ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ยุทธการบางแก้ว

    บาราย20 ธ.ค. 2552 05:01 น.
    SHARE

    การศึกในสมัยกรุงธนบุรีนั้น มีอยู่ตลอดเวลาสิบปี  เริ่มแต่  พ.ศ.2313  ถึง  2323 รวมถึง 9 ครั้ง กับเชียงใหม่ 2 ครั้ง ลานช้าง 1 ครั้ง เขมร 3 ครั้ง และกับคู่ศึกเจ้าจำนำ พม่า อีก 3 ครั้ง

    การศึกครั้งที่ 4 กับพม่า เมื่อ พ.ศ.2317 นพ.วิบูล วิจิตรวาทการ เขียนไว้ในหนังสือ สงครามพระเจ้าตาก ว่า สงครามครั้งนี้ทำกันที่ ตำบลบางแก้ว จังหวัดราชบุรี

    มูลเหตุสงคราม เกิดจากพวกมอญเกิดกบฏแข็งเมืองกับพม่า พระเจ้าอังวะสั่งให้อะแซหวุ่นกี้ เป็นแม่ทัพยกมาปราบ พวกมอญก็อพยพหนีเข้ามาพึ่งไทย

    นโยบายกับมอญ ทำออกหน้าถึงขนาดส่งกองทหารออกไปรับถึงชายแดน เมื่อมาก็ควบคุมดูแลไปหาที่ดินทำกินให้ ทั้งยังทิ้งทหารกองหนึ่งเอาไว้ ถ้าทหารพม่าตามเข้ามาก็ต้องรบกัน

    เป็นอันว่า ถ้ามอญหนีเข้าถึงเขตแดนไทย ก็เหมือนได้เข้าสู่ร่มโพธิ์ร่มไทรแห่งความร่มเย็น

    อะแซหวุ่นกี้ รู้สถานการณ์ดี กำชับงุยอ-คงหวุ่น นายกองทหารพม่า เคยมีประสบการณ์ รบกับไทยโชกโชนมาแล้วว่า ถ้าตามพวกมอญไม่ทัน ก็อย่าเผลอล้ำเข้าเขตแดนไทย

    แต่งุยอคงหวุ่น ทะนงว่าฝีมือดีเคยรบชนะไทย คุมลูกน้องราว 5 พันคน ตามมาถึงด่านเจดีย์สามองค์ ปะทะกองทหารไทย สู้รบกันนิดหน่อย ทหารไทยมีน้อยก็แตกพ่าย

    นายกองทหารพม่า ก็ลืมคำสั่งแม่ทัพใหญ่ ยกกองตามมาลึกในดินแดนไทย สนุกกับการปล้นเอาทรัพย์สินจับคนไทย แถวเมืองกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครไชยศรี ราชบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม

    แล้วก็ตั้งหลักลงค่าย   อยู่ที่ตำบลบางแก้ว จังหวัดราชบุรี

    ช่วงเวลานั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เพิ่งเสด็จ ถึงพระนคร สั่งเกณฑ์ทัพในกรุง ให้พระองค์เจ้าจุ้ยลูกเธอ กับพระยาธิเบศร์บดี จางวางมหาดเล็ก คุมพลสามพันไปตั้งรักษาเมืองราชบุรี แล้วทรงมีตราสั่งให้กองทัพเมืองเหนือยกมาสมทบ

    ครั้นถึงกำหนดที่จะเคลื่อนทัพในกรุงไปสู้พม่า เสด็จลงประทับที่ตำหนักแพ ให้กองทัพทั้งปวงถวาย บังคมลา สั่งให้เลยไปราชบุรีทีเดียว ไม่ยอมให้แม่ทัพนายกองผู้ใดแวะเยี่ยมบ้าน นายทหารคนหนึ่งชื่อพระเทพโยธา บังอาจขัดรับสั่งแวะเข้าไปเยี่ยมครอบครัว

    ได้ทรงทราบก็ทรงพิโรธ ให้จับตัวมามัดเข้ากับตำหนักแพ แล้วก็ทรงตัดศีรษะด้วยพระองค์เอง

    สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จออกทัพในช่วงเวลาที่กรมพระเทพามาตย์ราชชนนี กำลังพระประชวรหนัก แต่การศึกเร่งเร้าทรงดำเนินตามแผนการ ยกทัพตามไปล้อมค่ายทหารพม่าเอาไว้

    ขณะที่กองทัพไทย กำลังลงหลักปักค่าย รายล้อมค่ายพม่า ทหารพม่าก็ไม่สนใจ คิดว่าจะตีหักออกไปเมื่อไรก็ได้ ไม่เพียงออกมารบรับขับไล่ ยังส่งทหารออกมายั่วทำนองว่าเมื่อไหร่ค่ายจะเสร็จ

    สถานการณ์ขั้นนั้น ไม่เพียงทหารไทยซึ่งมีฝีมือจะมีกำลังมากกว่า ยังอยู่ในชัยภูมิที่ดีกว่า ปิดช่องทางที่ทัพพม่าจะตีฝ่าออกไป ยิ่งนานวันเสบียงอาหารพม่ายิ่งขาดแคลน ทหารพม่านับวันจะยิ่งอดโซ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ไม่ได้สั่งให้ยกกำลังเข้าหักหาญพม่า

    ทรงสั่งเป็นนโยบายว่า   "กักมันไว้ให้โซ แล้วเอาข้าวล่อเอาเถิด"

    ฝ่ายอะแซหวุ่นกี้ คอยอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ เห็นกองทัพงุยอคงหวุ่นหายไปเกินกำหนด ก็สั่งให้ตะแคงมะระหน่อง เชื้อพระวงศ์พระเจ้าอังวะ คุมทหารสามพันคนออกมาตาม  แต่เข้ามาได้แค่เขาชะงุ้ม  ก็ติดกองทหารไทยที่ตั้งรายล้อม  เข้าช่วยอะไรกองทัพงุยอคงหวุ่นไม่ได้

    ทำได้แค่ส่งข่าวเข้าไปบอกว่ามีกองทัพมาช่วยรออยู่ด้านนอก

    ทหารพม่าในวงล้อมทหารไทย พยายามรบตีหักหลายครั้ง แต่ก็ฝ่าออกไปไม่ได้ ถึงเวลานั้นกองทัพเจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ จากเหนือก็มาถึงราชบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มอบอาญาสิทธิ์ให้เจ้าพระยาจักรีสั่งทัพ  พระองค์เองทำหน้าที่ตรวจตราบัญชาการทั่วไป

    ทหารพม่าในค่ายบางแก้ว ยิ่งเข้าตาจน ยกกองตีหักออกมาก็ถูกทหารไทยตีโต้กลับเข้าค่ายทุกครั้ง จนกระทั่งเสบียงอาหารในค่ายหมดลง หัวหน้าทหารพม่าบางคน เช่นอุตมะสิงห์จอจัว ยกพวกออกมายอมอ่อนน้อม

    ในขณะที่ยุงอคงหวุ่น แม่ทัพก็เจรจาขอสละอาวุธและทรัพย์สินทั้งหมดให้ไทย ขอตัวทหารทุกคนกลับพม่า แต่ไทยไม่ยอม รับเงื่อนไขเพียงจะไว้ชีวิต

    ระหว่างเจรจา ทหารพม่าก็ยิ่งอดตาย จนเหลือไม่ถึงครึ่งกองทัพ ถึงที่สุดทหารพม่าก็ยอมให้จับ นับตัวได้หนึ่งพันสามร้อยเศษ ส่วนที่เหลือประมาณหนึ่งพันหกร้อยอดตายอยู่ในค่าย

    นี่คือหนึ่งในสงครามเก้าครั้ง   ในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี   ที่ดำเนินยุทธวิธีเอาชนะทหารพม่าได้โดยไม่ต้องออกแรงรบเต็มที่ เมื่อยึดค่ายบางแก้วได้แล้ว ทหารไทยก็แยกย้ายกันไล่โจมตีทหารพม่าที่กระจัดกระจายอยู่ในเขตไทย ฆ่าตายจำนวนไม่น้อย ที่เหลือก็หนีออกไปจนไปรวมอยู่กับกองทัพอะแซหวุ่นกี้

    เมื่ออะแซหวุ่นกี้ รวบรวมกำลังพลได้ถึงสามหมื่นห้าพันคน ก็เริ่มสงครามใหญ่ บุกเข้าเขตแดนไทย ทางด่านแม่ละเมา เริ่มต้นศึกไทยพม่าครั้งที่ 5

    สงครามครั้งนี้ แม้อะแซหวุ่นกี้ยึดเมืองพิษณุโลกเปล่าๆได้ แต่ก็ยอมรับนับถือฝีมือแม่ทัพไทย คือเจ้าพระยาจักรี ก่อนเลิกทัพกลับไปพม่า เพราะได้ข่าวพระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์ อะแซหวุ่นกี้กล่าวว่า

    "และซึ่งจะมารบกับไทยสืบไปภายหน้านั้น (ต้องมี) แม่ทัพที่มีสติปัญญา และมีฝีมือเสมอเรา และต่ำกว่าเรานั้น อย่ามาทำสงครามตีเมืองไทยเลย จะเอาชนะเขามิได้".

    OบารายO

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2563 เวลา 01:23 น.