วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เลือกตั้งเมียนมาครั้งประวัติศาสตร์!! ลุ้นระทึก...USDP หรือ NLD พรรคใดจะคว้าชัย

เลือกตั้งเมียนมาครั้งประวัติศาสตร์!! ลุ้นระทึก...USDP หรือ NLD พรรคใดจะคว้าชัย

  • Share:

การเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมา ในวันที่ 8 พ.ย.2558 ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะเป็นการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลพลเรือนเป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปีของเมียนมา ซึ่งตกอยู่ใต้การปกครองโดยรัฐบาลทหารมานานนับครึ่งศตวรรษ

*เลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ในเมียนมา

การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา เป็นการเลือกตั้ง 3 ระดับ คือ 1. การ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนประชาชน หรือ ส.ส.จำนวน 323 ที่นั่ง จาก 440 ที่นั่ง ส่วนอีก 110 ที่นั่งที่เหลือ เป็นโควตาแต่งตั้งจากผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ ส่วนอีก 7 ที่นั่ง จะไม่มีการเลือกตั้ง เนื่องจากคณะกรรมการเลือกตั้งหวั่นเกรงในเรื่องความปลอดภัย

2. สมาชิกสภาชนชาติ หรือวุฒิสภา มีการเลือกตั้งจำนวน 168 ที่นั่ง จากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 224 ที่นั่ง โดยจะเป็นการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 12 คนในแต่ละเขต /รัฐ (เมียนมาแบ่งการปกครองออกเป็น 14 เขต/รัฐฯ) ส่วนอีก 56 ที่นั่ง เป็นโควตาแต่งตั้งจากผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพ

และ 3. สภาระดับภาคและรัฐ ซึ่งเป็นสภาระดับท้องถิ่น โดยจะเป็นการเลือกตัวแทน 637 คนเข้าไปนั่งในสภาระดับภาคและรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม สมาชิกของ 2 สภา คือสภาผู้แทนประชาชนและสภาชนชาติ (วุฒิสภา) จะเป็นผู้ลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีพม่า โดยในรัฐธรรมนูญปี 2551 ของพม่า ได้เปิดช่องให้มีการเสนอชื่อประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี เป็น ‘คนนอก’ คือไม่ต้องเป็นสมาชิกรัฐสภาก็ได้

*พรรคใหญ่ USDP หรือ NLD พรรคไหนจะชนะ?

ศึกเลือกตั้งสมาชิกสภาในเมียนมาครั้งนี้ มีพรรคการเมืองถึง 93 พรรค ส่งผู้สมัครลงชิงชัย จำนวนมากถึง 6,065 คน (ในจำนวนนี้เป็นผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรค 309 คน) แต่ที่สุดแล้ว คงมีเพียง 2 พรรคการเมืองใหญ่เท่านั้นที่จะฟาดฟันกันในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ นั่นคือ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP), ยูเอสดีพี ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลบริหารประเทศในปัจจุบัน กับ พรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD), เอ็นแอลดี ซึ่งมีนางออง ซาน ซูจี เป็นหัวหน้าพรรค

นางซูจี ขึ้นรถหาเสียงท่ามกลางการต้อนรับจากชาวพม่าอย่างล้นหลาม


*ซูจี ประกาศขอเป็นผู้นำรัฐบาลถ้า NLD ชนะ

ออง ซาน ซูจี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ หญิงหัวใจแกร่ง ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมา จนต้องถูกกักกันตัวในบ้านพักเกือบ 15 ปี ประกาศจะเป็นผู้นำรัฐบาล หากพรรคฝ่ายค้านสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ภายใต้การนำของนางชนะเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 พ.ย.นี้

ประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายหวั่นวิตกอยู่ลึกๆ ก็คือ นางซูจีได้ลั่นวาจาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า นางจะเป็นผู้นำรัฐบาล หากพรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้ง ทั้งที่ก็เป็นเรื่องทราบกันดีว่า ตามรัฐธรรมนูญของเมียนมาได้บัญญัติ ห้ามไม่ให้บุคคลที่มีสามี หรือบุตรเป็นคนต่างด้าว หรือถือสัญชาติอื่น ที่ไม่ใช่สัญชาติเมียนมา ลงรับสมัครรับเลือกตั้ง หรือขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี !!

พระในนครย่างกุ้่ง ออกมาช่วยหาเสียงให้แก่พรรคเอ็นแอลดีของ ออง ซาน ซูจี


*จะเกิดอะไรขึ้นหากพรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้ง?

‘ถ้าพรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้ง และพวกเราได้จัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ดิฉันก็จะเป็นผู้นำรัฐบาล ไม่ว่าจะได้เป็นประธานาธิบดีหรือไม่ก็ตาม’ นางซูจี กล่าวกับนักข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่องอินเดีย ทูเดย์ เทเลวิชั่นพร้อมพูดตอกย้ำอีกครั้งว่า ‘ผู้นำรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดี จะต้องเป็นดิฉัน เพราะดิฉันเป็นผู้นำพรรคเอ็นแอลดี’

คำถามคือ นางซูจีจะขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลได้อย่างไร? เมื่อติดขัดอยู่ที่รัฐธรรมนูญ โดยขณะ เหลือเวลาอีกแค่ 3 วันจะถึงวันเลือกตั้ง นางซูจีเองก็ยังพูดอย่างคลุมเครือ ไม่ได้อธิบายว่า นางจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลได้อย่างไร ถ้าพรรคเอ็นแอลดีคว้าชัยชนะ

*ฟันธงโอกาสซูจี จะได้เป็นประธานาธิบดี เกือบเป็นศูนย์

ออง ซอ บรรณาธิการนิตยสารข่าวการเมือง ‘อิระวดี’ ที่ถือเป็นบรรณาธิการที่ทรงอิทธิพลในเมียนมาคนหนึ่ง กล่าวกับนักข่าวซีเอ็นเอ็นถึงโอกาสของนางซูจีที่จะได้เป็นประธานาธิบดีว่า เกือบเป็น ‘ 0 ’ (ศูนย์)เนื่องจากการเลือกประธานาธิบดีในเมียนมา ไม่ใช่การเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง แต่เลือกโดยสมาชิกสภา


*เลือกประธานาธิบดี จะมีตัวเลือก 3 คน จาก 3 ฝ่าย

การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมียนมา จะมีตัวเลือก 3 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 3 ฝ่าย คือ 1. ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากวุฒิสภา 2. ตัวแทนจากรัฐสภา และ 3. ตัวแทนจากกองทัพ โดยพรรคการเมืองที่มีสิทธิเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต้องมีสมาชิกในสภารวมกันแล้ว มากกว่า 50% ของทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภา (รวมแล้วต้องมากกว่า 332 คนจากสมาชิกสภาทั้งหมด 664 คน) จึงจะได้เป็นประธานาธิบดี ส่วนตัวเลือกอีก 2 คน จะได้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีของเมียนมา จะมีฐานะเป็นผู้นำประเทศ พร้อมกับเป็นผู้นำรัฐบาล ซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ

นายฉ่วย มาน ออกหาเสียงที่หมู่บ้านใกล้บ้านเกิด

*ฉ่วย มาน อาจได้เป็นประธานาธิบดี หาก NLD ชนะ

นาย ฉ่วย มาน อดีตประธานรัฐสภา และอดีตหัวหน้าพรรค USDP ซึ่งถือเป็นนักการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในเมียนมา และหันมาเป็นพันธมิตรกับนางซูจี เปิดบ้านให้สัมภาษณ์กับนักข่าวรอยเตอร์ ในฐานะที่เขาลงสมัครชิงเก้าอี้สมาชิกสภาด้วยเช่นกัน ว่า พรรคเอ็นแอลดี ยังคงเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ และเขายินดีที่จะทำงานร่วมกับนางซูจี ในรัฐสภาหลังเลือกตั้ง

มีการคาดเดาด้วยว่า บางที นาย ฉ่วย มาน อาจเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี หากพรรคเอ็นแอลดีชนะเลือกตั้งก็เป็นได้

ฝ่ายหนุนพรรครัฐบาล USDP

* ต้องจับตาหลังเลือกตั้ง

ออง ซอ บรรณาธิการคนดังของเมียนมา ยังแสดงความเห็นว่า สิ่งที่ต้องจับตา ก็คือ หลังการเลือกตั้ง เนื่องจากถ้าการเลือกตั้งดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์และยุติธรรม พรรคเอ็นแอลดีมีแนวโน้มจะชนะเลือกตั้ง แต่ปัญหาคงอยู่ที่ จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้หรือไม่ เนื่องจากจะต้องมีการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองเพื่อเสาะหาพรรคพันธมิตรมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล

ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง จับมือทักทายนางออง ซาน ซูจี

*‘เต็ง เส่ง’ เตือนระวังนองเลือด...

ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ออกโรงเตือนเองก่อนเลือกตั้งไม่กี่วันว่า อาจเกิดความรุนแรงจนถึงขั้นนองเลือด คล้ายกับการการลุกฮือของชาวมุสลิมในโลกอาหรับ หากพรรครัฐบาล ยูเอสดีพี พ่ายแพ้การเลือกตั้งและสูญเสียอำนาจในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 พ.ย.นี้  โดยการออกมาแสดงความเห็นดังกล่าวของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ทำให้ทางพรรคเอ็นแอลดีออกมาโวยตอบโต้ทันทีว่าเป็นการช่วงชิงคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างไม่สมควร

ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ในเมียนมา สิ่งที่ต้องจับตามากที่สุดกันต่อไป ก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นในเมียนมา หากพรรคฝ่ายค้าน เอ็นแอลดีชนะเลือกตั้ง และพรรครัฐบาล ยูเอสดีพี ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้!!

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้