ข่าว
100 year

แครมปัส ปีศาจร้ายวันคริสต์มาส

ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน29 พ.ย. 2558 05:01 น.
SHARE

อีกไม่นานก็จะเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุขของชาวคริสต์ โดยเฉพาะในชาติตะวันตกทั้งหลาย เทศกาลที่ว่านี้ก็คือ คริสต์มาส เปรียบไปแล้วคริสต์มาสก็น่าจะคล้ายกับวันสงกรานต์ของไทยเรา ในแง่ที่ว่าคนในครอบครัวจะใช้เวลาอยู่ร่วมกัน ลูกๆจะใช้วันหยุดนั้นกลับไปหาพ่อแม่ มอบของขวัญและอวยพรให้กันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสำหรับทุกคน โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะจะได้ของขวัญจากซานตาคลอสนั่นเอง

เมื่อพูดถึงคริสต์มาส หากถามว่าอะไรคือสัญลักษณ์ของวันสำคัญของชาวคริสต์นี้ คนจำนวนมากคงนึกถึงต้นคริสต์มาสที่มีของขวัญวางอยู่ข้างล่างหลายชิ้นและถุงเท้าที่ห้อยไว้บนต้นไม้ ตุ๊กตาสโนว์แมนสวมหมวกและผ้าพันคอไหมพรมสีสด ซานตาคลอสตัวอ้วนในชุดสีแดงขาวกับถุงใส่ของขวัญใบโตนั่งอยู่ในเลื่อนที่เทียมด้วยกวางเรนเดียร์แบบที่มักจะเห็นตาม ส.ค.ส. แต่สัญลักษณ์ของคริสต์มาสยังมีมากกว่านั้น และแต่ละอย่างก็มีความหมายเฉพาะอยู่ในตัวด้วย สัญลักษณ์เหล่านั้นได้แก่

ช่วงฤดูหนาวคือเวลาที่ปีศาจร้ายนามแครมปัสจะมาเยือน.

เทวดา นางฟ้า (Christmas Angel) เป็นทั้งเครื่องหมายของแสงสว่างและผู้นำสารจากพระเจ้า ทูตสวรรค์นามว่าแกเบรียล (Gabriel) เป็นผู้ไปบอกให้พระแม่มารีทราบถึงการที่ถูกเลือกให้เป็นผู้กำเนิดบุตรของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระเยซูนั่นเอง

ระฆัง ของประดับต้นคริสต์มาสที่ขาดไม่ได้ก็คือระฆังใบเล็กๆ ผูกโบ เสียงใสๆของระฆังนั้นช่วยขจัดความมัวหมองของจิตใจออกไป หลายคนคงรู้สึกดีเวลาที่ได้ยินเสียงใสๆของระฆังใบเล็กที่กังวานมาในอากาศ

แสงเทียน ในความมัวหม่นและหนาวเหน็บของชาติที่อยู่ในดินแดนที่มีฤดูหนาวยาวนาน ยามใดที่มีแสงแดดสาดส่องลงมาจึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมีความสุขกันถ้วนหน้า แสงเทียนใช้แทนความหมายของแสงอาทิตย์ในฤดูหนาวนั่นเอง

ใบและผลฮอลลี่ (Holly) เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้ของคริสต์มาส ต้นฮอลลี่เป็นพืชที่มีใบเขียวขจีในทุกฤดูกาลแม้กระทั่งฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนัก ชาวคริสเตียนในยุคแรกๆ ใช้ใบของฮอลลี่ซึ่งมีขอบใบเป็นแฉกๆ ที่มีปลายแหลมแทนความหมายของมงกุฎหนามที่ทหารโรมันสวมบนศีรษะของพระเยซูและใช้ผลสีแดงสดแทนโลหิตของพระเยซู

แครมปัสคือฝันร้ายของเด็กเกเร.

ไอวี่ (Ivy) เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่ยังคงความเขียวได้ในฤดูหนาว มันจึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์อีกชนิดหนึ่งคู่กับฮอลลี่เสมอ

มิสเทิลโท (Mistletoe) พืชชนิดนี้เป็นกาฝากที่มักจะพบตามต้นแอปเปิ้ลและต้นหลิว มีผลกลมเล็กสีขาว การแขวนใบและผลของมิสเทิลโทไว้นอกบ้านจะนำสิ่งดีๆมาและขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากครอบครัว และยังแทนความหมายของมิตรภาพและความรัก

ต้นพอยน์เซตเทีย (poinsettia) หรือที่บ้านเรามักเรียกว่าต้นคริสต์มาส ซึ่งมีใบแตกใหม่เป็นสีแดงสดนั่นเอง (ไม่ใช่ต้นคริสต์มาสที่เป็นต้นสน) ใบสีแดงของพอยน์เซตเทียจะแตกออกไปคล้ายดาวใช้แทนความหมายของดาวแห่งเบธเลเฮม (Star of Bethlehem) ที่ส่องสว่างในคืนวันประสูติของพระเยซู นอก จากนั้นสีแดงยังแทนโลหิตของพระองค์ด้วย ส่วนใบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของพระองค์ สัญลักษณ์นี้นิยมใช้กันในทวีปอเมริกาเท่านั้น

แครมปัสคือปีศาจที่ตรงข้ามกับซานตาคลอส.

ดวงดาว ถือว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดสำหรับเทศกาลคริสต์มาสก็ว่าได้ เพราะดวงดาวแห่งเบธเลเฮมนั้นบอกถึงการประสูติขึ้นของพระเยซูเมื่อสองพันกว่าปีก่อนนั่นเอง ชาวคริสต์จึงถือว่าต้นคริสต์มาสที่นำมาตั้งประดับช่วงเทศกาลคริสต์มาสจะไม่สมบูรณ์หากขาดยอดบนสุดเป็นดาวหนึ่งดวง

ซานตาคลอส (Santa Claus) มีที่มาจากเซนต์นิโคลัส แห่งไมรา ตามตำนานของชาวยุโรป ส่วนคำว่าซานตาคลอสนั้นสร้างขึ้นใหม่โดยชาวอเมริกัน โดยนำมาจากคำว่า Sinterklaas ในภาษาดัตช์ ตามตำนานกล่าวว่า เซนต์นิโคลัสเป็นคนใจดีที่ชอบช่วยเหลือคนยากไร้ มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 เป็นคนที่อุทิศตนเพื่อศาสนาคริสต์อย่างจริงจัง จนเป็นที่เคารพนับถือไปทั่ว ท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ.340 โดยชาวเมืองได้เก็บอัฐิของท่านไว้ในโบสถ์แห่งหนึ่งที่เมืองไมรา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเมืองเดมรี (Demre) ประเทศตุรกี ต่อมาชาวอิตาลีได้ขโมยอัฐิส่วนหนึ่งไปไว้ที่เมืองบาริ และยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

เทศกาลที่ผู้คนแต่งตัวเป็นแครมปัสแล้วออกตระเวนไปตามถนน.

ส่วนภาพของซานตาคลอสตัวอ้วนหนวดเคราสีขาวยาวในชุดสีแดงขาวที่เราคุ้นตากันในทุกวันนี้ เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย โธมัสนาสต์ (Thomas Nast) นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมันในปี 1863 หลังจากที่มีการเผยแพร่บทกวีชื่อ “A Visit from St. Nicholas” โดย คลีเมนต์ คลาร์ก มัวร์ (Clement Clarke Moore) เมื่อปี 1823 ซึ่งในบทกวีนั้นกล่าวถึงการมาของเซนต์นิโคลัสผู้ใจดีในคืนก่อนวันคริสต์มาส โดยนั่งเลื่อนที่ลากโดยกวางเรนเดียร์ 8 ตัว มาทางอากาศ แล้วจอดบนหลังคาบ้าน เข้าไปในบ้านทางปล่องไฟเพื่อเอาของเล่นหรือขนมมอบให้เด็กๆ เป็นของขวัญในโอกาสวันคริสต์มาส

นอกจากชาวตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสต์จะนิยมใช้ซานตาคลอส เป็นเครื่องมือในการอบรมสั่งสอนให้ลูกเล็กเชื่อฟังไม่ดื้อกับพ่อแม่ มิฉะนั้นซานตาคลอสจะไม่ให้ของขวัญแล้ว ยังมีปีศาจร้ายที่จะมาในช่วงวันคริสต์มาสด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งคริสต์มาสในด้านมืดเลยทีเดียว!

ปีศาจที่ว่านั้นชื่อ แครมปัส (Krampus) ปีศาจสุดสยองที่ตรงข้ามกับซานตาคลอสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งบางแห่งก็บอกว่า แครมปัสคือด้านมืดของซานต้านั่นเอง เพราะแครมปัสจะมาหาเฉพาะเด็กเกเร เมื่อจับได้จะทุบตีหวดด้วยไม้เรียวหรือโซ่อย่างโหดร้าย จากนั้นก็จะจับตัวใส่ตะกร้าหรือกระสอบไปยังที่อยู่ของมัน ซึ่งหลายคนเชื่อว่าที่อยู่ของแครมปัสคือ นรก!

จริงๆแล้วแครมปัส กำเนิดขึ้นที่แถบเทือกเขาแอลป์ในยุโรป ตั้งแต่ยุคที่ผู้คนแถบนั้นยังนับถือภูติผีปีศาจ (Pagan) ก่อนที่คริสต์ศาสนาจะถูกเผยแพร่เข้าไป คำว่า Krampus ดัดแปลงมาจากคำในภาษาเยอรมันว่า Krampen ซึ่งแปลว่า “กรงเล็บ” ชาวสแกนดิเนเวียซึ่งก็มีแครมปัส
เช่นกัน โดยกล่าวถึงปีศาจตัวนี้ว่าเป็นบุตรของ เฮล (Hel) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความตาย แครมปัส

มีลักษณะเป็นสัตว์ขนยาวเดินสองขา หางยาว ปลายหางเป็นพู่คล้ายหางวัว มีเท้าเป็นกีบแบบเท้าแพะ บนหัว มีเขาสองเขายาวแหลม โค้ง คล้ายเขาแพะ ในปากมีฟันแหลมน่ากลัวกับลิ้นยาวมาก

นอกจากจะเรียกว่าแครมปัสแล้ว มันยังมีชื่ออื่นๆอีกหลายชื่อ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ต่างกันไปในยุโรป เช่น Knecht Ruprecht, Certa, Perchten, Black Peter, Schmutzli, Pelznickel, Klaubauf บางแห่งสร้างภาพของแครมปัสออกมาเป็นชายแต่งกายดีในชุดสีดำแต่ทว่าท่าทางดูโหดเหี้ยมเลือดเย็น

ชาวเยอรมันเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้นจะฉลองวันคริสต์มาสกันตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม คือในคืนวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเรียกว่า Krampusnacht เป็นคืนที่แครมปัสจะปรากฏกายออกมาหาเด็กดื้อทั้งหลาย และวันที่ 6 ธันวาคมเป็นวัน Nikolaustag หรือวันเซนต์-นิโคลัส ดังนั้นเมื่อเด็กตื่นขึ้นมาในวันที่ 6 ก็จะ ไปดูรองเท้าของตนที่วางไว้นอกบ้าน ว่าข้างในมีของขวัญหรือไม้เรียว สิ่งนั้นจะเป็นตัวบอกว่า ความประพฤติและนิสัยใจคอของเด็กคนนั้นเป็นอย่างไร

ในอดีต ที่เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี สโลวีเนีย สาธารณรัฐเช็ก และหลายเมืองในสหรัฐฯ เคยมีประเพณีที่ผู้คนแต่งตัวเป็นแครมปัสแล้วออกตระเวนไปตามถนนแล้ววิ่งไล่จับผู้คน ให้คนที่พบเห็นวิ่งหนีปีศาจกันอย่างสนุกสนาน ประเพณีนี้หายไปช่วงหนึ่งนับจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในยุโรป แต่ปัจจุบันเริ่มจะกลับมาอีกครั้ง โดยกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ชอบการฉลองคริสต์มาสที่ไม่จำเจแบบเดิมๆ ในประเทศออสเตรียมีบางแห่งทำชุดแครมปัสและช็อกโกแลตที่สื่อถึงแครมปัสออกมาจำหน่ายเพื่อให้ผู้คนซื้อเป็นของขวัญให้กันด้วย

ถ้าท่านผู้อ่านอยากสัมผัสกับแครมปัสให้มากกว่านี้ สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ก็มีภาพยนตร์เรื่อง “Krampus ปีศาจแสบป่วนวันหรรษา” ภาพยนตร์ตลกสยองขวัญจากเรื่องราวของปีศาจสยองในตำนานที่โผล่มาในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในเวลาที่ครอบครัวสุดเพี้ยนเริ่มทะเลาะกันหนุ่มน้อยแม็กซ์จึงไม่เชื่อเรื่องคริสต์มาสอีกต่อไป ซึ่งการขาดจิตวิญญาณของเทศกาลนี้ได้ปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยวของปีศาจ นำไปสู่การทำโทษคนที่ไม่เชื่อเรื่องคริสต์มาส เมื่อปีศาจคืบคลานเข้ามา ครอบครัวสุดป่วนจึงต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

แล้วเราจะได้รู้จักกับคริสต์มาสในอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีมาให้เห็นกันบ่อยครับ.


โดย :ลุงดำ
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียลลุงดำทีมงานต่วยตูนแครมปัสวันคริสต์มาสKrampus ปีศาจแสบป่วนวันหรรษาคอลัมน์ฉบับพิมพ์คอลัมน์คอลัมน์ไทยรัฐหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไทยรัฐปีศาจร้าย

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้