วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รพ.จุฬาภรณ์ลุยพื้นที่บนดอยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสตรีชาติพันธุ์ : สร้าง "ความรู้-ตระหนัก"

รพ.จุฬาภรณ์ลุยพื้นที่บนดอยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสตรีชาติพันธุ์ : สร้าง "ความรู้-ตระหนัก"

  • Share:

ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก 50% เสียชีวิต

นับเป็นโรคร้ายซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตที่น่าตกใจมิใช่น้อย

โดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก ถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย ซึ่งในเพศหญิงจะพบป่วยมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่จะพบปีละ 8,000-10,000 คนและในจำนวนนี้จะเสียชีวิตถึงร้อยละ 50 หรือประมาณ 4-5 พันคนต่อปี


นอกจากอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 50% ในผู้ป่วยแล้ว สิ่งที่น่าเป็นกังวลยิ่งไปกว่านั้นคือ กลุ่มอายุของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกปัจจุบันมีอายุน้อยลง เพราะคนไทยมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น สามารถแบ่งช่วงอายุการพบได้เป็น 2 ช่วง คืออายุ 30–40 ปี และอายุ 50–60 ปี จากที่ในอดีตจะพบผู้ป่วยเฉลี่ยที่อายุ 40–50 ปี ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าขณะนี้พบผู้ป่วยในช่วงอายุที่น้อยลงกว่าเดิมถึง 10 ปี

ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก คือ การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี โดยเชื้อจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุปากมดลูกจนพัฒนาไปเป็นมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น การให้ความรู้ ทั้งการป้องกัน และการตรวจหาโรคให้เร็วที่สุด จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมะเร็งปากมดลูกสามารถรักษาให้หายได้หากพบเร็ว และจะดียิ่งขึ้น หากพบเชื้อก่อนที่จะกลายเป็นเนื้อร้าย

แน่นอนการพบผู้ป่วยในกลุ่มอายุที่น้อยลงถือเป็นเรื่องที่น่าหวั่นวิตก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งวางมาตรการสกัดกั้นเพชฌฆาตร้ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจค้นและวางแผนการรับมือ เพราะหากปล่อยให้ประชาชนช่วงอายุ 30-40 ปี ซึ่งถือเป็นกำลังหลักในการทำงานป่วย ก็จะส่งผลถึงการขาดบุคลากรในการช่วยพัฒนาประเทศ ทั้งยังส่งผลถึงภาระด้านการเงินที่ต้องแบกรับภาระในการรักษายาวนานขึ้น รวมถึงส่งผลให้คุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวแย่ลง ซึ่งอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาทางสังคมอีกด้วย

จากปัญหาที่เกิดขึ้นหลายหน่วยงาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการหาวิธีการป้องกันรักษา รวมถึงให้โอกาสประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองและได้ผลตรวจที่แม่นยำ โดย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ร่วมกับ มูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ ลงพื้นที่ให้บริการตรวจมะเร็งปากมดลูกให้ผู้หญิงกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดน่าน

ภายใต้โครงการ “แม่หญิงม่วนใจ๋ ปลอดภัยห่างไกลมะเร็งปากมดลูก” ซึ่งเป็นการให้บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แก่สตรีชาวชาติพันธุ์ ที่มีอายุระหว่าง 30-50 ปี จำนวน 800 คน ประกอบด้วย ชาวม้ง ชาวเมี่ยน ชาวลั้วะ ชาวขมุ และชาวมละบริ ในพื้นที่อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว และอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน


นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูติ-นรีเวชวิทยา ด้านมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ฉายภาพโครงการฯ ว่า โครงการนี้ถือเป็นการให้บริการการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และการตรวจเลือดพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี ขั้นสูงไปสู่ชนบทห่างไกล ร่วมกับการให้ความรู้ สร้างความ ตระหนัก ในการป้องกันเกี่ยวกับอันตรายจากมะเร็งปากมดลูก รวมทั้งการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ที่มีประโยชน์ ในการป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกให้แก่ชาวไทย รวมถึงการให้บริการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ B และ C พร้อมเก็บเลือดผู้ป่วยเข้าคลังเนื้อเยื่อ เพื่อศึกษาวิจัยต่อเนื่องในอนาคต ส่วนที่เลือกจังหวัดน่านเพราะมีเครือข่ายของ รพ.จุฬาภรณ์มาตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับอยู่แล้ว โดยการตรวจจะใช้ วิธีตรวจแบบใหม่คือการตรวจเซลล์ปากมดลูกแบบแผ่นบาง

“อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติและตรวจพบจากการตรวจคัดกรองหรือตรวจด้วยกล้องขยายร่วมกับการตัดเนื้อออกตรวจทางพยาธิวิทยา อาการที่อาจจะพบในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก คือ ตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบมากถึงร้อยละ 80–90 ของผู้ป่วยที่มีอาการ ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ตกขาวปนเลือด เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น” นพ.ณัฐวุฒิ เล่าถึงอาการของผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมขยายว่าหญิงไทยอายุตั้งแต่ 35 ปี ขึ้นไปควรตรวจมะเร็งปากมดลูกทุกปี


ทีมข่าวสาธารณสุข มองว่า การจัดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องที่ดี เพราะการป้องกันย่อมคุ้มค่ากว่าการรักษา โดยเฉพาะทางด้านจิตใจของทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัว เพราะหากรู้ว่าป่วยเร็วก็จะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมไปถึงการรอดชีวิตได้ แต่ถ้าไม่พบโรคก็ถือว่าได้โชคถึง 2 ชั้น คือทั้ง สบายใจ โล่งใจ ไม่ต้องคอยวิตกกังวล แถมได้รับ ความรู้ทำให้ตระหนักถึงการป้องกันและเฝ้าระวังโรคมากขึ้น

โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ชาวชาติพันธุ์ ได้เข้าตรวจคัดกรองมะเร็ง ถือเป็นการสร้างความเท่าเทียมในสังคม สุขภาพดีซื้อไม่ได้ด้วยเงิน แต่ต้องสร้าง “ความรู้–ตระหนัก” ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เพื่อสร้างเกราะป้องกันโรคร้ายอย่างมั่นคงและยั่งยืน.

ทีมข่าวสาธารณสุข

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้