิสสัน เอ็นพี 300 นาวารา สปอร์ตเทค มีพละกำลังเครื่องยนต์สูงถึง 190 แรงม้า ขณะที่ดีไซน์ถูกปรับโฉม ชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน กระจังหน้าและกรอบไฟตัดหมอกสี Smoke Chrome พร้อมกับสเกิร์ตหน้าและบันไดข้างแบบสปอร์ตกันชนท้ายสี Smoke Chrome พร้อมสัญลักษณ์ Sportech มาพร้อมล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต 18” ลายใหม่, Sport Roll Bar พร้อมสัญลักษณ์ Sportech, เสาอากาศแบบ Shark Fin ช่วงล่าง Mono-frame chassis เอกลักษณ์ของนิสสันที่แข็งแกร่งตามมาตรฐานโลกเพิ่มความสะดวกสบายด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง เสริมความหรูสไตล์สปอร์ตด้วยเบาะหนังทูโทนที่ปรับได้ 8 ทิศทาง พวงมาลัยแบบ 3 ก้านและหัวเกียร์หุ้มหนัง พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบรับทุกความสะดวกสบาย เช่น ปุ่มสตาร์ตพร้อมกุญแจอัจฉริยะ ระบบปรับอากาศแบบแยกอุณหภูมิซ้ายขวา ช่องแอร์ด้านหลังสำหรับผู้โดยสารแถวหลังให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายและผ่อนคลายพร้อมกล้องมองหลังในทุกรุ่นเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยจากเทคโนโลยีเหนือระดับจากนิสสัน

นิสสันยังเติมเต็มความสปอร์ตเร้าใจด้วยการนำรถยนต์นิสสัน ซิลฟี ดีไอจี เทอร์โบตอบสนองลูกค้าที่ต้องการรถยนต์แบบซีดานที่ให้ความหรูหรา แต่มีความสปอร์ตและแรงเร้าใจโดยหลังจากเปิดตัวเมื่อกลางเดือนตุลาคม ได้รับเสียงตอบรับจากสื่อมวลชนเป็นอย่างดีในฐานะ“สปอร์ตหรูที่แรงเกินตัว” ให้สมรรถนะการขับขี่ที่แรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด2.5 ลิตร จากเครื่องยนต์ MR16DDT ขนาด 1.6 ลิตร หัวฉีดไดเร็ค อินเจคชั่นระบบวาล์วแปรผันคู่ พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ ที่ให้กำลังได้สูงสุดถึง 190 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาทีโดยให้แรงบิดแบบต่อเนื่องสูงสุดถึง 240 นิวตันเมตรในช่วงรอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 2,400-5,200 รอบ/นาที ขณะเดียวกันยังคงความหรูหรา สะดวกสบายเช่นการติดตั้งซันรูฟควบคุมด้วยไฟฟ้า รวมถึงเสริมระบบความปลอดภัย ระบบควบคุมการขับขี่และทรงตัวต่างๆ อย่างครบครัน ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VehicleDynamic Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control System) ควบคู่ไปกับการทำงานของระบบเบรกป้องกันล้อล็อก, พร้อมถุงลมนิรภัย 6 จุดโดยเพิ่มถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbags) และ ม่านนิรภัยด้านข้าง (Curtain Airbags) พร้อมระบบล็อกประตูอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ถอยจอดและกล้องมองหลัง

ภายในงานนิสสันได้ยกขบวนรถนิสสันมาจัดแสดงรวมทั้งสิ้น 7 รุ่น 19 คัน ด้วยกัน ประกอบด้วย นิสสันเทียน่า นิสสันซิลฟี ทั้งรุ่นใหม่ ดีไอจี เทอร์โบ และรุ่นเอสวีที่เพิ่มขึ้นใหม่ นิสสัน มาร์ช และ นิสสัน อัลเมร่า รถอีโค คาร์ ซีดาน ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยที่มาพร้อมสีพิเศษ ครั้งแรกกับสีม่วงพลัม นิสสัน จู๊ค โตเกียวอิดิชั่น ผู้นำตลาดรถครอสโอเวอร์ด้วยคาแรกเตอร์แตกต่างไม่เหมือนใคร พร้อมชุดแต่งพิเศษ สั่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นอย่างมีสไตล์ถึง 10 ชิ้น นิสสัน เอ็กซ์เทรล ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และ 2.5 ลิตร นิสสัน เอ็กซ์เทรล ไฮบริดใหม่ และนิสสัน เอ็นพี 300 นาวาราทั้งรุ่นธรรมดา และสปอร์ตเทค ใหม่” สำหรับบูธของนิสสัน ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 จัดแสดงภายใต้แนวคิดนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้น เร้าใจหรือ Innovation that excites บนพื้นที่ 1,452 ตารางเมตรถูกออกแบบภายใต้วงแหวนแห่งประสบการณ์ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ด้านดีไซน์ของบูธนิสสันทั่วโลก โดยภายในบูธนิสสัน

โปรโมชั่นพิเศษ
นิสสันได้เตรียมแคมเปญที่หลากหลายตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า อาทิ ข้อเสนอพิเศษสำหรับนิสสัน เอ็นพี 300 นาวารา รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี, ฟรี ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง TOUGH PACKAGE (เฉพาะรุ่น) และยังสามารถเลือกรับข้อเสนอไม่ว่าจะเป็นดาวน์ต่ำสุด 19,999 บาทพร้อมฟรีค่าบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร หรือเลือกผ่อนต่อเดือนสบายๆ เริ่มต้นเพียง 3,999 บาท และถูกใจมากขึ้นด้วยข้อเสนอเพิ่มมูลค่ารถเก่าเมื่อแลกซื้อรถใหม่ (Trade-in bonus) สูงสุด 35,000 บาท หรือข้อเสนอพิเศษสำหรับ นิสสัน เอ็กซ์เทรล รวมทั้ง เอ็กซ์เทรล ไฮบริด ใหม่ ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี และฟรี ค่าบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% และข้อเสนอพิเศษสุดเร้าใจสำหรับนิสสัน ซิลฟี รวมถึง ซิลฟี ดีไอจี เทอร์โบ* เลือกรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปีและผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,888 บาท และหลากหลายข้อเสนอที่ดีที่สุดแห่งปีกับนิสสันทุกรุ่น รวมทั้งเพิ่มความสบายใจให้กับลูกค้านิสสัน ด้วยเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานพร้อมช่างผู้ชำนาญกว่า 213 แห่ง ครอบคลุม 77จังหวัด ทั่วประเทศ” ผู้ที่สนใจรถนิสสันพร้อมข้อเสนอพิเศษ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บูธนิสสันที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 2 ถึง 13 ธันวาคม 2558 หรือที่ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสันทั่วประเทศ หรือที่ Call Center หมายเลข 02401 9600 หมายเหตุ*อุปกรณ์มาตรฐานอาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น ** ข้อเสนอเฉพาะรุ่นมีข้อกำหนดและเงื่อนไข

บีเอ็มดับเบิลยู
ค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว ขนทัพรถยนต์หรูสไตล์สปอร์ตบุก มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2015 ครบครันทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู X5 eDrive โฉมใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่, มินิ คลับแมน โฉมใหม่, มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์, มินิ คันทรีแมน พาร์คเลน และการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียกับ บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R o บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ พร้อมนวัตกรรมการควบคุมด้วยระบบสัมผัส, ฟังก์ชันสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวมือ โดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ (BMW Gesture Control) และ BMW Touch Command บนแท็บเล็ตขนาด 7 นิ้ว ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Permanent all-wheel drive และเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics eDrive มอบความสปอร์ตเต็มเปี่ยมให้กับบีเอ็มดับเบิลยู X5 eDrive โฉมใหม่ มินิ คลับแมน โฉมใหม่ อัดแน่นด้วยความสามารถตอบสนองการใช้งานในชีวิตประจำวัน และสมรรถนะในการขับขี่ทางไกล ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรถยนต์มินิ o ครั้งแรกในเอเชียกับบีเอ็มดับเบิลยู G 310 R มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยูที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดต่ำกว่า 500 ซีซี ด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในตลาดรถยนต์หรู ยกทัพรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด แบบครบครัน มุ่งหน้าสู่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2015 โดยมีไฮไลต์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู X5 eDrive โฉมใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี ปลั๊กอิน ไฮบริด, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 1 พร้อมเครื่องยนต์รุ่นใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ในราคาใหม่

ในส่วนของมินิ มีการเปิดตัว มินิ คลับแมน โฉมใหม่เป็นครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน, มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่ และมินิ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่ ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มีดาวเด่นอย่างบีเอ็มดับเบิลยู G 310 R มาให้สาวกบิ๊กไบค์ได้ยลโฉมกันเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย ผู้สนใจสามารถพบกับข้อเสนอและราคาสุดพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยูได้ในงาน ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 13 ธันวาคม 2558 ที่ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี


บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ รถยนต์ระดับแฟลกชิปที่มาพร้อมกับหน้าจอระบบสัมผัส ฟังก์ชันการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ และบีเอ็มดับเบิลยู ทัช คอมมานด์ ด้วยแท็บเล็ตขนาด 7 นิ้ว บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ ใช้หน้าจอควบคุม iDrive ระบบสัมผัสเป็นครั้งแรก ซึ่งนอกจากจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ในแบบเดิมแล้ว ระบบสัมผัสแบบใหม่นี้ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเลือกสั่งการและควบคุมจากการสัมผัสหน้าจอได้เช่นกัน นอกจากนี้ ระบบ iDrive ยังรองรับการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ หรือ BMW Gesture Control ที่ใช้เซ็นเซอร์ 3 มิติจับการเคลื่อนไหวเพื่อรับคำสั่งสำหรับระบบควบคุมความบันเทิงและการสื่อสาร มอบความสะดวกสบายสูงสุดทั้งในการปรับระดับเสียง การรับหรือปฏิเสธสายเรียกเข้าโทรศัพท์


บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมแบบมัลติฟังก์ชันอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู ทัช คอมมานด์ (BMW Touch Command) นวัตกรรมล่าสุดที่ให้คุณใช้อุปกรณ์แท็บเล็ตขนาด 7 นิ้วควบคุมสั่งการรถได้จากทั้งภายในและนอกตัวรถ โดยรองรับทั้งการปรับที่นั่ง แสงไฟภายในตัวรถ การปรับอุณหภูมิ และระบบความบันเทิง นำทาง และการสื่อสาร ห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ มีบรรยากาศที่หรูหราด้วยการออกแบบแสงไฟอย่างพิถีพิถัน โดยเฉพาะไฟ Welcome Light Carpet ที่ให้ความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเส้นนำสายตารอบตัวรถประหนึ่งการปูพรมต้อนรับ ขณะที่อีกหนึ่งฟีเจอร์พิเศษอย่างไฟ Ambient Light ก็ช่วยสร้างบรรยากาศ เสริมความหรูหราให้กับห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่ ยังมาพร้อมกับหลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama ช่วยสร้างบรรยากาศเสมือนท้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวหลากสี ด้วยชุดไฟแอลอีดีที่ส่องสว่างลงบนผิวกระจกในยามค่ำคืนจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ เป็นอีกหนึ่งความพิเศษเหนือระดับรถยนต์ซีดานหรูในเซ็กเมนต์เดียวกัน

อีกฟีเจอร์ใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู 740Li ที่แตกต่างจากรถยนต์ซีดานในเซ็กเมนต์เดียวกันคือ บีเอ็มดับเบิลยู เลเซอร์ไลท์ (BMW) ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในบีเอ็มดับเบิลยู i8 ด้วยเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู เซเลคทีฟ บีม (BMW Selective Beam) ช่วยลดความพร่ามัวและเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพิ่มเติมจากไฟแอลอีดีในรุ่นมาตรฐาน ไฟหน้าแบบเลเซอร์นี้มีแสงสีขาวและให้ความสว่างได้ในระยะ 600 เมตร สำหรับไฟสูง ซึ่งเป็นระยะที่ไกลกว่าความสว่างจากไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสองเท่าและให้ความเข้มของแสงมากกว่าไฟหน้าแบบแอลอีดีถึงสี่เท่า บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่มาพร้อมกับทุกองค์ประกอบเพื่อสร้างความแม่นยำ การเคลื่อนไหวในการขับขี่อย่างมั่นคงและสอดประสานอย่างกลมกลืน ช่วงล่างแบบถุงลมซึ่งทำงานด้วยการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อัดลมเข้าไปเก็บในถังลม ทำให้สามารถรักษาระดับของรถไว้ได้ แม้ในเวลาที่เครื่องยนต์หยุดทำงาน ระดับความสูงของรถจะถูกปรับให้คงที่อยู่เสมอไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกเท่าไรก็ตาม และเนื่องจากในแต่ละล้อมีตัวจ่ายลมที่ทำงานอย่างเป็นอิสระ จึงสามารถปรับระดับของรถให้เสถียรได้ แม้ว่าน้ำหนักในการบรรทุกของล้อแต่ละข้างจะไม่เท่ากัน บีเอ็มดับเบิลยู 740Li โฉมใหม่นี้ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียงรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยปริมาตรกระบอกสูบขนาด 3 ลิตร ซึ่งใช้เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที อัตราเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.6 วินาที อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 166 กรัมต่อกิโลเมตร

บีเอ็มดับเบิลยู X5 eDrive โฉมใหม่ พร้อมเทคโนโลยี ปลั๊กอิน ไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e เป็นรถยนต์ ปลั๊กอิน ไฮบริด รุ่นแรกในกลุ่มซีรี่ส์หลักที่บีเอ็มดับเบิลยูนำมาทำตลาด โดยครบเครื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยและความหรูหราในแบบรถยนต์ SAV เกาะถนนเป็นเลิศด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive ทั้งยังประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics eDrive เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรของบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e สามารถคว้ารางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี International Engine of the Year มาครองได้ถึงสามสมัย ด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นจากเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ TwinScroll ระบบหัวฉีดน้ำมันที่มีความแม่นยำสูง และระบบ VALVETRONIC ซึ่งทำให้เครื่องยนต์รุ่นนี้เป็นขุมพลังเบนซิน 4 สูบที่ทรงพลังที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู ส่งกำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์/245 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร (258 ปอนด์-ฟุต) สู่ล้อรถได้อย่างราบรื่นในทุกรอบเครื่อง ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าก็มอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร (184 ปอนด์-ฟุต) ที่พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาทีตามสไตล์ระบบส่งกำลังไฟฟ้า ทำงานประสานกับเครื่องยนต์หลักเพื่อให้ขับขี่ได้สนุก ทันใจ เร่งความเร็วได้โดยไม่ต้องรอ บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 6.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 230 กิโลวัตต์/313 แรงม้า เร่งความเร็วได้อย่างใจนึก ประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 31.3 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 76 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

เทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด
ในบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e สามารถนำสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และยังสามารถขับขี่ในตัวเมืองได้โดยไม่ปล่อยมลภาวะออกจากท่อไอเสียเลย แบตเตอรี่ของรถมีความจุ 9 กิโลวัตต์ชั่วโมง และสามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดยมีช่องเก็บสายชาร์จอยู่ใต้พื้นที่เก็บของ เมื่อแบตเตอรี่หมด สามารถชาร์จด้วยไฟบ้านให้เต็มได้โดยใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง 50 นาที หรือเลือกเสริมประสิทธิภาพการชาร์จด้วยอุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) จาก BMW 360° ELECTRIC ที่ทั้งปลอดภัย ใช้งานง่าย และรวดเร็วด้วยกำลังไฟถึง 3.5 กิโลวัตต์ (16 แอมป์/230 โวลต์) จึงสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาที

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่ ด้วยงานออกแบบที่เฉียบคมในทุกรายละเอียด ด้วยชุดกันชนหน้าที่มีช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ เน้นย้ำถึงความกว้างของตัวรถ เช่นเดียวกับชุดกันชนหลังและไฟท้ายแอลอีดีที่ช่วยเสริมมาดความสปอร์ตของตัวรถ ส่วนไฟหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟแอลอีดีเพื่อการขับขี่ในเวลากลางวัน ก็ช่วยให้รถดูโฉบเฉี่ยวสะดุดตายิ่งขึ้น เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบรุ่นใหม่ล่าสุดของบีเอ็มดับเบิลยู ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู 320i 320i Luxury และ 320i Sport ประหยัดน้ำมันด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 16.1 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 ที่ 146 กรัมต่อกิโลเมตร ทั้งยังเปี่ยมสมรรถนะกับกำลังสูงสุด 184 แรงม้าที่ 5,000-6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 7.3 วินาที

บีเอ็มดับเบิลยู 330i M Sport
ต่อยอดความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู 328i ด้วยเครื่องยนต์ที่มอบพลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้าที่ 5,200-6,500 รอบต่อนาที ทำงานประสานกับเกียร์ 8 สปีด Steptronic ให้คุณเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 5.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สำหรับชุดอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นนี้ มีทั้งชุดแต่ง M Aerodynamic พวงมาลัยหนังแท้สไตล์ M ขอบประตูแบบ M แต่งโลโก้ M ด้านข้าง และล้อแม็กอัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วสีเทา Ferric Grey metallic

ส่วนในรุ่นดีเซล บีเอ็มดับเบิลยู 320d Luxury และ 320d Sport มาพร้อมกับขุมพลังระดับ 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 27 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมอัตราการปล่อย CO2 เพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร ระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic ใหม่ มีส่วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยประสิทธิภาพ อัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และตัวแปลงแรงบิดที่สูญเสียกำลังน้อยลงในขณะเปลี่ยนเกียร์ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ราว 3 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับรุ่น 320i Sport 320d Sport และ 330i M Sport มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

บีเอ็มดับเบิลยู 118i Sport และ 118i M Sport
ขุมพลังใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู 118i รุ่นล่าสุดนี้ พัฒนาต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า ด้วยขุมพลังใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี EfficientDynamics เป็นคุณสมบัติมาตรฐาน พร้อมด้วยการปรับแต่งรายละเอียดด้านดีไซน์มากมายทั้งภายในและภายนอกรถ โดยเพิ่มชุดอุปกรณ์ในรุ่นมาตรฐาน ควบคู่ไปกับออปชั่นใหม่ที่หลากหลาย เสริมทั้งประโยชน์ใช้สอยและรูปลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น บีเอ็มดับเบิลยู 118i M Sport มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้าที่ 4,500-6,000 รอบต่อวินาที จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 8.7 วินาที ทั้งยังใช้เชื้อเพลิงคุ้มค่าด้วยอัตราการเผาผลาญน้ำมัน 20.0 กิโลเมตรต่อลิตร และมีระดับการปล่อยก๊าซ CO2 เพียง 118 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 118i M Sport นั้น มาพร้อมชุดตกแต่งพิเศษ M Sport ที่มีทั้งล้ออัลลอย M Sport ขนาด 18 นิ้ว สีเทา Ferric Grey metallic แถบตกแต่งคอนโซลอลูมิเนียมลาย Hexagon ชุดแต่ง M Aerodynamic พร้อมด้วยเส้นสายขอบหน้าต่างสีดำเงาแบบ M และพวงมาลัยหุ้มหนังแท้แบบ M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport
บีเอ็มดับเบิลยู 520d พร้อมให้คุณยกระดับสมรรถนะไปอีกขั้นด้วยชุดแต่ง M Sport ที่มีทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 19.2 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ที่ 137 กรัมต่อกิโลเมตร บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.5 นิ้วสำหรับควบคุมระบบต่าง ๆ ในตัวรถได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมด้วยระบบ BMW Comfort Access ที่ให้คุณเปิดประตูรถได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสเมื่อมีกุญแจติดตัว พร้อมไฟตัดหมอกแอลอีดี โดยตัวรถมาพร้อมกับชุดแต่ง M Aerodynamic พวงมาลัยหนังแท้สไตล์ M ขอบประตูแบบ M เพดานห้องโดยสารสีดำแอนทราไซต์จาก BMW Individual แต่งโลโก้ M ด้านข้าง และล้อแม็ก อัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้ว


บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport
ปรับราคาใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างฟีเจอร์เด่นของยนตรกรรมบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X พร้อมกับความสง่างามปราดเปรียวของดีไซน์แบบคูเป้สุดคลาสสิก ชุดแต่ง M Sport มอบความโฉบเฉี่ยวทั้งภายนอกและภายในให้กับบีเอ็มดับเบิลยู X4 ด้วยชุดแต่ง M Aerodynamic รวมถึงเส้นสาย High-gloss Shadow Line ของดีไซน์ภายนอก และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาพิเศษแบบ M Sport ขนาด 19 นิ้ว มอบภาพลักษณ์ดีไซน์สปอร์ตควบคู่ไปกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ xDrive ที่เพิ่มความสนุกสนานยามขับขี่ พร้อมใส่ใจการดีไซน์ในทุกรายละเอียดด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มด้วยหนังแท้สไตล์สปอร์ตแบบ M เบาะนั่งแบบสปอร์ต และการตกแต่งภายในด้วยวัสดุอลูมิเนียม บรัช มอบความรู้สึกสไตล์สปอร์ตอย่างสมบูรณ์แบบ


บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล 2.0 ลิตร เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมทั้งบล๊อก มอบกำลัง 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที โดยมีแรงบิดสูงสุดถึง 400 นิวตันเมตร ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport พุ่งทะยานจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8 วินาที ทั้งยังมาพร้อมกับชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่มอบประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงถึง 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เพียง 149 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport เป็นรถยนต์รุ่นล่าสุดที่ประกอบขึ้นในประเทศไทยที่โรงงานของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง โดยผู้สนใจสามารถจับจองได้ที่ราคา 3,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

มินิ คลับแมน โฉมใหม่
ความยาวที่เพิ่มขึ้น 27 เซนติเมตร กว้างขึ้น 9 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 10 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับรถยนต์มินิ แฮทช์ 5 ประตู มินิ คลับแมน โฉมใหม่นี้ จึงเป็นรถยนต์มินิที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งไม่เพียงเป็นการตีความใหม่ให้กับการเดินทางในแบบดั้งเดิมตามสไตล์อังกฤษ สำหรับศตวรรษที่ 21 แต่ยังเป็นการผจญภัยครั้งใหม่ของ แบรนด์มินิในเซ็กเมนต์รถยนต์คอมแพคระดับพรีเมียม ช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุมากถึง 360 ลิตร และยังสามารถขยายขนาดเพิ่มขึ้นเป็น 1,250 ลิตร ฝากระโปรงท้ายแบบบานพับสองข้างใช้วัสดุโลหะที่โดดเด่นสะดุดตาเป็นอีกจุดเด่นชวนมองในส่วนท้ายของ มินิ คลับแมน โฉมใหม่ เสากลางระหว่างบานกระจกซ้าย-ขวามีขนาดเล็กลงกว่าในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองด้านหลังให้ดียิ่งขึ้น การเปิดฝากระโปรงท้ายสามารถทำได้ด้วยการใช้มือเปิดจากปุ่มที่มือจับฝากระโปรงทั้งสองข้างซึ่งทำจากวัสดุชุบโครเมียม หรือสามารถเปิดได้โดยไม่ต้องสัมผัสตัวรถด้วยการใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้าย ฝากระโปรงท้ายก็จะเปิดโดยอัตโนมัติทีละข้าง ซึ่งฟีเจอร์นี้สามารถใช้งานได้เมื่อผู้ขับมีกุญแจรถอยู่กับตัว

นวัตกรรมการจัดไฟแบบพิเศษเฉพาะสำหรับ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน และ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม โฉมใหม่ มีทั้งไฟหน้าแอลอีดี ไฟแอลอีดีสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน ไฟท้ายแอลอีดี และไฟตัดหมอกแอลอีดี เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ส่วนการจัดแสงไฟภายในห้องโดยสาร ใช้ทั้งไฟแอลอีดีและแสงไฟแอมเบียนท์เพื่อสร้างบรรยากาศ และมาพร้อมกับฟีเจอร์พิเศษ MINI Excitement Package ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนสีได้ พร้อมตอบสนองด้วยแสงสีทันทีที่เปิดหรือปิดประตูรถ นอกจากนี้ ยังเพิ่มลูกเล่นการฉายไฟรูปโลโก้มินิจากกระจกมองข้างลงมาบนพื้นถนนฝั่งคนขับเมื่อทำการปลดล็อกรถยนต์อีกด้วย มินิ คลับแมน โฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด 3 รุ่น โดยขุมกำลังของมินิ รุ่นใหม่นี้ ประกอบด้วยเทคโนโลยี มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้อารมณ์ในการขับขี่แบบโกคาร์ทโดยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ด้านต่างๆ ที่ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ในมินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน โฉมใหม่ กำลังขับเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 5.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 141 กรัมต่อกิโลเมตร) มินิ คูเปอร์ คลับแมน โฉมใหม่ เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ กำลังขับเคลื่อน 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 125 กรัมต่อกิโลเมตร) สำหรับใน มินิ คูเปอร์ ดี คลับแมน โฉมใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ กำลังขับเคลื่อน 110 กิโลวัตต์/150 แรงม้า (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 130 กรัมต่อกิโลเมตร)



มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่ ผสมผสานความเร้าใจจากสนามแข่งกับความหรูหราเต็มเปี่ยมของมินิรุ่นล่าสุด ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครัน ต่อยอดจากรถยนต์ต้นแบบเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ใหม่ มาพร้อมกับที่สุดแห่งขุมพลังสปอร์ตจากมินิ กับเครื่องยนต์ 4 สูบที่ติดตั้งแบบ transverse พร้อมอัพเกรดระบบส่งกำลังให้ทำงานราบรื่นด้วยเทคโนโลยี มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ให้คุณขับขี่ได้คล่องตัว รวดเร็ว พร้อมท้าทายทุกสนามแข่ง เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรรุ่นนี้มีปริมาตรกระบอกสูบมากกว่ารุ่นก่อน 25 เปอร์เซ็นต์ พร้อมมอบสมรรถนะสูงขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และแรงบิดเพิ่มมากขึ้นอีก 23 เปอร์เซ็นต์ ขุมพลังใหม่ของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่มินิเคยนำออกมาทำตลาด โดยมีกำลังสูงสุดถึง 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า พร้อมระบบส่งกำลังที่เน้นสมรรถนะเป็นหลัก และเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังจากลูกสูบ เทอร์โบชาร์จเจอร์ และท่อไอเสียที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เครื่องยนต์รุ่นนี้มีอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16.1 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราปล่อยก๊าซ CO2 ที่ 148 กรัมต่อกิโลเมตร นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ยังมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยระบบแสดงผล MINI Head-Up Display พร้อมคอนเทนต์พิเศษในรุ่นนี้เฉพาะ หลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Chili Red ล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบา จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ขนาด 18 นิ้ว และแถบสีแต่งกระโปรงรถลายจอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ส่วนระบบช่วงล่างทำงานสอดประสานกับเครื่องยนต์อย่างสมบูรณ์แบบ ควบคู่ไปกับเบรกระดับสปอร์ตรุ่นใหม่จากเบรมโบ ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ เซอร์โวทรอนิก ที่ใช้ทั้งระบบไฟฟ้าและกลไกผสมผสานกัน และเทคโนโลยี Dynamic Stability Control ที่มีทั้งคุณสมบัติ Dynamic Traction Control (DTC) Electronic Differential Lock Control (EDLC) และ Dynamic Damper Control ติดตั้งมาในตัวเป็นมาตรฐาน

มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่ พาร์คเลน เป็นหนึ่งในย่านพักอาศัยที่หรูหราและน่าอยู่ที่สุดในลอนดอน โดยตั้งอยู่ในย่านเมย์แฟร์ มินิเองมีโชว์รูมอยู่ในย่านนี้หนึ่งสาขา และก็ได้หยิบยืมชื่อ พาร์คเลน มาตั้งเป็นชื่อรุ่นพิเศษเป็นครั้งที่สาม เพื่อสืบทอดความสำเร็จของมินิ พาร์คเลน รุ่นไฮเอนด์สุดคลาสสิกตัวแรกเมื่อปี 2530 และรุ่นที่สองจากปี 2548 โดยถือเป็นครั้งแรกที่มินินำเอาธรรมเนียมการเอาชื่อถนนและย่านต่างๆ ในลอนดอนมาตั้งชื่อให้กับรถในรุ่นคันทรีแมน มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่ เปี่ยมความหรูหราที่จะจับทุกสายตาด้วยดีไซน์และสีสันพิเศษสุดเฉพาะตัว ตัวถังสีเทาเมทัลลิก Earl Grey จับคู่กับหลังคาและกระจกมองข้างสีแดง Oak Red พร้อมแต่งด้วยแถบสีสไตล์สปอร์ตในสีเดียวกับกระโปรงรถ กันชนท้าย และส่วนข้างตัวรถ ขณะที่ไฟเลี้ยวติดตั้งในกรอบชุบโครเมียมที่แต่งด้วยสีแดง Oak Red เช่นกัน นอกจากนี้ ตัวรถยังเสริมความสปอร์ตด้วยล้อแม็กอัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วสีเทาในดีไซน์ Turbo Fan Dark Grey พร้อมตกแต่งรอบตัวถังด้วยชิ้นส่วนกันชนและขอบประตูสีเงินในชุดแต่ง MINI ALL4 Exterior มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล มินิ ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งผลิตจากอลูมิเนียมทั้งบล็อก มอบกำลังสูงสุด 143 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 305 นิวตันเมตร โดยมีอัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่ 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 ที่ 184 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R เป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ใหม่ เป็นรถมอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์จากบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดต่ำกว่า 500 ซีซี ด้วยเครื่องยนต์หนึ่งสูบที่มีน้ำหนักเบาแต่สมรรถนะสูง บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ใหม่ จึงเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ความเป็นมอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ตัวจริง กับประสิทธิภาพและความสบายในการขับขี่ ทั้งในตัวเมืองและนอกเมือง


บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ใหม่ มีเบาะนั่งที่รองรับการขับขี่ในแบบสบายๆ ด้วยความสูงเพียง 785 มิลลิเมตรเท่านั้น ส่วนสวิตช์และปุ่มควบคุมต่างๆ ก็ใช้งานง่ายและปลอดภัย ตามแบบบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ด้วยงานออกแบบที่คำนึงถึงทุกลักษณะรูปร่างของผู้ขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ใหม่ แข็งแกร่งด้วยเฟรมตัวถังเหล็กกล้า ช่วงล่างแบบ upside-down fork และสวิงอาร์มยาว ที่เสริมความมั่นใจ ให้รถทรงตัวได้ดีอยู่เสมอ และตอบสนองได้อย่างแม่นยำในทุกจังหวะ หัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ใหม่ ได้แก่เครื่องยนต์หนึ่งสูบ 313 ซีซีที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมติดตั้ง 4 วาล์ว 2 แคมชาฟท์ และระบบหัวฉีดน้ำมันแบบไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 25 กิโลวัตต์/34 แรงม้า ที่ 9,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 24 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที เพื่อขับเคลื่อนตัวถังที่มีน้ำหนักเบาเพียง 158.5 กิโลกรัมเท่านั้น เช่นเดียวกับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นอื่นๆ บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ใหม่ ติดตั้งระบบเบรกเอบีเอสมาเป็นมาตรฐาน โดยเสริมสมรรถนะด้วยระบบเอบีเอสแบบสองช่อง

บีเอ็มดับเบิลยู ราคา
• บีเอ็มดับเบิลยู 740Li Pure Excellence โฉมใหม่: เริ่มต้นที่ 6,999,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e M Sport โฉมใหม่: 5,399,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู 320i ใหม่: 2,399,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู 320i Luxury/Sport ใหม่: 2,699,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู 320d Luxury/Sport ใหม่: 2,799,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู BMW 330i M Sport ใหม่: 3,099,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู 118i Sport: 1,899,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู 118i M Sport: 2,099,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport: 3,599,000 บาท
• บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport: 3,999,000 บาท

มินิ ราคา
• มินิ คูเปอร์ คลับแมน โฉมใหม่: 2,388,000 บาท
• มินิ คูเปอร์ ดี คลับแมน โฉมใหม่: 2,688,000 บาท
• มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน โฉมใหม่: 3,088,000 บาท
• มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน ไฮทริม โฉมใหม่: 3,288,000 บาท
• มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ โฉมใหม่: 3,450,000 บาท
• มินิ คูเปอร์ เอสดี ออลโฟร์ คันทรีแมน พาร์คเลน ใหม่: 2,590,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด
• บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R ใหม่: ยังไม่ประกาศราคาจำหน่าย


ข้อเสนอพิเศษในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2015** ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูจะได้พบกับความคุ้มค่าสูงสุดด้วยข้อเสนอพิเศษในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2015 ดังนี้ - ดาวน์โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5 ทุกรุ่น - ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง หนึ่งปีเต็ม สำหรับบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น ยกเว้นบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3, บีเอ็มดับเบิลยู X4 และบีเอ็มดับเบิลยู X1 - ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งปี ให้ครอบคลุมการดูแลและบำรุงรักษารถรวมสูงสุด 6 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X1 เท่านั้น * ข้อเสนอพิเศษจาก บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส เท่านั้น โดยบีเอ็มดับเบิลยู ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) ขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและรายละเอียดโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า ** ข้อเสนอสำหรับลูกค้าที่สั่งจองรถยนต์รุ่นดังกล่าวภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2015 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เท่านั้น. 

มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32” ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธันวาคม 2558

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้