วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทรงเจ้า ปาฏิหาริย์หรือแสดง? ฟังร่างทรงจี้กงแฉ วิทยาศาสตร์ขอถอดรหัส

ทรงเจ้า ปาฏิหาริย์หรือแสดง? ฟังร่างทรงจี้กงแฉ วิทยาศาสตร์ขอถอดรหัส

  • Share:

ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน เทคโนโลยีในประเทศไทยจะก้าวหน้าไปเพียงใด แต่ความเชื่อเกี่ยวกับ "คนทรงเจ้า" ยังคงฝังตัวอยู่ในสังคมต่อไป แม้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะพยายามหาคำตอบในเรื่องนี้หลายครั้ง แต่คำตอบที่ได้ก็ยังคงไม่แจ่มชัดนัก และเป็นอีกครั้งที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะเดินหน้าหาคำตอบว่าร่างทรงเหล่านี้ เข้าทรงจริง หรือ เป็นเพียงการแสดงเพื่อหลอกลวงคนให้หลงเชื่อ?

นายชูชาติ งามการ ผู้เคยแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้ปรากฏแก่สายตาประชาชนในฐานะร่างทรงของ เทพเจ้าจี้กง มายาวนานกว่า 20 ปี ในสมัยที่โด่งดัง เขาได้รับการยอมรับในความขลัง ทั้งวิชาอาคมและความแม่นยำในการทำนาย วันนี้นายชูชาติได้หันหลังให้กับวงการ และมาเปิดใจเล่าที่มาที่ไปก่อนจะนำพาตัวเองเป็นร่างทรงให้ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ฟังว่า...ตอนสมัยอายุ 10 ขวบ อยากมีวิชาปลุกเสกพระ แต่ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จึงนึกถึงคนรู้จักว่าเขาทำท่าทางอย่างไร จากนั้นก็เกิดการเลียนแบบท่าทาง ระหว่างที่กำลังทดลองอยู่นั้นผู้ปกครองมาเห็นเข้า จึงคิดไปว่าถูกผีเข้า เลยตัดสินใจพาไปหาคนทรงเจ้า เมื่อเจอหน้าคนทรงเจ้า คนทรงเจ้าก็ทักว่า "มีองค์!!" ทั้งที่ในใจรู้ว่าเป็นการเลียนแบบ ในที่สุดจึงตัดสินใจผันตัวเข้าสู่วงการนี้เพื่อท้าพิสูจน์ในสิ่งเหนือธรรมชาติ..!

นายชูชาติ แต่งตัวให้มีลักษณะคล้ายเทพเจ้าจี้กง

ทำนายแม่นยำราวกับมีนัยน์ตาทิพย์

"อยู่ดีๆ จะให้คนมานับถือคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ การที่คนมาเคารพศรัทธาในตัวร่างทรง ส่วนหนึ่งจะต้องมีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไป บางคนสามารถทำนายดวงชะตาหรือรู้ปูมหลังของคนอื่นได้ ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่สำหรับอดีตร่างทรงจี้กง ได้ชี้แจงในเรื่องนี้ว่า คนไหนที่ว่าทำนายแม่น เป็นที่ร่ำลือกันว่ามีวิชาอาคมแก่กล้า ผมได้ไปลองของท้าพิสูจน์มาหมดแล้ว ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่ให้คนไปหลอกถาม” นายชูชาติ กล่าวและว่า ในแต่ละปีจะมีการจัดงานชุมนุมร่างทรงเป็นประจำ ลักษณะงานเสมือนเป็นงานมีตติ้งร่างทรงจากหลากหลายตำหนัก ซึ่งผมก็ได้รับเชิญไปงานลักษณะนี้เป็นประจำ และผมได้ส่งทีมงานแฝงตัวเข้าไปทำทีว่าจะมาขอคำปรึกษาจากร่างทรงคนหนึ่ง เกี่ยวกับปัญหาชีวิตครอบครัว

หญิงสาวเข้าไปถามร่างทรงว่า “ดิฉันมีลูกอยู่ 3 คน จะมีคนไหนบ้างที่สามารถพึ่งพาได้” เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างทรงเทพเจ้าก็ตอบราวกับมีนัยน์ตาทิพย์

“ลูกคนที่ 3 นี้พึ่งพาได้ แต่ไม่ช้ากำลังจะมีเคราะห์กรรม ให้พามาทำพิธีสะเดาะเคราะห์”

ซึ่งคำตอบที่ว่าร่างทรงคนนั้นเป็นของจริงหรือไม่...ได้ปรากฏชัด เพราะแท้จริงแล้วสายที่ส่งเข้าไปเป็นหญิงโสด ไม่เคยมีสามีและไม่เคยมีลูกสักคนเดียว เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะฟันธงว่า ร่างทรงคนนี้ก็แค่ร่างทรงอุปโลกน์ ลวงโลก

ใช้หลักวิทยาศาสตร์....พิชิตคนให้อยู่หมัด

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!! ร่างทรงบางคนมีอิทธิฤทธิ์ สามารถปลุกเสกคาถา เพื่อช่วยแก้ปัญหาของคนอื่นได้ ซึ่งเมื่อนำของปลุกเสกไปใช้แล้ว ก็เกิดเป็นผลดีกับชีวิตราวกับฟ้าประทาน อดีตร่างทรงจี้กง ได้ให้คำตอบว่า จากประสบการณ์ 25 ปี ทำให้เห็นว่าคนที่มาหาร่างทรง ต่างก็พกพาความทุกข์เข้ามาด้วยทั้งนั้น ซึ่งร่างทรงต่างรู้ในข้อนี้ดี จึงได้จัดการต้อนรับที่อบอุ่น มีการให้กำลังใจกัน พอคนที่มีความทุกข์มาเจอแบบนี้ก็เกิดความสบายใจ สุดท้ายก็ถลำลึกเข้าไปอยู่ในกลุ่มกลายเป็นลูกศิษย์ลูกหาคนสนิทในที่สุด

ร่างทรงกำลังสาธิตการเดินเหยียบเศษแก้วด้วยเท้าเปล่า

“เวลาเราจะทำนายทายทักหรือให้คำปรึกษาใคร จะต้องสังเกตรูปลักษณ์ภายนอก เพื่อที่จะบอกที่มาที่ไปของคนๆ นั้นได้ อย่างเช่น คนที่อดนอนพักผ่อนน้อย ดวงตาจะคล้ำ บางคนผิวขาวแต่ริมฝีปากดำก็แสดงว่าคนนี้ดูดบุหรี่ หรือคนผิวซีดดวงตาแดงกล่ำ แบบนี้ก็คือพวกที่เสพยา แล้วความทุกข์ทั้งหลายของคน มันก็มักจะมีพฤติกรรมเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ”

ไอ้ของพวกนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นหลักในการสังเกตง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องมีวิชาอาคมอะไรเลย แต่แบบนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้คนศรัทธา เหมือนตำรวจจบใหม่ ให้มามองว่าใครเป็นผู้ร้าย ใครเป็นคนดี ก็แยกไม่ค่อยออก แต่ลองเป็นตำรวจที่ทำงานมาหลายปี มีประสบการณ์เยอะจะสามารถบอกได้ทันทีว่าใคร เสพยา ใครฆ่าคน ใครเป็นโจรผู้ร้าย คือของแบบนี้ต้องใช้ประสบการณ์

มีอยู่รายหนึ่งที่มาปรึกษากับตน เธอมีปัญหาทะเลาะกับสามีเป็นประจำ ตอนนั้นเมื่อดูลักษณะการพูดจาแล้ว ทำให้รู้หญิงสาวรายนี้เป็นคนปากจัด แค่นี้ก็พอเดาได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คงไม่พ้นมาจากตัวเธอเองที่เป็นต้นเหตุ ร่างทรงจี้กงจึงทำนายร่ายคาถาปลุกเสกน้ำมนต์ ให้หญิงสาวเอาไปแช่เย็นไว้ แล้วสั่งว่า เมื่อสามีกลับมาให้เอาน้ำมนต์นี้เทใส่แก้วให้ดื่ม และห้ามบ่นอะไรกับสามีเป็นอันขาด ผลสุดท้ายก็บังเกิดสิ่งอัศจรรย์ ครอบครัวกลับมารักใคร่กลมเกลียว..."ถ้าคิดให้ดี ของแบบนี้ไม่ต้องมาปรึกษาร่างทรงก็ได้ มันเป็นวิธีเอาใจคนง่ายๆ แค่นั้นเอง" นายชูชาติกล่าวพร้อมกับหัวเราะ

โชว์อิทธิฤทธิ์ ตีสนิทปาดลิ้นโชว์ สะกดคนอยากลองของ

ในยุคที่มนุษย์ไปไกลถึงดวงจันทร์ การที่จะทำให้คนมาหลงเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ใครที่อยากลองของ ต้องการท้าพิสูจน์ แบบนี้จี้กงชอบนัก!! ชูชาติ กล่าวถึงวิธีสยบคนอยากลองของว่า เวลาคนไหนที่มาเพื่ออยากพิสูจน์ ก็จะต้อนรับเป็นกรณีพิเศษ บางครั้งก็เชิญเข้ามาจิบน้ำชาในตำหนัก สร้างความสนิทสนมคุ้นเคย พอสบโอกาสก็แสดงอิทธิฤทธิ์ เชือดลิ้นโชว์ให้เห็นเป็นขวัญตา แล้วท้าท่ายว่า...ลื้อทำได้ไหม ซึ่งเอาจริงๆ แล้วก็ไม่มีใครกล้าทำหรอก แล้วยิ่งเราสามารถบอกเล่าชีวิตเขาได้ราวกับรู้จักกันมานาน คนพวกนี้เป็นอันต้องศิโรราบ

นายชูชาติ ขณะกำลังแสดงการเชือดลิ้นตัวเอง

องค์เทพแสดงปาฏิหาริย์ หรือเกิดจากการฝึกฝน?

เมื่อเจ้าเข้าประทับทรง องค์เทพสำแดงเดชด้วยปาฏิหาริย์ ทั้งใช้เหล็กแหลมทิ้มแทงตามร่างกาย หรือจะเอามีดมาเชือดลิ้นทิ้งให้เห็นเป็นขวัญตา ของแบบนี้มนุษนย์ปุถุชนคนธรรมดา คงไม่มีใครทำได้ แต่สำหรับ ชูชาติ ในร่างมนุษย์ ได้ทำมาหมดอาศัยเพียงความใจกล้าและหมั่นฝึกฝน

การเดินลุยไฟนั้น หลักการง่ายๆ เลยคือระหว่างลุยไฟจะต้องวิ่งให้เร็ว ห้ามยืนอยู่เฉยๆ และจากการทดลอง ถ้าความยาวของกองไฟยาวประมาณ 3-4 เมตร เท้าจะไม่พอง แต่ถ้ากองไฟ ยาวประมาณ 8-10 เมตร เท้าจะพองในวันรุ่งขึ้น

การแทงเหล็กแหลมสามง่ามเข้าท้อง ไม่ต้องมีองค์มาประทับ แค่กะระยะให้เหล็กแหลมตรงกลาง แทงเข้าไปบริเวณซิปกางเกง ส่วนเหล็กแหลมด้านข้างซ้ายขวาจะอยู่ที่บริเวณเอว ทีนี้ก็เล่นละครแกล้งทำเป็นล้มกลิ้งล้มหงาย สุดท้ายคือแทงไม่เข้า!!

แสดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการปีนบันไดที่ทำจากดาบ

ที่มักเห็นกันบ่อยๆ คือ การแทงเหล็กแหลมทะลุแก้ม ซึ่งมีด้วยกัน 2 รูปแบบ

แบบแรกคือใช้เหล็กขนาดเล็ก วิธีการก็คือจะต้องทาเจลที่เหล็กก่อนเพื่อทำให้ลื่นทะลุได้โดยง่าย ที่สำคัญจะต้องแทงจากด้านในปากทะลุออกมาด้านนอก เพื่อให้ปากแผลเล็ก และเลือดไม่ไหลออกมาด้านนอก

แบบที่สอง คือการใช้เหล็กดุ้นใหญ่ๆ ก็จะต้องฉีดยาชาและทานยาแก้ปวดด้วย และต้องใช้มีดผ่าตัดกรีดแก้มให้มีรูขนาดใหญ่กว่าขนาดของเหล็ก เมื่อแทงเหล็กเข้าไปแล้วก็จะต้องใช้น้ำกลั่นและน้ำแข็ง คอยราดปากแผลเพื่อไม่ให้เซลล์ตาย

"ที่คุ้นตากันอีกอย่างคือ “การเล่นกับลิ้น” ไม่ว่าจะเป็นการเชือดหรือจะหั่นทิ้งก็สามารถทำได้ทั้งนั้น วิธีการง่ายๆ สำหรับการเชือดลิ้นจะต้องใช้มีดที่คมมากๆ และทำความสะอาดมีดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เวลาเชือดจะต้องทำให้เร็ว ซึ่งความเร็วและความคมของมีดจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นเพราะเนื้อไม่ช้ำ แต่ถ้าเชือดลิ้นแล้วยังไม่สะใจ จะตัดลิ้นให้ดูทำได้ เพียงแค่ใช้ลิ้นหมูที่ถูกฆ่าใหม่ๆ เลือกขนาดที่พอๆ กับลิ้นคน เอามาชุบน้ำหวานลดความคาว เวลาแสดงให้เนียน จะต้องเอาลิ้นหมูพร้อมถุงน้ำแดงใส่ไว้ในแก้ว จากน้ันทำทีเป็นหยิบแก้วขึ้นมาจิบน้ำพร้อมกับเทลิ้นหมูและถุงน้ำแดงเข้าปาก แล้วใช้ลิ้นดุนลิ้นหมูออกมา ใช้ฟันกัดให้แน่นแล้วใช้มือจับปลายลิ้นพร้อมกับเอามีดดาบมาเฉือนเบาๆ ก็จะหดลิ้นหมูกลับเข้าไปในปากอีกครั้ง ขั้นตอนต่อมาต้องพยายามกัดถุงน้ำแดงในปากให้แตก ซึ่งจะทำให้เหมือนว่ามีเลือดไหลออกจากปาก หลังจากนั้นก็แลบลิ้นหมูออกมาใหม่ แล้วใช้เหล็กแหลมแทงให้ทะลุ ก่อนจะใช้มีดดาบตัดให้ลิ้นขาเป็น 2 ท่อน (ท่อนหนึ่งจะติดอยู่กับเหล็กแหลม อีกท่อนหนึ่งจะอยู่ในปาก) เมือตัดเสร็จแล้วก็เอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเลือดที่ปากพร้อมกับแอบคายถุงน้ำแดงและลิ้นหมูลงผ้าเช็ดหน้า และเพื่อเป็นการยืนยันความเนียน ก็จำเป็นจะต้องอ้าปากโชว์ด้วยว่าลิ้นได้ขาดไปแล้ว โดยต้องหดลิ้นลงเก็บไว้ในคอพร้อมกับพูดเสียงอ้อแอ้ เหมือนคนไม่มีลิ้น..."

เดินลุยแก้วไม่ต้องมีองค์ก็ทำได้

ภาษาเทพ คนพูดยังไม่รู้ความหมาย 

สุดท้ายคือเรื่องของภาษาเทพ นายชูชาติ เล่าต่อว่า ถ้าอยากลองพิสูจน์ว่าภาษาเหล่านั้น มันมีความหมายหรือไม่ ลองอัดเสียงแล้วไปถามลูกศิษย์ของร่างทรงดูว่า ท่านเทพพูดว่าอย่างไรบ้าง เมื่อได้คำตอบแล้ว ลองเอาเสียงที่อัดไปให้ร่างทรงเจ้าอื่นฟัง แล้วถามว่ามันแปลว่าอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้มา มันจะไปกันคนละทิศละทางกับเจ้าแรกที่ไปถามเลย ตนก็ลองของในงานชุมนุมร่างทรง ซึ่งเทพแต่ละองค์ก็โต้ตอบกันไปมาด้วยภาษาที่คนธรรมดายากจะเข้าใจ ตนก็พูดมั่วซั่วออกไปบ้าง ร่างทรงเจ้าอื่นก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจความหมาย ทั้งๆ ที่พูดเองยังไม่เข้าใจเลยว่าพูดอะไรไปบ้าง

ของแบบนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนและบางอย่างต้องอาศัยความใจกล้าพอสมควร แต่เชื่อว่าหากผ่านการฝึกฝนมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีองค์เทพลงมาประทับก็สามารถทำได้

เดินสายร่างทรงมา 25 ปี ผมยังไม่เคยเจอของจริง

ถึงแม้จะมีความเชื่อว่า "มนุษย์" สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อกับเทพเจ้าได้ แต่สำหรับ นายชูชาติแล้วกลับบอกว่า รับบทบาทเป็นร่างทรงมานาน 25 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515-2540 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่เป็นร่างทรง ได้เก็บข้อมูลมาโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งได้อ่านข่าวของ พระพยอม กัลยาโณ ที่ท่านออกมาโจมตีเรื่องของการทรงเจ้า จึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาท่าน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตีแผ่เรื่องราวเหล่านี้ และจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ทำให้พระพยอมพาตนไปเปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในวันที่ 6 ก.พ. 2540 ที่ วัดสวนแก้ว ซึ่งครั้งนั้นเป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์โดยที่ไม่ต้องเข้าทรง ต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก 

“ผมอยู่วงการทรงเจ้ามา 25 ปี ผมยังไม่เคยเห็นของจริงแม้แต่รายเดียว” นายชูชาติ กล่าว

อดีตร่างทรง ฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า ถ้าร่างทรงมีจริง ประเทศเราคงเจริญล้ำหน้าแซงอเมริกาไปไกลแล้ว และขอเตือนให้ระวัง พวก “ร่างทรงจัดฉาก” พวกนี้ทำกันเป็นขบวนการและอันตรายมาก มีการเปิดตำหนัก ลูกศิษย์ลูกหารายล้อม มีหน้าม้ามาเข้าเฝ้า ซึ่งทั้งหมดคือการเล่นละครตบตา เพื่อให้เหยื่อที่หลงเข้ามาเกิดความเลื่อมไสต่อองค์เทพอุปโลกน์ที่อยู่เบื้องหน้า สุดท้ายใครที่หลงเชื่อก็ถูกหลอกเอาทรัพย์สินเงินทองไป หรือถ้าร้ายไปกว่านั้นบางรายอาจตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศด้วย การกระทำแบบนี้คือมิจฉาชีพ ย่อมไม่ประสงค์ดีต่อคนที่ตกเป็นเหยื่อแน่นอน

เคยออกรายการของคุณมาโนชย์ พุฒตาล

แม้ความเชื่อเรื่องการทรงเจ้า จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่ในทางวิชาการ ได้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของร่างทรง โดยใช้ทฤษฎีของนักสังคมวิทยาเพื่อมาอธิบายพฤติกรรมต่างๆ ได้อย่างน่าสนใจ

นักวิชาการชี้ ความหน้าเชื่อถือคือพลังแห่งศรัทธา

การอธิบายพฤติกรรมต่างๆ ของร่างทรงนั้น ดร.รัตพร เดอะ ยง อายุ 40 ปี ประธานสาขาวิชาไทยและอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ค้นคว้าและเขียนงานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของร่างทรง และติดตามสังเกตพฤติกรรมของร่างทรงมานานถึง 10 กล่าวว่า ได้เก็บข้อมูลร่างทรงมาทั้งหมด 38 เคส แต่มีอยู่ 2 เคส ที่น่าสนใจ เพราะเรียกได้ว่าเป็นร่างทรงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด มีลูกศิษย์ที่นับถือทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญคนที่ศรัทธามักจะเป็นคนมีฐานะ ถึงขนาดออกเงินสร้างศาลเจ้าและบ้านพักอาศัยส่วนตัวให้

ดร.รัตพร ติดตามศึกษาร่างทรงมากว่า 10 ปี

หลังจากศึกษาพฤติกรรมของคนทรงเจ้าพบว่า ร่างทรงนั้นมีลักษณะที่คล้ายกันคือ จะต้องทำให้คนเชื่อว่ามีเทพเจ้าอาศัยอยู่ในร่างนั้นจริงๆ ซึ่งหากทำตรงนี้ได้ จะถือว่าประสบความสำเร็จไปแล้วในขั้นต้น ส่วนในขั้นต่อไปก็ต้องทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น ด้วยการตอบสนองสิ่งที่คนมาใช้บริการคาดหวัง เช่น การดูดวง หรือให้ปรึกษาในเรื่องต่างๆ ยิ่งผู้ใช้บริการทำตามคำแนะนำจนประสบความสำเร็จ ความศรัธาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งความสามารถตรงนี้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และทักษะในการโต้ตอบของแต่ละคน ใครที่ทำได้ดีก็จะเป็นที่เคารพศรัทธาจากผู้คนมากมาย

ทฤษฎีโรงละคร สร้างบรรยากาศให้คล้อยตาม  

ดร.รัตพร กล่าวว่า “การแสดงสีหน้า ท่าทาง และการสร้างบรรยากาศภายในศาลเจ้าด้วยกลิ่นธูป แสงเทียน ประกอบกับบทสวดสำเนียนจีนเคล้าไปกับเสียงเคาะให้จังหวะของไม้ จึงทำให้คนที่มาศาลเจ้านั้น คล้อยตามได้ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ สามารถได้ด้วยทฤษฎีของ เออร์วิง กอฟฟ์แมน”

เราเปรียบร่างทรงเป็นนักแสดง ส่วนลูกค้าหรือผู้ที่มาใช้บริการนั้นเปรียบเสมือนผู้ชม ฉะนั้นการที่จะทำให้ผู้ชมประทับใจแล้วอินไปกับสิ่งที่ร่างทรงต้องการนำเสนอให้ผู้ชมเห็น จะต้องมีองค์ประกอบของฉาก การแสดงสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง จนถึงการสร้างบรรยากาศ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ ร่างทรงมีครบทุกอย่าง ยกตัวอย่างร่างทรงของเทพเจ้าจีน คนทรงก็จะเปลี่ยนเสื้อผ้าไปตามคาแรกเตอร์ของเทพเจ้าองค์นั้นและมีการเปลี่ยนน้ำเสียงให้ผิดไปจากเสียงเดิม นอกจากนี้ยังสามารถพูดภาษาจีนได้ด้วย

ดร.รัตพร เดอะ ยง นักวิชาการผู้อธิบายร่างทรงด้วยทฤษฎี

“เคยมีการทดลองอัดเสียงของคนทรงเจ้าที่พูดออกมาเป็นภาษาจีนไปให้ผู้เชี่ยวชาญฟัง และได้รับคำตอบว่า มีภาษาจีนจริงๆ ปนอยู่บ้างแต่ก็เป็นแค่คำง่ายๆ และสำเนียงที่ฟังดูอาจจะคล้ายคลึงกับภาษาจีนแต่จริงๆแล้ว มันเป็นคำที่ไม่มีความหมาย”

จากนั้นก็ได้นำเสียงที่อัด ไปสอบถามจากคนจีน ที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยร่างทรงในตำหนักแห่งหนึ่ง และได้รับคำตอบว่า “ภาษาที่พูดนั้นเป็นภาษาเทพ จำเป็นต้องใช้คนที่มีการศึกษาภาษาจีนขั้นสูงเท่านั้น จึงจะแปลความหมายได้”

เปรียบร่างทรงเป็นจิตแพทย์ ให้บริการปรึกษาปัญหาชีวิต

ดร.รัตพร กล่าวว่า ร่างทรงต้องคำนึงถึงบริบทโครงสร้างสังคมและวัฒนธรรมด้วย ในอดีตร่างทรงอาจจะมีหน้าที่ในการรักษาพยาบาล แต่ในปัจจุบัน มีการรักษาที่ทันสมัยมากขึ้น คนก็เข้ารักษากับการแพทย์สมัยใหม่แทน แต่ร่างทรงยังคงดำรงอยู่ในสังคม โดยเปลี่ยนบทบาทของจากการรักษาพยาบาล มาเป็นให้คำปรึกษาในเรื่องการดำเนินชีวิตแทน ซึ่งในต่างประเทศ หากใครต้องการคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ ก็จะไปพบจิตแพทย์ การไปหาจิตแพทย์ของวัฒนธรรมตะวันตกจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับการเข้าหาจิตแพทย์ของคนไทย มักจะถูกมองในแง่ร้าย ฉะนั้นการเข้าหาร่างทรง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนไทยใช้บำบัด สุขภาพจิต ทำให้พูดได้ว่าร่างทรงนั้น เปรียบเสมือนนักจิตวิทยาประเภทหนึ่งแต่เป็นนักจิตวิทยาที่เกิดจากประเพณีและความเชื่อ

“สุดท้าย… ในฐานะนักวิจัย คงไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องราวของร่างทรงนั้นมีจริงหรือไม่ เพราะวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์เรื่องเหล่านี้ได้ แต่เราได้พยายามหาทฤษฎี เพื่อใช้อธิบายถึงพฤติกรรมเหล่านี้” ดร.รัตพร กล่าว…

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้