วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘มีชัย’ ต้องกลับลำ ทบทวนเลือกตั้ง ระบบเขต-เบอร์เดียว พท.-ปชป.ยังร่วมต้าน

‘มีชัย’ ต้องกลับลำ ทบทวนเลือกตั้ง ระบบเขต-เบอร์เดียว พท.-ปชป.ยังร่วมต้าน

  • Share:

“มีชัย” กลับลำพร้อมทบทวนระบบเลือกตั้งใหม่ คง ส.ส.500 คน จากเขตเดียวเบอร์เดียว 350 ที่นั่ง และบัญชีรายชื่อ 150 ที่นั่ง โดยใช้คะแนนจากทั้งประเทศเป็นฐานคำนวณ ปมยุบพรรคไม่เหมาเข่ง ฟันเฉพาะตัวการ พท.ร่อนแถลงการณ์ย้ำต้องยึดเจตนารมณ์ประชาชน ตอก กรธ.ไม่ลอกตำราฝรั่งจริงหรือ อย่าใช้ประเทศเป็นหนูลองยา “กรณ์” ก็ไม่เอาระบบจัดสรรปันส่วน ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบตรงใจกว่า ปชป.พึ่ง “หมอดูอีที” ฟันธง “มาร์ค” รีเทิร์น สปท.ฝุ่นตลบเริ่มวิ่งชิงเก้าอี้ประธาน กมธ. “ทินพันธุ์” ยันไม่ล้วงลูกตั้ง กก.สรรหาดำเนินการ ลั่นขอกวาดขยะให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” รมณ์เสีย บ่นสื่อเสนอแต่ข่าวขัดแย้ง “กัดกันเป็นหมา” ฮึ่มใส่เจ้าของสื่อคุยไม่รู้เรื่อง ออกตัวแค่พูดให้ฟังไม่ได้ควบคุม โบ้ยจำนำข้าวทำเขื่อนน้ำแห้งขอด พท.ขอ คสช.เล่นแฟร์เพลย์ หวังผู้มีอำนาจปล่อยตามครรลอง

หลังถูกคัดค้านอย่างหนักจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ กับระบบจัดเลือกตั้ง ส.ส.แบบจัดสรรปันส่วนผสม ล่าสุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงว่า กรธ.พร้อมทบทวนประเด็นดังกล่าวใหม่ ใช้หลักการนับคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง

สนช.สตรีรุกขอพื้นที่การเมืองเพิ่ม

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 5 พ.ย.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาระบบการเลือกตั้ง ส.ส. และวิธีนับคะแนน โดยก่อนการประชุม นางเสาวนีย์ สุวรรณ–ชีพ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำคณะสนช.กลุ่มสตรี ยื่นข้อเสนอแนะต่อนายมีชัย ขอให้บัญญัติถ้อยคำที่เปิดโอกาสสตรีเข้ามามีส่วนร่วมในรัฐสภาลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยนางเสาวนีย์กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ใช่การขอสัดส่วนหรือโควตา แต่ที่ให้บัญญัติถ้อยคำดังกล่าวไว้ เพื่อให้ผู้หญิงเก่ง มีความรู้ และความสามารถมีโอกาสเข้ามาในส่วนงานการเมืองเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ใช่การใช้เส้นสาย

“มีชัย” กลับลำทบทวนระบบเลือกตั้ง

จากนั้นนายมีชัยแถลงถึงกรณีที่หลายฝ่ายท้วงติงระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ว่า จากการทบทวนใหม่ของ กรธ. ยังยืนยันหลักการใช้บัตรลงคะแนนใบเดียว เพื่อให้คนลงคะแนนพิจารณาทั้งผู้สมัครและพรรคประกอบกัน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ต้องการให้พรรคเข้มแข็งในการเลือกคน แต่วิธีคำนวณสัดส่วนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมีหลายวิธี กรธ.กำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคะแนนเกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นธรรม ขณะนี้ยังไม่ตกผลึก แต่จำนวน ส.ส.แน่นอนแล้วว่ามีจำนวน 500 คน เป็นแบบแบ่งเขต 350 คน แบบเขตเดียวเบอร์เดียว ส่วนระบบบัญชีรายชื่อมีจำนวน 150 คน โดยแบบบัญชีรายชื่อจะใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง คำนวณจากคะแนนผู้มาใช้สิทธิ โดยเอาคะแนนของทุกพรรคจากเขตเลือกตั้งทั้งประเทศ มาคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ อาจกำหนดให้มีตัวแทนจากทุกภาคในบัญชีรายชื่อด้วย ซึ่งฐานที่มาของจำนวนสัดส่วน ส.ส. จะใกล้เคียงกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ถามรัฐบาลที่โกงเลือกตั้งควรอยู่ไหม

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนข้อกังวลว่าพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็กจะเสียเปรียบนั้น ยืนยันว่าถ้าพรรคส่ง ส.ส.น้อยก็ได้จำนวนน้อยอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ ส่วนที่พรรคการเมืองต้องการให้การเลือกตั้งเป็น 2 ระบบแบบเก่า เราเคารพความคิดท่าน แต่ท่านก็ต้องเคารพความคิดของเราเช่นกัน ส่วนเรื่องคะแนนโหวตโน ยังยืนยันหลักการเดิมที่ทุกคนต้องเอาชนะให้ได้ ถ้าแพ้ก็ไปกันหมด แต่ยังไม่ลงรายละเอียดว่าจะให้ไปลงสมัครครั้งต่อไปหรือไม่ ข้อดีของระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ถ้า ส.ส.เขตใดทุจริต และถูกลงโทษ คะแนนในเขตของพรรคนั้นที่จะใช้คำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องถูกลบออก แล้วเลือกใหม่ก็ต้องใช้คะแนนใหม่มาคำนวณ คะแนนที่ได้มาใหม่อาจน้อยลงหรือเท่าเดิมก็ได้ ดังนั้นพรรคการเมืองต้องระมัดระวังการทุจริตให้มากขึ้น ส่วนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนรัฐบาลกลางคันหรือไม่นั้น ถามว่าถ้าเกิดการทุจริตกระทั่ง ส.ส.น้อยลง รัฐบาลควรจะอยู่ต่อหรือไม่

ยุบพรรคไม่เหมาเข่งฟันเฉพาะตัว

เมื่อถามว่ายังให้มีการยุบพรรคอยู่อีกหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า อาจเปลี่ยนแปลงจากเดิม หากผู้บริหารทำผิดก็ถูกยุบพรรค เป็นการลงโทษเฉพาะคนที่รู้เห็นหรือกระทำผิด แต่หากคนทั้งพรรคทำผิด หรือให้คนต่างชาติเข้ามาบริหาร หรือให้คนนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเข้ามาบริหารควบคุม เท่ากับว่าพรรคไม่มีฝีมือ ก็คงต้องยุบ แต่ กรธ.จะวางแค่หลักเกณฑ์ไว้ ส่วนรายละเอียดต้องไปเขียนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน

พท.ย้ำต้องยึดเจตนารมณ์ ปชช.

พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ ต่อแนวคิดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะนำระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมมาใช้ ว่า พรรคเพื่อไทยพิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้ 1.ควรพิจารณาปัจจัยและผลกระทบรอบด้าน ต้องเป็นระบบที่จะเกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด ไม่ใช่ระบบที่จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา 2.การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ให้เลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองไปพร้อมกัน ไม่อาจทราบถึงความต้องการประชาชนได้ว่า ที่ลงคะแนนไปนั้นประสงค์จะเลือกผู้สมัครหรือเลือกพรรคการเมือง จึงเป็นการจำกัดสิทธิ ไม่สะท้อนความต้องการอันแท้จริงของประชาชน 3.การตัดคะแนนผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งในเขตทิ้งไป นำเฉพาะคะแนนผู้สมัครที่แพ้เลือกตั้งไปคำนวณจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ สร้างความสับสน ไม่มีความเป็นธรรม ที่น่าเป็นห่วงมาก คือพรรคที่ชนะการเลือกตั้งในระบบเขตมีจำนวน ส.ส.มาก อาจไม่ใช่พรรคเสียงข้างมากในสภา

ตอก กรธ.ไม่ลอกตำราฝรั่งจริงหรือ

แถลงการณ์ระบุต่อว่า 4.ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ผิดไปจากวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้ง และระบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองไม่ต้องแข่งขันกันด้านนโยบาย 5.ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่สะท้อนความนิยมของพรรคอย่างแท้จริง 6.การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ยิ่งทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงทำได้ง่ายขึ้น 7.ไม่เป็นสากล กรธ.น่าจะฉุกคิดได้ว่าทำไมประเทศแม่แบบประชาธิปไตย และประเทศที่เจริญทั้งทางวัตถุและการเมือง จึงไม่ใช้ระบบนี้ การกล่าวอ้างว่าไทยไม่จำเป็นต้องลอกตำราฝรั่ง ต้องถามว่า ระบบรัฐสภา องค์กรอิสระ การแบ่งแยกอำนาจ สิทธิเสรีภาพประชาชนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยุบสภา การจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เราคิดเองหรือนำองค์ความรู้มาจากต่างประเทศ

เตือนอย่าใช้ประเทศเป็นหนูลองยา

8.ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเพราะระบบการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ดี แต่เกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาที่ผู้แพ้เลือกตั้งไม่ยอมรับผล ใช้วิธีการเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การใช้องค์กรและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ดังนั้นระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่ใช่ระบบสากล ไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เป็นระบบที่จะสร้างปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา กรธ.ต้องศึกษาผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ถ่องแท้ เนื่องจากประเทศชาติไม่ใช่เครื่องทดลองทางความคิดของ กรธ. ที่คิดอะไรได้ก็จะนำมาใช้ทันที ควรใช้ระบบเลือกตั้งแบบผสม ตามรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 เป็นหลัก

อดีต ทรท.ชงสูตรพวงใหญ่ปลดล็อก

นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย กล่าวว่าแนวคิดใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมของ กรธ. 2 พรรคใหญ่คงได้เปรียบเหมือนเดิม ขณะที่พรรคขนาดกลางและเล็กเสียเปรียบ เพราะไม่มีปัญญาส่งผู้สมัครครบทุกเขตที่สุดก็หนีไม่พ้นการเมืองแบบเดิม พรรคใหญ่ได้เป็นรัฐบาล พรรคอันดับสองเป็นฝ่ายค้าน และจะมีการจัดม็อบออกมาประท้วง เกิดวิกฤติการเมืองไม่สิ้นสุด ทางออกที่จะทำให้เกิดความปรองดอง แก้ปัญหาเผด็จการรัฐสภา กรธ.ควรกำหนดให้มีการเลือกตั้งโดยใช้จังหวัดเป็นเขต ให้แต่ละพรรคส่งผู้สมัคร 3 คน แต่ให้ประชาชนเลือก ส.ส. ได้เพียง 1 คน การเลือกตั้งอย่างนี้ทุกคะแนนจะมีความหมาย และได้ ส.ส.กระจายอย่างน้อย 2-3 พรรค แก้ปัญหาการเมืองระบบ 2 พรรคใหญ่ที่เป็นต้นเหตุของความแตกแยก และวิกฤติประเทศ หาก 2 พรรคใหญ่อ้างว่าระบบนี้ทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค เพราะผู้สมัครจะแย่งกันหาเสียงให้ตัวเอง การแก้ปัญหาประเทศ นักการเมืองควรเสียสละ ไม่ใช่ออกมาโวยวายเพื่อสนองกิเลสตัณหาตัวเอง

“กรณ์” ไม่เอาระบบจัดสรรปันส่วน

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก “เลือกตั้งอย่างไรแฟร์ที่สุด” ระบุว่า ข้อเสนอของ กรธ.ให้เรากาบัตรเลือกตั้งใบเดียว แล้วเอาคะแนนของผู้สมัครที่ไม่ชนะในแต่ละเขตมารวมกันเป็นกองๆแบ่งตามพรรค แล้วนำมาจัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อตามสัดส่วนให้กับทุกพรรค จะทำให้มีปัญหามาก และผิดหลักการ สำคัญที่สุดคือนํ้าหนักของแต่ละคะแนนไม่เท่ากัน เวลาเราเลือกตั้ง ไม่ว่าเราจะได้ผู้สมัครที่ต้องการหรือไม่ ต้องถือว่าเราได้ใช้สิทธิแล้วเท่ากัน แต่ระบบที่เสนอนี้กลับนำคะแนนที่ใช้แล้ว (แต่ไม่ได้ดังใจ) กลับมานับอีกครั้ง เท่ากับได้ใช้สิทธิสองครั้ง ถือว่าไม่ยุติธรรมกับคะแนนของผู้ชนะ

ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบตรงใจกว่า

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญไม่แพ้กัน คือ การกาบัตรใบเดียวให้มีผลทั้งกับการเลือกคน และการเลือกพรรค ไม่สอดคล้องกับวิธีคิดของประชาชนในการแยกเลือกระหว่างคนกับพรรค ตามที่ปฏิบัติมากว่า 10 ปี เพราะระบบที่ดีกว่าคือ การแยกบัตรเป็นสองใบ ไม่สับสนปนเปให้เลือกพรรคและเลือกคน เพื่อให้แฟร์ที่สุดว่าใครเป็นรัฐบาลก็นับดูว่าพรรคใดได้คะแนนมากที่สุด ให้พรรคนั้น ไม่มีอะไร ตรงไปตรงมาและแฟร์กว่านี้แล้ว ระบบการใช้ ป๊อปปูล่าร์โหวต (popular vote) กำหนดว่าใครเป็นรัฐบาลจะช่วยลดการซื้อเสียงมาก เพราะปกติการซื้อ-ขายเสียงจะเกิดขึ้นในระดับเขต การซื้อทั่วประเทศทำได้ยาก และถ้าถูกจับได้จะมีผลต่อทั้งพรรค พรรคการเมืองต้องหันมาแข่งกันด้วยนโยบาย และด้วยผู้นำพรรค ดังนั้น ครั้งนี้เรามีโอกาสที่จะปฏิรูปให้ระบบการเมืองดีขึ้น อย่าให้เสียของ ขอให้กาสองใบ เลือกพรรค เลือกคน แล้วใครได้คะแนนพรรคมากที่สุดได้ตั้งรัฐบาล อย่างนี้ใครก็เข้าใจ

“หมอดูอีที” ฟันธง “มาร์ค” รีเทิร์น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรค พร้อมนายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรค และนางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ เหรัญญิกพรรค ร่วมเดินทางไปสังเกตการณ์หาเสียงเลือกตั้งที่ประเทศพม่า จากนั้นทั้งคณะเดินทางไปให้หมอดูชื่อดังของพม่า คือ หมอดูอีที โดยนางศรีสมรสอบถามถึงสถานการณ์การเมืองไทย หลังรัฐบาล คสช.ปฏิรูปประเทศแล้วใครจะมาเป็นนายกฯคนต่อไป ซึ่งหมอดูอีทีได้เขียนเป็นอักษรแปลความได้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งในปี ค.ศ.2016 (พ.ศ. 2559)

“ทินพันธุ์” ยันไม่ล้วงลูกตั้ง ปธ.กมธ.

วันเดียวกัน ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงการคัดสรรแต่งตั้งคณะกรรมาธิการของ สปท.ว่าหลังออก คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองจำนวน 6 คน ขณะนี้กระบวนการเริ่มแล้ว การเลือกประธาน กมธ.แต่ละคณะ ตนจะไม่เข้าไปก้าวก่าย อยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรอง ไม่ใช่ประธาน สปท.ไปวางตัว หรือเป็นผู้เลือกเอง แม้จะได้รับมอบอำนาจมาแต่จะไม่ใช้อำนาจไปก้าวก่ายโดยพลการ ปล่อยให้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการกลั่นกรองเป็นผู้คัดสรร เมื่อถามว่า กระบวนการจะแล้วเสร็จเข้าที่ประชุมใหญ่ สปท.เมื่อไหร่ ร.อ.ทินพันธุ์ตอบว่า ยังบอกไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการทำงานของคณะกรรมการกลั่นกรอง แต่เชื่อว่าจะไม่ล่าช้า

ขอกวาดขยะให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง

ร.อ.ทินพันธุ์กล่าวอีกว่า ยืนยันการทำงานสปท.ต่อจากนี้ 1.จะปฏิรูปตัวเองก่อน เพื่อการทำงานที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ 2.สปท.ไม่ใช่สภาการเมือง แต่เป็นสภาวิชาการ การทำงานจะต่างจากสภาชุดเดิมๆ หลีกเลี่ยงการเป็นสภาโต้วาที ต้องไม่ใช่สภาที่พูดมากแต่ไร้ผลงาน จะเป็นสภาที่ปรึกษานายกฯ มีเป้าหมายงาน คือ สานงานการออกกฎหมาย ล้าง กวาดขยะ ที่หมักหมมมายาวนานให้เสร็จก่อนการ เลือกตั้ง ต้องขอบคุณสภาชุดก่อนที่ร่วมกันคิดวิจัยผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากมาย ตนจะสานงานต่อให้เอง

แฉเริ่มวิ่งเต้นขอเก้าอี้กันแล้ว

นายสมพงษ์ สระกวี สปท. และกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สปท. กล่าวว่า คาดว่า ภายในวันที่ 9-10 พ.ย. น่าจะประกาศรายชื่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปทั้ง 11 คณะได้ ส่วนกรณีแต่งตั้งประธาน กมธ.แต่ละคณะ ที่ให้ประธาน สปท.เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งตามข้อบังคับการประชุม แทนการให้สมาชิกเลือกกันเอง ยอมรับว่ามี สปท.บางส่วนที่เป็นอดีตนักการเมืองไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะอาจได้ตัวประธานฯที่ไม่ตรงใจ อยากได้ประธานฯที่มาจากการเลือกของสมาชิกมากกว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกๆ แปร่งๆ แต่ในฐานะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับฯ พอเข้าใจเหตุผลว่าต้องการให้การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ไปในทิศทางเดียวกัน และลดการวิ่งล็อบบี้ตำแหน่ง จึงให้ประธาน สปท.เป็นผู้แต่งตั้งเอง ไม่อยากให้ยึดติดเรื่องชื่อเสียง และอาวุโสเหมือนที่ผ่านมา หากจะลองเปลี่ยนวิธีดูบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ทราบว่าขณะนี้มี สปท.บางส่วนพยายามเสนอตัวต่อประธาน สปท. ว่ามีความถนัดและอยากทำงานปฏิรูปด้านนั้นด้านนี้ ดังนั้น ประธาน สปท.ต้องโชว์ฝีมือคัดเลือกเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา

อยากให้สมาชิกได้เลือกกันเอง

นายสันตศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ สปท.กล่าวว่า เท่าที่คุยกับสมาชิกบางส่วน เห็นตรงกันอยากให้สมาชิกเป็นผู้เลือกตัวประธาน กมธ.ปฏิรูปแต่ละคณะเอง แทนการให้ประธาน สปท.แต่งตั้ง ส่วนตัวอยากให้สมาชิกเลือกประธานฯกันเอง แต่คงพูดอะไรมากไม่ได้ เข้าใจว่าคงต้องการให้การปฏิรูปขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียวไม่ขัดแย้ง ดังนั้น อะไรที่สามารถผ่อนผันเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความรวดเร็ว ก็สมควรทำ

มอบรางวัลสื่อเฉลิมพระเกียรติ

ช่วงเช้าเวลา 09.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดสื่อสารคดีในโครงการจัดนิทรรศการและสื่อสารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวภายหลังมอบรางวัลว่า อยากให้ย้อนกลับไปดูสิ่งที่สถาบันทำในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบันต่างกันอย่างไร ขอร้องอย่าเชื่อคำบิดเบือน ทุกพระองค์ทำเพื่อประชาชน และวางพื้นฐานไว้ทั้งสิ้น ที่ผ่านมามีการนำหลักคิดที่พระองค์ท่านทรงสอน มาขับเคลื่อนประเทศ และเขียนแผนพัฒนาประเทศ 2-3 แผนแล้ว แต่ไม่มีการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง ทำให้เกิดช่องว่างเรื่อยๆ

ดักคอมี รบ.ใหม่แล้วจะคิดถึงกัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ปัญหาประเทศวันนี้ยังไม่จบ แต่เป็นไปด้วยดี และต้องดีกว่านี้ ในเวลาที่เหลืออยู่ 18 เดือน จากนั้นต้องพึ่งคนไทยทุกคนต้องเลือกตั้งให้ประเทศเดินหน้าด้วยประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งทุกคนจะคิดถึงตนที่พูดอยู่ทุกวัน วันนี้เริ่มเห็นทางสว่างว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปด้วยดี ทำไมไม่มีใครสงสารตนเลย มัวแต่สงสารนางเอกในละคร แต่ตนและ ครม.เข้ามาทำเพื่อทุกคน วันนี้เราต้องต่อเลโก้ประเทศไทย ที่เคยเข้มแข็ง ตระหง่านเป็นที่หนึ่งในอาเซียน ต้องค่อยๆเก็บรวบรวมตัวต่อที่กระจายด้วยการเมือง ความขัดแย้งและวาทกรรมต่างๆ มาต่อใหม่ แต่งเติมสีสันไม่ให้กระจัด กระจายออกไปอีก มีรัฐบาลใหม่แต่ต้องบอกให้ทำแบบที่ตนทำ พูดแบบนี้ก็หาว่าอยากอยู่ต่อ ใครอยากเป็นนายกฯมาเลย ทำไมคนอยากมาเป็นกันนัก ไม่ เข้าใจ เงินก็น้อยคนด่าก็เยอะ ทำไมยังทนอยู่ได้ ตนไม่ค่อยทนเพราะความอดทนมีขีดจำกัด

บ่นสื่อทำขัดแย้ง “กัดกันเป็นหมา”

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นเรื่องของ กรธ. สปท. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องคุยกัน ทุกวันนี้ก็คิดกันหัวจะผุอยู่แล้ว คนที่ไม่รับกติกาใหม่ๆ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองทั้งสิ้น ยอมรับไม่ได้เพราะทุกอย่างจะทำให้ยากในการเข้าสู่กระบวนการ สู่การมีอำนาจ หรือการใช้จ่ายงบประมาณ ทุกอย่างเลยต้องการเหมือนเดิมได้คะแนนนิยมมากๆ เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม บอกหลายครั้งวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คงไม่ได้แก้ด้วยรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นักการเมือง ตนหรือการรัฐประหาร ทุกอย่างต้องแก้ด้วยจิตสำนึกของทุกคน “สื่อเองก็ไม่มีคำตอบอ้างแต่ว่าจะเสนอข่าวตรงกลาง ใครมันจะเสนอซ้ายเสนอขวาก็ไม่สนใจ จะเสนอแต่ตรงกลางอย่างเดียว แล้วมันก็กัดกันเป็นหมาอยู่ทุกวันนี้ ชอบให้ผมพูดแบบนี้ใช่หรือไม่ เดี๋ยวถ้าใครเอาคำผมไปพาดหัว ไม่ต้องมาพูดกันแล้ว ชอบสร้างความขัดแย้งให้กับผม ไม่ใช่อะไรก็จะทำให้อารมณ์เสีย แล้วมาบอกว่าเป็นนายกฯต้องอดทน แล้วจะอดทนไปทำไม อดทนแล้วให้ทุกคนขัดแย้งกันแบบนี้หรือ ไม่อดทนหรอก”

ฮึ่มใส่เจ้าของสื่อสร้างแตกแยก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ที่เถียงกันอยู่สื่อก็ขยายความไปเรื่อย ประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้าได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ สื่อทำกันแบบนี้แล้วก็มากล่าวหาว่าตนโทษแต่สื่อ ถ้าประเทศต้องมีปัญหา ต้องล่มลงไปเศรษฐกิจเดินหน้าไม่ได้ เกิดความขัดแย้ง เกิดการจลาจลกันทั้งเมือง ใครจะมารับผิดชอบร่วมกับตน แต่ก็ยังเขียนทุกเรื่องที่มีปัญหา ผู้สื่อข่าวในสนามถือว่าโอเค รู้เพราะอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่รังเกียจไอ้ เจ้าของสำนักพิมพ์บางสำนักพิมพ์ จะว่าตนแรงก็ ต้องแรง ไม่มีเลิก ตอนที่มีเรื่องมันอยู่ไหน เขียนเชียร์เขาอยู่นั่น ทุกวันนี้ยังเชียร์อยู่ รู้อยู่แล้วว่าใครไม่ต้องเอ่ยชื่อ ไม่ได้ขู่ ตนสามารถชี้แจงกับคนอื่นได้ว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ถ้าจะต้องทำกับไอ้บางคนซึ่งจะทำตามกฎหมาย อย่าหาว่าไปรังแกสื่อ แบบนี้เขาไม่เรียกว่าสื่อ สร้างความแตกแยก

ออกตัวแค่พูดให้ฟังไม่ได้ควบคุม

เมื่อถามว่า แสดงว่ากำลังคิดจะทำอะไรอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “พูดให้ฟัง ทำไมหรือจะไปเขียนว่านายกฯจะเริ่มควบคุมสื่อ ละเมิดจรรยาบรรณสื่อ โถ่ ไอ้ห่วย แบบนี้เขาไม่เรียกสื่อหรอก พวกคุณก็ค้านเขาไม่ได้เพราะทุกคนทุกสำนักพิมพ์ต้องการรายได้ ไม่สนใจว่าประเทศมันจะเสียหายตรงไหน แข่งกัน ขายเท่านั้นเล่มเท่านี้เล่ม เอาเงินที่ขายมากิน ก็ใช่ มันเป็นความจำเป็น แต่มันทำลายประเทศไปด้วย บางคอลัมน์ใช้ไม่ได้ ไอ้คนแบบนี้ถ้าประเทศนี้มันล่มสลาย จะขึ้นชื่อให้ดูทั้งหมดว่าใครบ้าง ไม่รู้จักอับอาย คนเขาบ้าง หากินบนความเดือดร้อน บนความสูญเสียของคนอื่น บ่อนทำลายชาติ ความจริงตั้งใจจะพูดแต่สิ่งดีๆ ไปซะแล้ว”

โบ้ยจำนำข้าวทำเขื่อนแห้งขอด

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งว่า ที่ขอความร่วมมืองดทำนาปรัง จะให้ไปจับชาวนาติดคุกเอาไหม บอกไปแล้วว่าพยายามอย่าทำนาปรัง ใช้น้ำให้ประหยัด หันไปปลูกพืชชนิดอื่น สื่อต้องบอกชาวนาแบบนี้ ไม่ใช่มาบอกว่าน้ำไม่มีแล้วรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ห้ามก็ไม่เชื่อ ถ้าทำแล้วเสียหาย ไม่มีน้ำตนก็ไม่ดูแล ดูแลไม่ได้เพราะเตือนแล้ว เห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี 4 เขื่อนมีน้ำ 4,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ปีที่แล้วคาดการณ์ก่อนฝนเข้ามี 3,600 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่หลังพายุเข้าปริมาณน้ำเป็น 4,100 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำนาปรังได้ หารแล้วจะอยู่ได้ไม่กี่เดือนน้ำจะหมดจากเขื่อน จะไม่มีน้ำประปากิน อยากให้ชาวนาเชื่อภาครัฐ และอยากให้สื่อช่วย พูดจนปากจะฉีกอยู่ แล้ว เสร็จแล้วก็เป็นเหยื่อเขาที่เรียกร้องเรื่องการเลือกตั้ง วันนี้น้ำในเขื่อนน้อยเพราะตั้งแต่ปี 2555 ปล่อยน้ำมาทำนาจนเหลือเฟือ เพราะมันจำนำข้าวไง ปลูกให้มากเอาน้ำไปใช้หมด วันนี้น้ำในเขื่อนต่ำลงกว่าเกณฑ์ตั้งแต่ปี 55 ทั้งกลัวเรื่องน้ำท่วมและปล่อยน้ำมาปลูกข้าว วันนี้มีบางกลุ่มไปบอกชาวนาให้ ใจเย็นๆ เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว ปลูกข้าวไปก่อนเดี๋ยวกลับมาจะทำแบบเดิมให้

ลงพื้นที่พบคนอีสานไม่แบ่งสี

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี วันที่ 12 พ.ย.ว่า ไปดูงานติดตามความก้าวหน้าของงาน ไปเยี่ยมเยียนประชาชน และไปถ่ายทอดสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ ไปตอบคำถามที่ประชาชนมีข้อสงสัย และทำความเข้าใจถึงสถานการณ์บ้านเมือง อย่างกองทุนหมู่บ้าน ได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร ประชาชนพึงพอใจหรือไม่ พบทุจริตหรือไม่ จะมีการรายงานมา ตนไม่เห็นด้วยตา แต่มีการรายงานเป็นเอกสาร มีการถ่ายรูปมาก็อ่านทุกวัน ทุกงานรายงานหมด เมื่อถามว่า เหตุใดจึงเลือกลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไปดูอุทกภัยอีสาน ทำไมหรือไปดูพื้นที่เสื้อแดง ก็มองอยู่แค่นี้ แล้วเมื่อไหร่จะเลิกสีกัน ถามให้มันเป็นเรื่อง รู้คำถามคุณอยู่ ก็ไปทุกที่จะสีอะไรไม่สนใจ เขาเป็นคนไทยหรือเปล่า เป็นประชาชนหรือเปล่า เขารู้รึเปล่า ใครพูดจาอะไรอย่างไร แล้วมัน น่าเชื่อถือกันแค่ไหน วันหน้าจะได้เข้าใจกันสักที จะไปทำให้เขานั่นแหละ

“บิ๊กป้อม” ย้ำใช้ ม.44 ให้ จนท.อุ่นใจ

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยคัดค้านการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าว ว่า เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย ความจริงรัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ก็ได้ แต่ที่ใช้เพื่อความอุ่นใจและมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในโครงการรับจำนำข้าว ในกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลก็มีกฎหมายคุ้มครองเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่าปลอดภัยและมีกำลังใจในการทำงาน

“นพดล” ขอ คสช.เล่นแฟร์เพลย์

ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 39/2558 ไม่ใช่การบิดเบือนการตรวจสอบ หรือปฏิเสธการตรวจสอบ เพียงแต่ต้องการความยุติธรรม เล่นตามกติกาอย่างเป็นธรรม หรือแฟร์เพลย์ ขอเพียงให้ผู้มีอำนาจปฏิบัติตามหลักนิติธรรม คือให้บุคคลใดที่ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ และฝ่ายผู้กล่าวหาหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องพร้อมถูกตรวจสอบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการรวบรวมพยาน หลักฐาน การดำเนินการใดที่จะเป็นการก่อให้เกิดความรับผิด หรือพาดพิงผู้ถูกกล่าวหา ต้องกระทำตามกฎหมายและหลักนิติธรรม ตามกระบวนการยุติธรรม

หวังผู้มีอำนาจปล่อยตามครรลอง

นายนพดลกล่าวว่า แต่คำสั่ง คสช.ที่ 39/2558 มีเนื้อหาในทำนองนิรโทษกรรมเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า อาจขัดหลักนิติธรรม และมีคำถามว่าอาจขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจ ที่อำนาจบริหารต้องไม่ก้าวล่วงอำนาจตุลาการหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ผู้ไม่มีส่วนได้เสีย เช่น นักวิชาการ และอดีตตุลาการหลายท่าน ได้แสดงความกังวล จึงหวังว่าผู้มีอำนาจจะรับฟังและพิจารณายกเลิกคำสั่ง แล้วปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตามครรลอง จะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย ผู้ถูกกล่าวหาจะได้ไม่มีความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเชื่อว่ากฎหมายที่ใช้กับตนเองเป็นธรรม ก็ย่อมนำไปสู่ความสงบสุขและสมานฉันท์ในบ้านเมือง

“ปึ้ง” แนะใช้กฎหมายตรงไปตรงมา

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้าใจตรงกันก่อนว่า การดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าว ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา คดียังไม่สิ้นสุด การใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนักกฎหมายและนักวิชาการก็เห็นตรงกันว่าใช้ไม่ได้ในกรณีนี้ และการใช้มาตรา 44 ยิ่งทำให้รับกันไม่ได้ เพราะใช้วิธีการข้ามกระบวนการยุติธรรมปกติ ข้อเรียกร้องของพรรคไม่ใช่การออกมาปลุกระดมสร้างความวุ่นวาย ตามที่โฆษกรัฐบาลระบุ อยากให้นายกฯกำชับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พิจารณาการใช้ข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่นั่งเทียนมั่วตัวเลขกันมาแล้วเหมารวมให้รับผิดชอบ ไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม เราไม่ต้องการเห็นการบิดเบือนข้อมูลนำเอาความเท็จมาชี้ให้สังคมเข้าใจผิด ผูกโยงให้เป็นประเด็นการเมืองอย่างที่บางพรรคถนัด จนทำให้ประเทศชาติเสียหาย นายกฯต้องไม่ลืมว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ถ้าวันนี้สิ่งที่ทำกันเป็นการจงใจกลั่นแกล้ง กล่าวหากล่าวโทษกันด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จแล้วคนจับได้ จะอยู่ในสังคมลำบาก ดังคำที่ว่า “ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดก็ไม่มิด”

อัดคุ้มครอง จนท.ส่งเสริมให้โกง

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีเหตุการณ์เคยเกิดขึ้นครั้งคดี ปรส. โดยให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปจัดการหนี้เสีย ซึ่งมีการโกงกันมโหฬาร และคนที่ติดคุกคือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนครั้งนี้มีการอ้างว่าทำให้ข้าวเสียหาย และให้เจ้าหน้าที่ลงมาดูแลทั้งระบบ ถ้ามีเจ้าหน้าที่เอาข้าวดีไปขายเป็นข้าวเสีย เหมือนกรณีการจัดการหนี้ในคดี ปรส. ใครจะรับผิดชอบ การออกคำสั่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีข้าวอย่างนี้ ด้านหนึ่งก็เป็นการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่โกงได้ด้วย หากไม่ได้ทำอะไรผิดถ้าใช้กระบวนการยุติธรรมปกติ จะต้องกลัวอะไร ที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวระดมมวลชนออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยใช้เรื่องข้าวนั้น ไม่รู้ว่าไปเอาข่าวมาจากไหน แต่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ประชุมพรรคมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ถ้าจะมีคนไม่พอใจในเรื่องคดีโครงการจำนำข้าว ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ไม่เห็นว่ามีส่วนไหนออกมาต่อต้าน หรือออกมาชุมนุม บางทีการสร้างสถานการณ์เอาเองเพื่อทำลายพรรคเพื่อไทยก็มี

“กิตติรัตน์” โพสต์เหน็บอย่าโชว์โง่

ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ระบุถึงนายเกียรติ สิทธีอมร แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องคดีภาษี ของบริษัทบุหรี่ฟิลลิปมอร์ริส ก็นึกถึงท่านและหวังลึกๆว่าท่านไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กลับคาดผิดเพราะท่านมาเหนือเมฆด้วยการพลิกมุมไปพูดเรื่ององค์การการค้าโลก (WTO) กับโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ด้วยความเป็นห่วงไม่อยากให้ใครมาตำหนิว่าศิษย์โรงเรียนเดียวกันโชว์โง่ ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกขัดต่อหลักการ WTO ถ้ายังไม่เห็นภาพชัดอาจลองสอบถามไปที่สถาบันวิจัย TDRI ว่า มีโครงการแบบที่พ่อค้าเอกชนซื้อสินค้าเกษตรในราคาถูก จนผู้ส่งออกสามารถไปขายตัดราคากับประเทศคู่แข่งได้ โดยให้เกษตรกรไปแบมือรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ตามราคาประกันหรือไม่ น่าจะได้คำตอบว่าโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ น่าจะเสี่ยงต่อการขัดหลักการของ WTO เว้นแต่จะไม่กล้าพูดความจริง

แจงซื้อเบนซ์ 78 ล.หน้าตาประเทศ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงข่าวสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ทำสัญญาซื้อรถเบนซ์ รุ่น S600 Guard sedan long จำนวน 4 คัน จากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำกัด วงเงิน 78 ล้านบาท ว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเป็นโครงการที่ดี มีความจำเป็นในแง่การรักษาความปลอดภัย และเพื่อเกียรติภูมิของประเทศ ก่อนหน้านี้เรื่องรถเคยมีปัญหามาแล้ว ครั้งผู้นำต่างประเทศหรือบุคคลสำคัญมาเยือนไทย แต่ไม่มีรถให้เขา เดิมตั้งงบฯ ไว้กว่า 80-90 ล้านบาท สลน.ได้จัดทำใหม่ปรับลดลงมาเหลือ 78 ล้านบาท ประหยัดไปได้ตั้งเยอะ เป็นการจัดซื้อเป็นรถเบนซ์ 3 คัน และรถโฟล์ค 1 คัน ไม่ถือว่าฟุ่มเฟือยหรือไม่พอเพียง ตามที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งระบุ

“วิลาศ” ลั่นสอบโกง กทม.ไม่ล้มมวย

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ระบุจะเร่งสรุปคดีร้องนายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าฯ กทม.ทุจริตต่อหน้าที่ และร่ำรวยผิดปกติว่าอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.หรือไม่ว่า ต้องขอขอบคุณนายวิชาที่เร่งรัดเรื่องนี้ ส่วนที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ระบุพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุจริต จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลอีกหลายเรื่องที่ร้องขอไป และขณะนี้เรื่องของการทุจริตรองผู้ว่าฯ กทม.คนดังกล่าว มีข้าราชการ กทม.ทั้งอดีตและปัจจุบัน อดีตปลัด กทม.หลายคน โทรศัพท์มาให้ข้อมูลเป็นจำนวนมาก ยืนยันว่าเรื่องนี้จะมีการล้มมวยเห็นแก่พวกแน่นอน

“ประวิตร” ถกแผนกวาดล้างมาเฟีย

วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการการแก้ปัญหาอิทธิพลท้องถิ่น โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เป็นการประชุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดรูปแบบการดำเนินการ เน้นด้านการข่าวในทุกพื้นที่มากกว่าการจับกุมปิดล้อมตรวจค้น เน้นการพูดคุยทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อน ส่วนเรื่องของบัญชีดำรายชื่อผู้มีอิทธิพลยืนยันว่าไม่มีแน่นอน อย่างในพื้นที่มีเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่มีการใช้อาวุธสงคราม

ระดับภูมิภาคมอบผู้ว่าฯ แม่งาน

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ โดยเน้นให้มีการจัดการแบบ 2 มิติ คือ ในส่วนของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับทุกระดับจนถึงระดับพื้นที่ ว่าจะมีกลไกการทำงานอย่างไร โดยให้ตั้งกรรมการทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ โดยส่วนของพื้นที่ภูมิภาคให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแม่งาน แต่ต้องรอผลการจัดตั้งคณะกรรมการให้เป็นรูปธรรมก่อน โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้จัดประชุม และตั้งคณะกรรมการ ซึ่งต้องทำเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดพื้นที่ใดที่ต้องดูแลเข้มข้นเป็นพิเศษ

บอกเหนื่อยกว่าเป็นทหารมา 60 ปี

พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อเนื่องว่า รัฐบาลให้กำลังใจทุกคน อยากทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบ ถ้าเข้าใจรัฐบาลก็จะไม่เกิดกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ทั้งนี้รัฐบาลเข้ามาทำงานเพียงแค่ชั่วคราว ไม่ได้เป็นรัฐบาลถาวร มีความตั้งใจทำงานให้ประชาชนโดยตรง “ยอมรับว่าผมรู้สึกเหนื่อย ที่ผ่านมารับราชการเป็นทหารมา 60 ปี เดินทางไปทุกพื้นที่ รบราฆ่าฟันมาก็มาก แต่ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเช่นนี้ ส่วนจะถอยหรือไม่ให้ไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะผมเดินตามนายกฯ รับปากไว้ว่าจะช่วยกันและจะพยายามทำให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง โดยไม่มีสิ่งใดแอบแฝง”

“พ่อน้องเฌอ” ไม่ขอขึ้นศาลทหาร

ที่ศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม เมื่อเวลา 09.15 น. นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือพ่อน้องเฌอ เดินทางมาศาลทหารกรุงเทพตามหมายสั่ง เพื่อสอบปากคำและขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอให้ใช้กระบวนการปกติพิจารณาคดี โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจ พร้อมนางพะเยาว์ อัคฮาด หรือแม่น้องเกด โดยนายพันธ์ศักดิ์กล่าวว่า ยืนยันจะไม่รับอำนาจศาลทหาร อยากให้คดีนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ คือศาลยุติธรรม หลังจากนี้ต้องรอดูว่าโจทก์หรืออัยการทหารจะคัดค้านหรือไม่ จากนั้นศาลทหารกับศาลยุติธรรมจะประชุมร่วมกันแล้วสรุปอีกครั้งว่าจะไปขึ้นศาลใด เมื่อถามว่าการเดินเท้ามาศาลทหาร จะทำให้โดนถอนประกันตัวหรือไม่ นายพันธ์ศักดิ์ตอบว่า เมื่อคุณมีลูกคนเดียวแล้วลูกถูกยิงตาย ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว

ขณะที่นายนัชชชา กองอุดม นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ หนึ่งในกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ได้เดินทางมาศาลทหารด้วยเพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติมในคดีชุมนุมหน้าหอศิลป์

พท.จี้ รบ.ช่วย ปชช.เท่าเทียม

น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่ กระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล การเพิ่มสิทธิประโยชน์บีโอไอ หวังเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ อาจแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทำให้การลงทุนไม่เพิ่มขึ้น และอาจเป็นเพราะนักลงทุนต่างประเทศกลัวถูกแซงชั่น เนื่องจากความไม่เป็นประชาธิปไตย มีความเสี่ยงสูง ส่วนรายที่ต้องลงทุนอยู่แล้ว เพราะจำเป็นต้องขยายจากเดิมที่ได้ทำไว้แล้ว ทำให้รัฐได้ผลตอบแทนลดลง การลงทุนไม่เพิ่มขึ้น แนวทางการแก้ไขที่สร้างความมั่นใจคือ วันเลือกตั้งที่แน่นอน และไม่ปิดประเทศ รวมถึงการช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยางต้องเท่าเทียมกัน

ศาลยกฟ้อง กคป.ขวาง ลต.ปี 57

ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ถนนสรรพาวุธ ศาลอ่านคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องนายธวัชชัย พรหมจันทร์ อายุ 45 ปี อดีตแกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) ในความผิดฐานร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. และ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีเมื่อวันที่ 26 ม.ค.2557 นายธวัชชัยนำมวลชนไปชุมนุมขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่บริเวณหน่วยการเลือกตั้งวัดศรีเอี่ยม แขวงหนองบอน เขตประเวศ โดยศาลได้พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยและกลุ่มผู้ชุมนุมปิดทางเข้าหน่วยเลือกตั้ง แต่เป็นการปราศรัยขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปเพื่อปฏิรูปประเทศไทยก่อน การปิดการลงคะแนนเป็นการวินิจฉัยของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง

ร่างรัฐธรรมนูญระบบเลือกตั้งสูตรเลือกตั้งใหม่ระบบแบ่งสันปันส่วนผสมเปรียบเทียบระบบเลือกตั้งใหม่-เก่ากาบัตรใบเดียวลงแนน ลต. ใช้บัตรใบเดียวสูตรคำนวณคะแนนเสียงเลือกตั้งเลือกตั้งทุจริตเลือกตั้งซื้อสิทธิ์-ขายเสียงมีชัย ฤชุพันธุ์ปรามผู้มีอิทธิพลปราบมาเฟียประวิตร วงษ์สุวรรณคงชีพ ตันตระวาณิชย์โฆษกกระทรวงกลาโหมข่าวการเมืองประยุทธ์ จันทร์โอชานายกว่าสื่อสร้างความแตกแยกรัฐธรรมนูญประชามติความขัดแย้งนายกฯด่านักการเมืองนายกขู่ประจานสื่อที่สร้างความแตกแยกบิ๊กตู่เสื้อแดงถิ่นเสื้อแดงนปช.ความมั่นคงปัญหาภัยแล้งการแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำในเขื่อนพื้นที่ปลูกนาปรังห้ามปลูกข้าวนาปรังปลูกข้าวทำนาปรังปัญหาน้ำแล้งปริมาณน้ำในเขื่อนข่าวทีมข่าวหน้า1ไทยรัฐฉบับพิมพ์

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้