วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อาบัติ-อาปัติ

อาบัติ-อาปัติ

  • Share:

สวัสดีค่ะคุณผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ที่รัก ตามปกติแล้วคุณครูลิลลี่มักจะไม่ค่อยนิยมเขียนถึงเรื่องราวที่เป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะคะ เพราะว่าสุดท้ายแล้วต่อให้เราเขียนอย่างเป็นกลาง แต่ก็ไม่วายย่อมมีผู้นำไปตีความว่าเป็นการเข้าข้างหรือเอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ดี

แต่สำหรับเรื่องที่จะหยิบยกมาเขียนนี้ คุณครูลิลลี่เห็นว่าเรื่องราวดังกล่าวได้จบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หาข้อสรุปและทางออกได้อย่างดีแล้วจึงขออนุญาตนำเรื่องดังกล่าวมาพูดถึงในไทยรัฐออนไลน์ครั้งนี้ นั่นคือ เรื่องราวของภาพยนตร์ไทยที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา ใช่แล้วค่ะ ภาพยนตร์เรื่อง อาบัติ นั่นเอง

เท่าที่คุณครูลิลลี่ได้รับทราบข้อมูลมาเบื้องต้นคือภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ แล้วจะต้องเข้าฉายในวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยจะมีรอบพิเศษเป็นรอบสำหรับสื่อมวลชนในวันที่ 13 ตุลาคม เช่นกัน แต่ได้มีการเลื่อนกำหนดออกไปด้วยเหตุผลที่ว่าคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ไม่อนุญาตให้ฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ด้วยเหตุผลเพราะมีฉากที่เข้าข่ายล่อแหลมหลายๆ ฉาก อาทิ ฉากรัก ฉากเสพยา ฉากที่ไม่แสดงความเคารพต่อพระพุทธรูป ซึ่งทั้งหมดล้วนกระทำลงไปโดยบุคคลในผ้าเหลืองทั้งสิ้น แต่หลังจากได้มีการแก้ไข ปรับปรุง และนำไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า ภาพยนตร์เรื่อง อาบัติ สามารถเข้าฉายได้ โดยมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น อาปัติ (จาก บ ใบไม้ เป็น ป ปลา) และต้องมีการระบุว่าเป็นภาพยนตร์ น 18+ หมายถึงมีเนื้อหาเหมาะสมกับผู้มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือเนื้อหาของภาพยนตร์ไม่เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 18 นั่นเองค่ะ

ทีนี้กลับมาที่เรื่องเกี่ยวกับภาษาไทยของเราดีกว่า จริงๆ ประมาณต้นปี พ.ศ.2557 ที่ตอนนั้นมีข่าวคราวไม่ค่อยดีเกี่ยวกับพุทธศาสนา คุณครูลิลลี่จำได้ว่าเคยเขียนเกี่ยวกับคำศัพท์สำคัญอยู่ 2 คำ นั่นคือคำว่า อาบัติ และคำว่า ปาราชิก

ย้อนความทรงจำกันให้นิดหนึ่งก็ได้ค่ะ จริงๆ แล้วถ้าเราเปิดความหมายจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะพบคำตอบว่า ปาราชิก เป็นคำนาม คือ ชื่อของอาบัติที่หนักสุดในพระวินัย กล่าวคือ เมื่อภิกษุล่วงละเมิดแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่งต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที บวชเป็นภิกษุอีกไม่ได้ ปาราชิก ประกอบไปด้วย ๔ ข้อ คือ ๑. เสพเมถุน ๒. ลักทรัพย์ ๓. ฆ่ามนุษย์ ๔. อวดอุตริมนุสธรรม อีกความหมายถึงของปาราชิก คือ เป็นคำวิเศษณ์หมายถึงผู้ละเมิดอาบัติปาราชิก เช่น พระปาราชิก เป็นต้น

ส่วนคำว่า อาบัติ เป็นคำนาม หมายถึง โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบท หรือข้อห้ามแห่งภิกษุมีโทษ ๓ สถาน คือ ๑.โทษสถานหนัก เรียกว่า ครุโทษ หรือ มหันตโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติขาดจากความเป็นภิกษุ ได้แก่ อาบัติปาราชิก ซึ่งเรียกว่า ครุกาบัติ ๒.โทษสถานกลาง เรียกว่า มัชฌิมโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติต้องอยู่กรรมก่อนจึงจะพ้นโทษ ได้แก่ อาบัติสังฆาทิเสส และ ๓.โทษสถานเบา เรียกว่า ลหุโทษ ทําให้ภิกษุผู้ต้องอาบัติที่ตํ่ากว่าอาบัติสังฆาทิเสสต้องปลงอาบัติคือ บอกอาบัติของตนแก่ภิกษุด้วยกัน ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และทุพภาษิต ซึ่งเรียกว่า ลหุกาบัติ ค่ะ อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านก็คงจะพอเข้าใจนะคะว่า อาบัติ เป็นหมวดใหญ่ ซึ่งปาราชิกเป็นส่วนหนึ่งในอาบัติค่ะ

ทีนี้ในกรณีของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวที่มีการเปลี่ยนชื่อเรื่องเสียใหม่ จาก อาบัติ ที่ใช้ บ ใบไม้ เป็น อาปัติ ที่ใช้อักษร ป ปลา อันนี้เข้าใจว่าน่าจะเป็นการหาทางออกอีกทางหนึ่งให้กับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เพราะจริงๆ แล้ว คำว่า อาบัติ ที่ใช้ บ ใบไม้เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีว่า อาปตฺติ (อ่านว่า อา-ปัด-ติ) แปลว่า การตกไป แปลว่า ความผิด ส่วนในภาษาไทย คำว่า อาบัติ หมายถึง โทษที่เกิดจากการละเมิดสิกขาบท หรือโทษที่เกิดจากการที่ภิกษุประพฤติผิดวินัยสงฆ์ เพราะฉะนั้นการใช้ ป ปลา มาแทน บ ใบไม้ ก็ไม่ได้ทำให้ความหมายเปลี่ยนนะคะ ถือเป็นการนำเอารากศัพท์จากภาษาบาลีมาใช้นั่นเองค่ะ

คุณผู้อ่านที่รักคะ ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว คำพูดนี้ยังคงเป็นจริงและใช้ได้ดีอยู่เสมอ ท่ามกลางความขัดแย้ง ท่ามกลางปัญหา คุณครูลิลลี่มั่นใจว่าเราจะได้ข้อคิดดีๆ เพื่อมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้ค่ะ สวัสดีค่ะ

instagram : kru_lilly , facebook : ครูลิลลี่

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้