พิมพ์เขียวคสช. 10ข้อส่งถึงมีชัย

ข่าว

    พิมพ์เขียวคสช. 10ข้อส่งถึงมีชัย

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      19 พ.ย. 2558 07:26 น.

      ขอเสรีภาพทหาร นิรโทษฯกองทัพ บรรจุในร่างรธน.

      กรธ.เอาแน่ ส.ว.สรรหายกพวง โอ่โมเดลที่มาหลายสูตรสกัดการเมืองแทรกแซง ส่งสัญญาณชัดเลือกตั้งโดยตรง ส.ว.เป็นทางเลือกสุดท้าย เปิดช่องยื่นอุทธรณ์ศาลฎีกานักการเมืองได้ใน 30 วัน พท.ค้านแหลก ส.ว.ลากตั้ง ซัดหวนคืนวงจรวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง เย้ยไม่ผ่านเวทีเลือกตั้งก็โละไปเลย กมธ.การเมือง สปท.ชงหั่นทิ้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ขจัดนายทุนครอบงำ รับเงินบริจาคไม่ถูกต้อง “เสรี” ให้เจอโทษหนักยุบพรรค หน.คสช.ส่งหนังสือถึงมือ “มีชัย” จัดหนัก 10 ข้อเสนอแนะพิมพ์เขียว สั่งกำหนดกลไกผ่าทางตันแก้วิกฤติ ตั้งกฎเหล็กแก้ไขเพิ่มเติม-วางเงื่อนไขป้องกันล้มล้างฉีก รธน. นิรโทษฯกองทัพใช้กำลัง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง-อาญาและทางปกครอง ทวงลั่นสิทธิเสรีภาพทหาร ห้ามลิดรอนการแสดงออกทางการเมืองข้าราชการทหาร ให้นายกฯอยู่แค่ 2 วาระสกัดเผด็จการทางการเมือง

      จากกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทยอยเสนอรูปแบบระบบการเลือกตั้งและกำหนดที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายตามมาไม่ขาดสาย ขณะที่ล่าสุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ส่งข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมายัง กรธ.ด้วย

      กรธ.วางหลักศาลอิสระ–ปลอดอคติ

      เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 18 พ.ย.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาที่มาของ ส.ว.และในส่วนของศาลยุติธรรม จากนั้นเวลา 15.15 น.นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. แถลงว่า ที่ประชุม กรธ.กำหนดหลักการว่าด้วยบททั่วไปของศาล อาทิ การพิจารณาพิพากษาคดี การจัดตั้งศาล โดยมุ่งเน้นการทำหน้าที่ของศาล ต้องมีความอิสระ รวดเร็ว เป็นธรรม ปราศจากอคติ ส่วนหลักการเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม กำหนดให้การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนเงินเดือนหรือตำแหน่ง การบริหารงานบุคคล ควรต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เพื่อประกันความอิสระของผู้พิพากษา ปราศจากการแทรกแซงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

      อุทธรณ์ศาลฎีกานักการเมืองใน 30 วัน

      นายชาติชายกล่าวต่อว่า กรธ.ได้บัญญัติให้มีแผนกศาลฎีกาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเลือกผู้พิพากษาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 9 คน มาเป็นองค์คณะเพื่อพิจารณาเป็นรายคดี และกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องสามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ซึ่งผู้ถูกฟ้องจะอุทธรณ์ได้เฉพาะคดีที่เป็นข้อกฎหมาย หรือหากจะอุทธรณ์กรณีที่เป็นข้อเท็จจริง ต้องมีข้อเท็จจริงอันเป็นหลักฐานใหม่ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ แนวทางเป็นการให้ความเป็นธรรมเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถอุทธรณ์ได้

      เลือกตั้งตรง ส.ว.เป็นหนทางสุดท้าย

      นายชาติชายกล่าวอีกว่า ส่วนการพิจารณาประเด็นที่มาและจำนวนของ ส.ว.ยังไม่มีข้อสรุป ประเด็นนี้ละเอียดอ่อน แต่หลักการ กรธ.ต้องการให้ ส.ว.เป็นผู้รู้ มีสติปัญญา มาช่วยกลั่นกรองกฎหมาย ให้ความเห็นชอบคณะกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ ส่วนอำนาจถอดถอน เห็นว่าควรเป็นหน้าที่ของตุลาการ การออกแบบ ส.ว.ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เบื้องต้นจำนวน ส.ว.ทาง กรธ.นำตัวเลขจากรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 มาพูดคุย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะกำหนดจำนวนเท่าใด ส่วนวิธีการได้มาของ ส.ว.มีหลายสูตรทั้งแบบสรรหา การเลือกตั้งทางอ้อม และการเลือกตั้งโดยตรง การเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด กรธ.เห็นว่าคงเป็นแนวทางสุดท้ายที่จะเลือก เพราะจะทำให้ไม่ต่างจากเวที ส.ส. ส่วนการที่ กรธ.ตั้งสโลแกน “ร่วมคิด ร่วมร่าง ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่” นั้นต้องการเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่ของคน 21 คน แต่เป็นของประชาชนไทยทุกคน ความคิดเห็นต่างๆของประชาชนมีความหมายและมีความสำคัญ ส่งมาให้ กรธ.ได้เลย

      คสช.ร่อน 10 ข้อความเห็นร่าง รธน.

      ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ คสช./491 ลงวันที่ 11 พ.ย.เรื่องขอความร่วมมือแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อเสนอความเห็นการร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่ กรธ.ทำหนังสือขอรับความเห็นและข้อเสนอแนะต่อ คสช.มา โดยมีข้อเสนอแนะทั้งหมด 10 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องมีบทบัญญัติสำคัญครบถ้วน มีข้อความชัดเจน ให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย ไม่ใช้ถ้อยคำกำกวม ล่อแหลมต่อการตีความ ผิดๆ 2.รัฐธรรมนูญไม่ควรยาวเกินไป ควรบัญญัติเฉพาะหลักการจัดรูปแบบการปกครองของรัฐที่สำคัญและจำเป็น รัฐธรรมนูญที่มีรายละเอียดมากเกินไป จะทำให้การตีความยุ่งยากมากขึ้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย ควรเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญไม่ควรสั้นเกินไป จนขาดสาระสำคัญ

      ให้มีกลไกผ่าทางตันยามวิกฤติ

      3.ควรกำหนดวิธีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย เพื่อความยืดหยุ่นเหมาะสมกับกาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ป้องกันการล้มล้างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้กำลัง โดยเฉพาะการปฏิวัติรัฐประหาร 4.รัฐธรรมนูญควรครอบคลุมหลักการสำคัญของการเมืองการปกครอง มีกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการเมืองอย่างรัดกุม มิให้บิดเบือนหลักการที่ถูกต้อง จนนำไปสู่การแก้วิกฤติการเมืองด้วยวิธีนอกระบบ 5.ต้องสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่อย่างแท้จริง ไม่ให้ประชาชนมีความสำคัญเฉพาะก่อนหรือหลังเลือกตั้งเท่านั้น 6.ปัญหาวิกฤติหรือข้อขัดแย้งทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ รัฐธรรมนูญอาจเกิดภาวะทางตัน ดังนั้นการร่างรัฐธรรมนูญควรบัญญัติช่องทางผ่าทางตัน เพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ด้วย โดยเฉพาะการเกิดปัญหาสุญญากาศ ด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

      นิรโทษกองทัพใช้กำลังทหาร

      7.นโยบายด้านความมั่นคงของรัฐต้องบัญญัติให้รัฐพิทักษ์ไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภพแห่งเขตอำนาจรัฐ การใช้กำลังทหารโดยสุจริต เพื่อความมั่นคงของรัฐจากภัยที่มาจากภายในและนอกราชอาณาจักร ไม่ต้องรับโทษทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง 8. ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหารต้องมีสิทธิเสรีภาพทุกด้านเช่นเดียวกับประชาชน ไม่ควรถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ แม้กระทั่งสิทธิเสรีภาพการแสดงออกทางการเมือง ด้วยเหตุแห่งอาชีพในการเป็นข้าราชการทหาร

      คาดโทษเชือดคนโกงสถานหนัก

      9. ควรกำหนดให้การดำรงตำแหน่งของนายก รัฐมนตรีมีวาระ 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ เพื่อป้องกันการผูกขาด หรือเผด็จการทางการเมือง สอดคล้องกับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยของอารยประเทศ 10. ปัญหาการทุจริตต้องได้รับการต่อต้านและขจัดไปจากชาติ โดยผู้กระทำความผิดต้องถูกลงโทษอย่างหนักเฉียบขาด และรุนแรงเป็นค่านิยมที่จะต้องถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนและข้าราชการเกิดความสำนึกที่ดีต่อประเทศชาติ

      กมธ.การเมืองชงโละ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

      นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.ด้านการเมืองช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้หารือถึงแนวทางการปฏิรูประบบพรรคการเมือง และเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส. ในส่วนการปฏิรูปพรรคการเมือง สมาชิกเห็นตรงกันว่า ควรมีแนวทางให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของพรรคการเมืองอย่างแท้จริง และลดบทบาทการครอบงำพรรคการเมืองจากนายทุนพรรค ซึ่งมีการเสนอแนวทางหลากหลายเช่น การยกเลิก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อขจัดปัญหานายทุนพรรค การควบคุมการใช้จ่ายเงินบริจาคของพรรคการเมือง หากพบว่าที่มาของเงินบริจาคไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องมีมาตรการลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรง มีโทษสูงสุดคือการยุบพรรค ส่วนการปฏิรูประบบเลือกตั้ง ส.ส. มีการเสนอให้ผู้สมัคร ส.ส.ลงในนามอิสระได้ อย่างไรก็ตามแนวทางเหล่านี้เป็นเพียงข้อเสนอของสมาชิก ยังไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ต้องนำไปหารือกับ กรธ. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนนำกลับมาหารือกันที่ประชุมอีกครั้ง ส่วนในวันที่ 20 พ.ย. กมธ.การเมืองจะหารือเรื่องแนวทางแก้ปัญหาการซื้อเสียง

      “สมพงษ์” ติง ส.ว.ควรมาจาก 2 ทาง

      นายสมพงษ์ สระกวี สมาชิก สปท. กล่าวว่า ตนในฐานะเคยเป็น ส.ว.เลือกตั้ง อยากให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งมากกว่าแต่งตั้งในสัดส่วน 120 ต่อ 80 จะเป็นสัดส่วนที่ค่อยดูยึดโยงประชาชนมากกว่า ที่พูดเช่นนี้ ไม่ใช่รังเกียจ ส.ว.แต่งตั้ง แต่หากใช้สัดส่วนที่เสนอจะก้าวไปสู่ประชาธิปไตยได้มากกว่า อยากให้ส.ว.มาจากเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 40 ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ขอพบกันครึ่งทาง ไม่สุดโต่งทางใดทางหนึ่ง

      “สุชน” หนุนริบอำนาจถอดถอนให้ศาล

      นายสุชน ชาลีเครือ สมาชิก สปท.กล่าวว่า การกำหนดสัดส่วนและที่มา ส.ว. อยู่ที่ให้อำนาจมากแค่ไหน ถ้า ส.ว.มาจากแต่งตั้งทั้งหมด ควรให้กลั่นกรองกฎหมายอย่างเดียว ไม่ควรมีอำนาจถอดถอน แต่ถ้ามาจากเลือกตั้งทั้งควรให้อำนาจถอดถอนอย่างไร ก็ตาม ที่ผ่านมา เคยใช้ทั้งแบบแต่งตั้งทั้งหมด เลือกตั้งทั้งหมด หรือ เลือกตั้งผสมกับแต่งตั้ง ไหนๆจะปฏิรูปการเมืองของประเทศกันแล้ว ก็ให้สุดโต่งๆ ไปเลย โดยให้ใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่งระหว่าง ส.ว.เลือกตั้งทั้งหมด กับ ส.ว.แต่งตั้งทั้งหมด อย่าไปลอกของเก่าๆ กันมาก แต่ต้องดูเรื่องอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะการถอดถอน ที่ กรธ.มีแนวคิดให้อำนาจการถอดถอน ไปอยู่ที่ตุลาการนั้นถูกต้องแล้ว เพราะที่ผ่านมามีข้อครหาว่าถอดถอนใครไม่ค่อยได้ มาตรฐานไม่ค่อยมีใช้แต่อารมณ์เล่นพวก

      ผู้ตรวจการฯขอบทบาทสร้างจริยธรรม

      ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินทำข้อเสนอไปยัง กรธ. ยังยืนยันว่าควรมีองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ไปควบรวมกับองค์กรอื่น แต่ในส่วนอำนาจหน้าที่ทราบว่า กรธ.อาจตัดทอนอำนาจการตรวจสอบจริยธรรมนักการเมือง ซึ่งไม่เป็นไร แต่อยากให้คงอำนาจให้ผู้ตรวจการฯ ยังมีหน้าที่ส่งเสริมจริยธรรม มุ่งเน้นการสร้างคนดี เก่งแล้วไม่โกง เชื่อว่าถ้าสร้างจิตสำนึกดังกล่าวได้จะผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้า

      พท.สับ ส.ว.ลากตั้งวิ่งซื้อตำแหน่ง

      ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกรธ.เสนอให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดว่า เป็นการย้อนยุคและจะกลับสู่แบบเดิมๆ ที่วิ่งซื้อตำแหน่งเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ยุคนั้นทำกันเฟื่องฟูมาก และไม่เห็นด้วยที่จะให้ตัวแทนกลุ่มสาขาวิชาชีพต่างๆเข้ามา เพราะในที่สุดจะมีกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆอุปโลกน์กลุ่มตัวเองขึ้นมาและพร้อมที่จะทำตามผู้มีพระคุณทุกประการ คอยตอบแทบบุญคุณผู้ที่ให้ตัวเองเข้ามาเป็น ส.ว. ในที่สุดประเทศไทยจะก้าวไม่พ้นปัญหาเดิม ดังนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ที่ผ่านประสบการณ์และรู้ถึงปัญหาเหล่านี้มาโดยตลอด ไม่คิดที่จะเปลี่ยนวิธีคิดที่มาของ ส.ว.เลยหรือ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เลือกตัวแทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ ขอฝากให้นายมีชัยทำในสิ่งที่ถูกต้อง ลบข้อครหาต่างๆและสร้างประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยหน้าใหม่ให้ประเทศไทย โดยกำหนดให้ ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

      ถ้าไม่ผ่านเลือกตั้งหั่นทิ้งไปเลย

      นพ.เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.กล่าวว่า กรณี กรธ.มีแนวโน้มให้ ส.ว.มาจากการสรรหาจากกลุ่มตัวแทนวิชาชีพต่างๆว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ส.ว.เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ตัวแทนขององค์กรวิชาชีพไม่กี่แสนคน การนำคนจากเรือนหมื่น เรือนแสน มาใช้อำนาจอธิปไตยแทนคนทั้งประเทศที่กว่า 60 ล้านคน เป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตย อีกทั้งตัวแทนองค์กรวิชาชีพขณะนี้มีไม่ครบทุกสาขาวิชาชีพของคนไทยทั้งประเทศ ไม่สามารถสะท้อนเสียงเรียกร้องต้องการของคนไทยทั้งประเทศได้ ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ถ้าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ควรยกเลิกการมี ส.ว.ไปเลย ที่ กรธ.ระบุว่า หากให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งจะเป็นสภาผัวเมียนั้นไม่ถูกต้อง ควรเคารพการตัดสินใจประชาชน แม้จะเป็นสามีภริยากันก็ต้องเคารพการตัดสินใจ จะมาอ้างสภาผัวเมียเพื่อตัดสิทธิคงไม่ถูกต้อง ดูแล้วกรธ.ต้องการเปิดทางให้กลุ่มเอ็นจีโอเข้ามาเป็น ส.ว.มากกว่า และคงไม่สามารถแก้ปัญหาการครอบงำทางการเมืองได้

      ซัด พท.บิดเบือนทั้ง ก.ม.-ข้อมูลคดีข้าว

      อีกเรื่อง นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ เห็นแย้งการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า เป็นการบิดเบือนหลักกฎหมายและเจตนารมณ์กฎหมาย เพราะ 1. พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเจตนารมณ์ควบคุมการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะทำให้เกิดความเสียหายกับบุคคลภายนอกหรือต่อหน่วยงานของรัฐ กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐทำความเสียหายกับงบประมาณแผ่นดิน ต้องรับผิดตามหลักกฎหมายนี้ ขอให้ไปศึกษามาตรา 10 ของ พ.ร.บ.นี้ให้ดี 2.พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่คู่กรณี ไม่มีส่วนได้เสียในโครงการจำนำข้าว แต่เป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 3.ที่เรียกร้องให้รัฐบาลเคารพหลักนิติธรรม แต่การทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว เกิดจากการบริหารงานที่ขาดหลักนิติธรรมเช่นกัน ที่พรรคเพื่อไทยสลับหน้ากันออกมาบิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทุกวัน เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นทุกคดีในโครงการรับจำนำข้าว ให้สังคมเข้าใจผิดว่า เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยไม่สนใจในเนื้อหาคดีแม้แต่น้อย

      เตือน รบ.ชะล่าใจจะตกเป็นจำเลย

      นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยดาหน้าออกมาใช้ทฤษฎีปลูกฝังชุดความคิด ตีซ้ำๆ เพื่อเปลี่ยน ล่าสุดนายวัฒนา ออกมาบิดเบือนว่ากรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้อง แต่ถูก ดำเนินคดีจากการกำกับนโยบาย แค่นี้ก็รับรู้แล้วว่านายวัฒนาอ่านกฎหมายไม่ครบทุกมาตรา แล้วนำมาบิดเบือนสังคมซ้ำ เพื่อให้รู้สึกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ภาษาชาวบ้านเข้าใจง่ายๆคือเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ทำให้รัฐเสียหาย และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงถูกดำเนินคดีตามมาตรา 10 และนำมาตรา 8 มาบังคับโดยอนุโลม ดังนั้นรัฐบาลอย่าเบื่อที่จะชี้แจงความจริงที่ถูกต้อง ต้องย้ำว่า ความ เสียหายครั้งนี้เกิดจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปล่อยให้มีการโกงโดยคนใกล้ชิด ถ้ารัฐบาลชะล่าใจ เขาจะเปลี่ยนความรู้สึกชาวบ้านต่อรัฐบาล จากโจทก์อาจตกเป็นจำเลยได้ทันที

      เหน็บ “โอ๊ค” อย่าดราม่าช่วยอา

      นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊กขอให้คนเมตตาสงสาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าถูกกระทำว่า เป็นละครดราม่าฉากใหญ่ของระบอบทักษิณ มาสร้างกระแสให้เกิดความสงสาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ทุกวันรัฐบาลส่งนายวิษณุมาชี้แจง ชาวบ้านเห็นหน้าก็เบื่อแล้วไม่สนใจเนื้อหา รัฐบาลต้องปรับปรุงสื่อความจริงให้ เข้าถึงประชาชน เพราะการตลาดยังสู้ระบอบทักษิณไม่ได้ ขอเรียกร้องให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการจำนำข้าว อย่าให้ใครมากล่าวหาได้ว่า สองมาตรฐานและขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เร่งรัดการดำเนินคดีฟอกเงินกับนายพานทองแท้

      เด็ก พท.สวนไม่มีอำนาจพิเศษอุ้ม

      นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้ นพ.วรงค์ที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่เข้าใจว่าสุดท้ายแล้วอำนาจตุลาการเหนืออำนาจรัฐบาล และสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งทางปกครองเป็นการถูกต้องว่า นพ.วรงค์ต่างหากที่ไม่ยอมเข้าใจว่า การใช้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ถูกต้อง เป็นกระบวนการผิดปกติที่จะออกคำสั่งมาบังคับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชดใช้เงินค่าเสียหาย เพราะเป็นคนกำหนดนโยบาย ทำไมไม่ฟ้องร้องทางแพ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด มีการจับกุมเกือบ 300 คดี สำหรับเรื่องข้าวหาย ข้าวเสียก็มี คนรับผิด เช่น เจ้าของโกดัง บริษัทประกันภัย ธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกัน มีกระบวนการอยู่แล้ว ส่วนการขายข้าวจีทูจี รัฐบาลทุกรัฐบาลดำเนินการลักษณะเดียวกัน นพ.วรงค์อาจไม่รู้ว่า การใช้กติกาที่ไม่เป็นธรรม คนถูกกล่าวหาจะได้รับความเป็นธรรมได้อย่างไร คนพรรคเพื่อไทยไม่มีอำนาจพิเศษมาช่วยเหมือนคนพรรคอื่น

      “วัฒนา” เมินเสียงคน ปชป.ไร้ราคา

      นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่นายราเมศ รัตนะเชวง คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ออกมาให้ความเห็นทางกฎหมาย ตอบโต้ถึงเรื่องที่รัฐบาลจะใช้คำสั่งทางปกครองให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่ง ว่าเป็นประเด็นทางกฎหมายที่หารือไปยังนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่เป็นราชบัณฑิตทางกฎหมายและเป็นรองนายกฯที่รับผิดชอบด้านกฎหมายของรัฐบาล ไม่ได้ถามนายราเมศหรือท่านอื่นๆในพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่มีหน้าที่ เอาไว้ให้นายราเมศเป็นราชบัณทิตทางกฎหมายเมื่อไหร่ค่อยมาตอบ ระหว่างนี้ขอโทษที่ไม่มีเวลาคุยด้วยจริงๆ

      อัด รบ.เร่งสปีดเอาผิด “ยิ่งลักษณ์”

      นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่โครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลใช้คำสั่งทางปกครอง เอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทั้งๆที่โครงการนี้ไม่มีการเรียกรับค่าหัวคิวใดๆ จากชาวนา เงินถึงมือชาวนาโดยตรง ที่สำคัญยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา และศาลยังไม่ได้ตัดสินเลยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความผิดในคดีดังกล่าว แบบนี้เท่ากับว่ารัฐบาลเร่งรีบหวังเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ ขณะที่โครงการอุทยานราชภักดิ์เรื่องแดงออกมาขนาดนี้ รัฐบาลกลับไม่ ตรวจสอบให้จริงจัง

      เอาผิด ขรก.เอี่ยวคดีคลองด่าน

      วันเดียวกัน นายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณี ครม.มีมติอนุมัติงบกลางจำนวนกว่า 9,000 ล้านบาทเพื่อชำระค่าเสียหายให้เอกชนในกรณียกเลิกสัญญาโครงการออกแบบรวมก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ว่า กระทรวง ทรัพยากรฯ ได้ตั้งคณะกรรมการสวบสวนกรณีความรับผิดชอบทางละเมิดว่ามีข้าราชการคนใดเกี่ยวข้องบ้าง โดยจะเอาสำนวนและคำพิพากษาของศาลมาเป็นเกณฑ์อ้างอิง เมื่อได้ข้อสรุปก็จะส่งเรื่องฟ้องคดีความรับผิดทางละเมิดต่อศาลแพ่งหรือศาลปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายโดยต้องเฉลี่ยจ่ายค่าเสียหายตามตำแหน่งที่รับผิดชอบ ถ้าข้าราชการที่เกี่ยวข้องคนใดเสียชีวิตไปแล้วก็จะต้องไปเรียกเก็บจากทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนการใช้ประโยชน์บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ได้มอบให้องค์การจัดการน้ำเสียและกรมควบคุมมลพิษ ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

      “วัชระ” บี้สอบ สบพ.ซื้อเครื่องบินแพง

      ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตโฆษกกรรมาธิการงบประมาณ สภาผู้แทนฯ แถลงถึงกรณีสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม ส่อไม่โปร่งใสในการจัดซื้อเครื่องบินใช้ฝึกหัดบิน เครื่องยนต์เดียว ฟิกเกียร์ ยี่ห้อไดม่อน รุ่น CA 40 CS เดิมในปีงบฯ 2556 และ 2557 ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สบพ. เคยจัดซื้อลำละ 12,298,483 บาท งบฯปี 57 ตั้งงบฯ ซื้อ 2 ลำเป็นเงิน 24,575,440 บาท ราคาเฉลี่ยลดลง ลำละ 1 หมื่นบาท แต่ในงบฯปี 58 ยุครัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ สบพ.จัดซื้อรุ่นเดียวแบบเดียวกัน แต่กลับซื้อลำละ 16,446,666 บาท แพงกว่าถึงลำละ 4.1 ล้านบาท คิดเป็น 33.74% ซื้อ 3 ลำ เท่ากับบริษัทที่ขายมีกำไร 12,450,000 บาท ปัจจุบัน สบพ.มีเครื่องบินรุ่นนี้ครบ 1 ฝูง รวม 16 ลำ

      จี้ตั้ง “บิ๊กตู่-บิ๊กต๊อก” ตั้ง กก.สอบด่วน

      “คำถามคือว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯเคยพูดในสภาฯกับ สนช.ทั้งสภาว่า ขอขอบคุณ สนช.ที่ได้พิจารณางบประมาณรายจ่ายได้ดีไม่แพ้ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซื้อของแพงกว่าที่เคยซื้อเช่นนี้ หรือที่บอกว่าทำได้ดีกว่า ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องถามถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯในฐานะ อดีต รมว.คมนาคม ที่รู้เรื่องเครื่องบินดี ทำไมปล่อยให้ซื้อเครื่องบินแพงเช่นนี้ หรือบินมาจากน่านฟ้าประชาธิปไตยราคา 12 ล้านบาทเศษ แต่พอบินเข้าสู่น่านฟ้า คสช.ทำไมแพงขึ้นเป็น 16 ล้านบาท ถามว่าเป็นการจ่ายค่าโง่หรือ และเป็นการทุจริตใช่หรือไม่ จึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯตั้งกรรมการสอบสวนว่า เหตุใดจึงซื้อแพง และจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. และ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม รวมถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ตั้งกรรมการสอบสวน น.อ.จิรพล เกื้อด้วง ผู้ว่าการ สบพ.และผู้เกี่ยวข้องด้วย” นายวัชระกล่าว

      กกต.ฟ้องเรียกคืนค่าเลือกตั้ง 190 ล้าน

      นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยถึงการดำเนินคดีผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ทั้งการเลือกตั้งระดับชาติ และการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ระหว่างปี พ.ศ.2543-2558 ดำเนินคดีไปแล้ว 697 คดี มูลค่าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายให้รับผิดทั้งสิ้น 190,528,983.28 บาท แยกเป็น 1.คดีฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ทั้งหมด 12 คดี ระหว่างปี พ.ศ.2543-2554 เป็นเงิน 153,271,337.04 บาท ชำระแล้ว 41,613,600.95 บาท 2.คดีฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ระหว่างปี พ.ศ.2546-2558 จำนวน 685 คดี รวมเงินที่ฟ้อง 37,257,646.14 บาท

      ขันนอตขับเคลื่อนโรดแม็ประยะ 2

      เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) มีหน่วยงานเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นเวลา 12.00 น.นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ที่ประชุมทำความเข้าใจกรอบการทำงานระหว่างรัฐบาลกับกระทรวง ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนโรดแม็ประยะที่ 2 ตั้งแต่ ต.ค.58 ถึง ก.ค. 60 เชื่อมโยงการบริหารราชการแผ่นดินกับการปฏิรูป ให้ทุกกระทรวงทำแผนการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ให้ส่ง กขร.ภายในวันที่ 14 ธ.ค. เนื่องจากนายกฯให้ความสำคัญเรื่องนี้ อยากเห็นการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม และยังได้ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มีการเบิกจ่ายงบฯเกินเป้าที่วางไว้ร้อยละ 3.6 แต่ยังต้องเร่งรัดต่อไป ขณะ ที่โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจตำบลละ 5 ล้านบาท วงเงิน 39,000 ล้านบาท ส่งคำขอมาแล้ว 36,000 ล้านบาท จัดสรรงบฯแล้ว 23,000 ล้านบาท ส่วนโครงการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็ก 40,000 ล้านบาท ได้รับการอนุมัติงบฯแล้ว 22,000 ล้านบาท และเบิกจ่ายไปแล้ว 1,034 ล้านบาท ยังล่าช้าอยู่ จำเป็นต้องเร่งรัดกระทรวงต่างๆ ต่อไป

      ปลาย ธ.ค.แถลงผลงาน 1 ปีรัฐบาล

      นายสุวพันธุ์กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเตรียมการแถลงผลงาน 1 ปีของรัฐบาลโดยจะจัดขึ้นช่วงปลายเดือน ธ.ค. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันเวลาต้องให้นายกฯพิจารณาอีกครั้ง เบื้องต้นจะจัดแถลงเป็นเวลา 3 วัน หรือราววันที่ 21 ธ.ค.เป็นต้นไป โดยนายกฯกล่าวเปิดงาน จากนั้นให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ละด้านแถลง วันสุดท้ายนายกฯจะกล่าวสรุปและร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับสื่อมวลชน โดยจัดเตรียมเอกสารประกอบการแถลงเสร็จสิ้นแล้วและจัดพิมพ์แจกจ่ายไปยัง สนช. สื่อมวลชน ประชาชน เนื้อหาครอบคลุมนโยบายทั้ง 11 ด้านของรัฐบาล ส่วนจะ แถลงผลงานต่อ สนช.อย่างเป็นทางการหรือไม่ต้องหารือวิป สนช.อีกครั้ง

      เรียกรองโฆษก พท.ปรับทัศนคติ

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ถูกเชิญตัวปรับทัศนคติที่กองทัพภาคที่ 1 ทั้งนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา นายอนุสรณ์ได้ให้ข่าวเรื่องโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ โดยระบุว่าเรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ซึ่งความผิดสำเร็จแล้ว และขอให้นำตัวคนผิดมาลงโทษ รวมถึงเปิดเผยข้อเท็จจริงทุกอย่างด้วย

      แจงคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

      ต่อมาเวลา 14.40 น.นายอนุสรณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ที่มีข่าวว่าถูกเรียกไปปรับทัศนคติคงไม่ถึงขั้นนั้น เรียกว่าเป็นการไปพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันมากกว่า เพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลอยู่ จะพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสาร รวมถึงการขอเดินทางไปต่างประเทศกันเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

      “บิ๊กตู่” ทวิผู้นำปาปัว–โคลอมเบีย

      สำหรับภารกิจการเดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ครั้งที่ 23 ที่กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เมื่อเวลา 09.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงแรม Dusit Thani พล.อ.ประยุทธ์ หารือทวิภาคีกับนายปีเตอร์ โอนีล นายกฯรัฐเอกราชปาปัวนิวกินี จากนั้นเวลา 10.00 น.ที่โรงแรม Diamond พล.อ.ประยุทธ์ หารือทวิภาคีกับนายฆวน มานูเอล ซานโตส ประธานาธิบดีสาธารณรัฐโคลอมเบีย

      พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยถึงผลการหารือว่า ทั้งสองฝ่ายยินดีขยายความร่วมมือทวิภาคีและเห็นพ้องที่จะร่วมกันพัฒนาความสัมพันธ์ให้ครอบคลุมในทุกมิติ โดยนายกฯปาปัวนิวกินีสนใจขอคำแนะนำการปลูกข้าวจากไทย ส่วนโคลอมเบียจะจัดทำข้อตกลงให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงโดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดที่โคลอมเบียมีความเชี่ยวชาญ

      ร่วมถกเศรษฐกิจชูนโยบายดิจิตอล

      ต่อมาเวลา 15.00 น.ที่ศูนย์การประชุม PICC พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมหารือระหว่างผู้นำเอเปกกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปก จากนั้นได้เข้าร่วมหารือกลุ่มย่อยกลุ่มที่ 3 โดยหารือกับผู้นำจากรัสเซีย เม็กซิโก เขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง และพบกับสมาชิก ABAC ซึ่งเป็นผู้แทนธุรกิจจากเขตเศรษฐกิจต่างๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย การเปิดการค้าเสรี การส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลและการส่งเสริมพัฒนาความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) ก่อนร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำต้อนรับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก และคู่สมรสโดยนายเบนิกโน เอส.อาคีโน ที่สาม ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เจ้าภาพ

      ปลื้มตอบรับเทียบเชิญ “ปูติน”

      กระทั่งเวลา 18.00 น. ที่โรงแรม Crown กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พล.อ.ประยุทธ์ หารือทวิภาคีกับนายดมิทรี เมดเวเดฟ นายกฯสหพันธรัฐรัสเซีย โดย พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขอบคุณนายวลาดิเมีย ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ฝากมาเชิญไปเยือนรัสเซียในเดือน พ.ค.ปี 2559 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีความสัมพันธ์ไทยกับรัสเซีย โดยนายกฯตั้งเป้าจะสร้างความสัมพันธ์ ต่อไปอีก 120 ปีข้างหน้า ช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์จะไปเยือนในเดือน พ.ค.59 จะทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกันในด้านต่างๆด้วย อย่างไรก็ตาม นายกฯรัสซียยืนยันกระชับความร่วมมือไทย-รัสเซียให้ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การซื้อสินค้าเกษตรจากไทย รวมทั้งความร่วมมือด้านกลาโหมและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคง

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 03:49 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์