วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จับเสือมือเปล่า นายหน้ามือทอง

จับเสือมือเปล่า นายหน้ามือทอง

  • Share:

รัฐบาลออกมาตรการลดภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ

ภาคอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าธรรมเนียมการโอน...ค่าจดจำนองจาก 2 และ 1% เหลือ 0.01% ในภาพรวมจะ “รุ่ง” หรือ “ร่วง”...ต้องรอดูว่ายาขนานนี้จะออกฤทธิ์สู้กับโรคได้ถูกตัวมากน้อยแค่ไหน

แต่ที่ไม่ต้องรอก็คืออาชีพผู้ได้ชื่อว่า “นายหน้า” ว่ากันว่า...อาชีพนี้สามารถทำเงินแบบ “จับเสือมือเปล่า” ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าสภาวะเศรษฐกิจจะเป็นเช่นใด วิธีคิดค่านายหน้าปกติอยู่ที่ 3%...5% ตามแต่ตกลง

“นายหน้า” เป็นอาชีพที่ลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้ผลลัพธ์สูงสุด นี่คือคำโปรยชวนดึงดูดหัวใจบนหน้าปกหนังสือ “สร้างรายได้แบบก้าวกระโดด บริหารโฉนดแบบมือทอง” เขียนโดย วรรษมล เพ็งดิษฐ์ “สกู๊ปหน้า 1” ขออนุญาตตัดตอนเผยแพร่เพื่อเป็นความรู้ให้กับผู้ที่สนใจอาชีพนี้ในยามเศรษฐกิจเป็นเช่นวันนี้

ในความเข้าใจของใครหลายคนอาจคิดว่า นายหน้าได้เงินไวทำง่าย แค่เป็นคนกลางประสานงานให้คนขายกับคนซื้อมาเจอกันแล้วถ้าตกลงกันได้ คนเป็นนายหน้าก็ได้ส่วนแบ่งกลับบ้าน...

หรือคนไม่น้อยก็รู้มาว่า “นายหน้า” เมื่อทำหน้าที่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว ท้ายที่สุดก็อาจจะถูกชักดาบ ไม่ได้อะไรเลย เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน แถมเสียความรู้สึก กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย

ทว่าคำว่า “นายหน้า” ของวรรษมล เจียระไนจากประสบการณ์กว่า 20 ปี ในอาชีพนี้เอาไว้น่าสนใจ เธอว่า ทุกวันนี้มีคนเข้าสู่อาชีพนายหน้าด้วยความคิดว่าง่าย เป็นอาชีพอิสระ หรือจะออกไปทางอาชีพเสรีด้วยซ้ำ และเป็นอาชีพที่ทำเงินได้เร็ว ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ซึ่งเป็นความคิดทั้งถูกและไม่ถูก

“ถูก” ก็คืออาชีพนี้เป็นอาชีพที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า รวดเร็ว...หากทำอย่างมืออาชีพ ที่ว่า “ผิด” ก็คือ ที่คิดว่าอาชีพนี้ง่าย เพราะในความเป็นจริงแล้วอาชีพนายหน้ามีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ มีกฎหมายเกี่ยวข้อง ซึ่งสำคัญและมีผลต่ออาชีพนี้มาก “ถ้าคุณรู้ก็จะง่ายมาก แต่ถ้าไม่รู้ จากง่ายก็จะกลายเป็นเสี่ยงสูงมากแทน”

สำคัญที่สุดก่อนอื่นคุณจะต้องรู้ว่า ตัวเองเหมาะกับอาชีพนี้หรือไม่? ...รู้ว่าคนทำอาชีพนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?...และจะต้องรู้ว่าอะไรทำให้คนที่ทำอาชีพนี้ไม่ประสบความสำเร็จ?

ปี 2535 อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์นายหน้าเต็มตัว อาจจะพูดได้ว่าประเทศไทยเกือบทั่วทุกหนทุกแห่งได้รู้จักกับคำว่า “นายหน้าอสังหาริมทรัพย์” นั่นเป็นเพราะว่าปีนี้เป็นปีที่การซื้อขายอสังหาฯบูม สุดขีดทั่วประเทศราวกับซื้อขายขนม คนที่เรียกตัวเองว่านายหน้าเดินกันขวักไขว่

ผ่านมาถึงวันนี้ ผู้ที่อยากจะเป็นนายหน้าน่าจะมี 3 กลุ่มใหญ่ หนึ่ง...ประเภทใจสู้ อยากทำ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน เพราะไม่มีใครสอน สอง...ประเภทมีความรู้มาบ้าง รู้ช่องทาง ได้รับการบอกเล่า หรือผ่านคอร์สสัมมนาสอนการเป็นนายหน้ามา แต่ก็ไม่กล้าลงมือสักที มีข้ออ้างให้กับตัวเองไปเรื่อย

สาม...เคยเป็นนายหน้ามาแล้วบ้าง แต่ถูกจัดอันดับเป็นนายหน้ามือใหม่ตลอดกาล เพราะถูกโกงบ้าง ขายไม่ได้บ้าง ท้ายที่สุดก็เหนื่อย...และท้อ

สำหรับแวดวงนายหน้าอสังหาฯ จะแบ่งประเภทนายหน้าตามหน้าที่ได้ 3 ประเภท เริ่มจาก...นายหน้าที่เป็นตัวแทนทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย, นายหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ขาย และนายหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ซื้อ อย่างหลังสุดนี้ถือว่าเป็นนายหน้าที่มีอำนาจต่อรองมากที่สุด สั้นๆง่ายๆอย่างที่รู้กัน...“ใครถือเงิน คนนั้นมีอำนาจ”

ถึงตรงนี้ใครที่อยากจะเดินเข้าใกล้นายหน้ามืออาชีพต้องเลิกนิสัยชอบทำอะไรง่ายๆ แบบไทยๆเอาไว้ชั่วคราว โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย เอกสารต่างๆที่คิดกันว่าเป็นเรื่องยุ่งยากเสียเวลา อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจ เอาแค่สัญญาปากเปล่านั้นจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้ เดี๋ยวอาจได้ลงข่าวหน้าหนึ่งเพราะยิงกันสนั่นเมือง

“สัญญาแต่งตั้งนายหน้า” เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำทุกครั้งเมื่อรับงาน วรรษมล ย้ำว่า ไม่ใช่เพราะว่ากลัวว่าจะถูกโกง แต่จะช่วยให้ไม่เกิดปัญหาขัดแย้ง ผิดใจกันขึ้น

สัญญานายหน้าซื้อขายที่ดินมีรายละเอียดสำคัญหลายข้อ ยกตัวอย่าง อัตราการจ่ายค่านายหน้ากรณีขายที่ดินได้ กรณีนายหน้าสามารถชี้ช่องหรือจัดการขายที่ดินได้ในราคาที่สูงกว่าที่กำหนด (เจ้าของทรัพย์ให้ขายได้) ก็ระบุชัดเจน...ว่าเงินส่วนที่เกินเป็นของนายหน้า แต่ต้องมีภาระจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ค่าฤชากร ค่าภาษีอากร ตลอดจนค่าธรรมเนียมอื่นๆในส่วนของจำนวนเงินที่เกินด้วยตนเองทั้งสิ้น

ข้อควรจำสำคัญ...ต้องทำสัญญากับเจ้าของทรัพย์ที่มีชื่อในหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกหลอกโกงเงิน กรณีมีเหตุจำเป็น...หากใช้วิธีมอบอำนาจมาแทน นายหน้าต้องใช้กลยุทธ์ เทคนิคอะไรก็ได้ที่จะเชื่อได้ว่า เจ้าของทรัพย์ได้มอบอำนาจมาจริงและต้องการให้เราเป็นนายหน้าให้ รวมถึงทำหนังสือมอบอำนาจให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด

การกรอกข้อความลงในหนังสือสัญญาควรให้เจ้าของทรัพย์เป็นผู้กรอก เพราะจะได้อ่านทำความเข้าใจไปพร้อมกัน ป้องกันการเข้าใจผิดในภายหลัง อย่าลืมว่าการเป็นนายหน้านั้น ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นเรื่องสำคัญมาก รวบรัดตัดตอนมาที่พยาน หากมีเกิน 2 คน ให้ลงชื่อเพิ่มได้เลย จะใส่มากเท่าไหร่ก็ได้...ยิ่งดี

กรณีเจ้าของทรัพย์ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ ต้องใช้วิธีพิมพ์ลายนิ้วมือ ที่สำคัญต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองการพิมพ์ลายนิ้วมือนั้นอย่างน้อย 2 คน...และต้องไม่ลืมที่จะตรวจดูลายเซ็นคู่สัญญาอย่างละเอียด บางคนเซ็นชื่อตัวเองไม่เหมือนกันในแต่ละครั้ง

ข้อสุดท้าย ขอสำเนาบัตรประชาชนพร้อมลงนามรับรองของทั้งสองฝ่ายประกอบการทำสัญญาทุกครั้ง นายหน้ามืออาชีพต้องทำได้ทั้งหมดอย่างที่กล่าวมาอย่างรัดกุมเพื่อที่จะทำงานได้ง่ายขึ้น

เมื่อรู้จักตัวเองดีพร้อมแล้ว ก็เหมือนดังว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” เข้าสู่โหมดขั้นตอนการทำงาน เพื่อให้รู้ว่าเราต้องทำหน้าที่อะไร ต้องยืนอยู่จุดไหน ให้ตระหนักว่า “เราเป็นนายหน้า...ไม่ใช่แค่คนชี้เป้า หรือบอกต่อ” นายหน้าจะต้องทำหน้าที่ดำเนินการให้เกิดการซื้อขายจนจบสิ้นกระบวนการ เริ่มจากทำสัญญานายหน้า...ผู้ซื้อพบผู้ขาย...ทำสัญญาจะซื้อจะขาย (วางมัดจำ)...โอนกรรมสิทธิ์ (นายหน้ารับเงิน)

เกือบลืมไปว่า...ข้อมูลเชิงลึกของที่ดิน ทรัพย์สินเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญมาก นายหน้าต้องมีความรู้เกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเปล่า บ้านพร้อมที่ดิน คอนโด ฯลฯ...นายหน้าต้องทำการบ้านแล้วตอบผู้ที่ต้องการจะซื้อให้ได้ อาทิ ทรัพย์ที่ขายตั้งอยู่ที่ไหน...มีผู้ใดเป็นผู้มีชื่อในเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง เอกสารประเภทไหน...โฉนด น.ส.4 จ., น.ส.3 ก., ภ.บ.ท.5, น.ค.3, ส.ค.1 หรือแม้กระทั่งทรัพย์ติดขายฝาก...ค้างการชำระค่าส่วนกลางหรือไม่ (กรณีคอนโด) ถูกอายัดหรืออยู่ในระหว่างฟ้องร้องกันในศาลหรือเปล่า?

ยิบย่อยไปอีกว่า...กรณีถ้าเป็นบ้านพร้อมที่ดิน หรือที่ดินเปล่า ต้องตรวจละเอียดว่าอยู่ในแนวเวนคืนไหม ทำเลเข้าออก...สะดวก เป็นทางสาธารณะหรือทางภาระจำยอม เป็นที่ดินตาบอดหรือเปล่า

ถ้าเป็นที่ดินเปล่าก็ต้องดูว่าต่ำกว่าถนนมากมั้ย ต้องถมอีกเท่าไหร่จึงจะพร้อมใช้งาน...ไม่งั้นอาจจะขาดทุนย่อยยับได้ เพราะถ้าเราพาคนซื้อไปซื้อแล้วได้กำไรมหาศาลมีงานต่อไปก็คงไม่พ้นเรา แต่ถ้าเขาขาดทุน...ชื่อเราจะถูกบอกกันปากต่อปาก จากนายหน้ามือทองกลายเป็นมือเน่าแน่ๆ

นายหน้ามือทองต้องใช้เทคนิคมากมาย ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่หัวใจสำคัญหนีไม่พ้นความจริงใจและซื่อสัตย์ ดังสุภาษิตที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ...“ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้