วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่งตัว 'วุฒิกร หรือ วิลลี่' ไปรับโทษที่อินเดีย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่งตัว 'วุฒิกร หรือ วิลลี่' ไปรับโทษที่อินเดีย

  • Share:

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่งตัว 'วุฒิกร หรือ วิลลี่' คนไทยเจ้าของธุรกิจสปา ผู้ร้ายข้ามแดนตามคำร้องอินเดีย ดำเนินคดีสะสมอาวุธช่วยกลุ่มกบฏต้านรัฐบาลอินเดีย ขณะที่ ทนายเตรียมร้อง นายกฯ ทบทวนการส่งตัวตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน...

ที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2558 ศาลนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ คดีขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน หมายเลขดำที่ อผ.8/2556 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายวุฒิกร นฤนาถวานิช หรือนายวิลลี่ สัญชาติไทยอายุ 58 ปี เจ้าของธุรกิจสปา และเครื่องสำอาง เป็นจำเลย เพื่อขอให้ส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยัง สาธารณรัฐอินเดียตามคำร้องอัยการ ระบุว่า จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติไทย ได้กระทำผิดข้อหาคบคิดเพื่อกระทำความผิดทางอาญา และสะสมอาวุธ และอื่นๆ โดยเจตนาก่อสงครามที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลอินเดีย เป็นความผิดที่มีโทษเทียบกฎหมายไทยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 114 , 135/1 – 3 และมาตรา 210 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่น้อยกว่า 1 ปี และไม่เป็นความผิดทางการเมือง หรือมีลักษณะในทางการเมือง อีกทั้งคดียังไม่ขาดอายุความ เนื่องจากเป็นคดีเร่งด่วนตาม 10 แห่งสนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นกรณีเร่งด่วน ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2472 มาตรา 10

คำร้องนี้ ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดี ที่สาธารณรัฐอินเดียต่อไปขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 มี.ค.57 ให้คุมขังนายวุฒิกร เพื่อรอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดี ที่สาธารณรัฐอินเดีย ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว พร้อมยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 26 ส.ค. และ 1 ก.ย.58 ระบุว่า มีพยานหลักฐานใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบสวนข้อกล่าวหาว่าจำเลยร่วมกระทำผิดในการสะสมอาวุธสงคราม โดยเอกสารจากกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูล และได้ยุติการสอบสวนคดีดังกล่าว ซึ่งจำเลยขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเอกสารหลักฐานใหม่และไต่สวนพยานเพิ่มเติม

วันนี้ศาลเบิกตัว นายวุฒิกร หรือวิลลี่ จำเลยซึ่งถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า กรณีที่นายวุฒิกร ผู้ถูกร้อง ขอให้พิจารณาไต่สวนพยานเพิ่มนั้น ศาลเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องพนักงานสอบสวนกองปราบปราม พิจารณาความผิดที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่มีการดำเนินตามขั้นตอน จึงให้ยกคำร้องดังกล่าวส่วนประเด็นที่จะให้ขังนายวุฒิกร ไว้เพื่อรอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามศาลชั้นต้นมีคำสั่งหรือไม่

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า แม้ระหว่างประเทศไทย กับสาธารณรัฐอินเดีย ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกัน แต่ในการไต่สวน มีนักการทูต กระทรวงการต่างประเทศ, นายวันชัย รุจนวงศ์ อดีตอธิบดีอัยการสำนักต่างประเทศ เบิกความถึงขั้นตอนทางการอินเดีย โดยเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ยื่นคำร้องตั้งแต่ปี 2554 ขอความร่วมมือในการติดตามตัวนายวุฒิกร ตาม พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 และการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 มาตรา 19 และ 21 ผ่านวิถีทางการทูต โดยมีเงื่อนไขดำเนินการลักษณะต่างตอบแทนต่อกัน

ขณะที่ทางการอินเดีย ก็มีนายตำรวจอาวุโสที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน คดีกบฏดังกล่าว มาเบิกความว่า ในการสืบสวนพบว่า นายแอนโธนี่ ซิมเรย์ ได้ติดต่อซื้ออาวุธจากบริษัทในประเทศจีนโดยมีนายวุฒิกร ผู้ถูกร้อง เป็นผู้ประสานติดต่อสั่งซื้อผ่านอีเมล์ มูลค่า 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายแอนโธนี่ได้ เมื่อสอบสวนมีข้อมูลหลักฐานว่า ได้ติดต่อซื้ออาวุธโดยชำระเงินแล้ว 800,000 เหรียญสหรัฐฯ แบ่งเป็น 3 งวด และ มีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงินของบริษัทค้าอาวุธในประเทศจีนจำนวน 100,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยมีการดำเนินคดีนายแอนโธนี่ นายวุฒิกร และผู้ร่วมอีก 2 รายต่อศาลในสาธารณรัฐอินเดียแล้ว

ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวผู้ถูกร้อง ฐานสะสมอาวุธของกฎหมายอินเดีย เทียบได้กับกฎหมายไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 114 , 135/1-3 และ 210 ที่อัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปี อีกทั้งฟังได้ว่าคดีมีมูลเพียงพอที่จะรับคดีไว้พิจารณาหากเป็นการกระทำที่ เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนการพิจารณาว่าจะให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ดังนั้นศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ขัง นายวุฒิกร เพื่อรอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีตามคำร้องขอ ของสาธารณรัฐอินเดีย ภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีตัวแทนทางการอินเดีย ร่วมรับฟังคำพิพากษาด้วย ขณะที่ฝ่ายนายวุฒิกร มีญาติและทนายความ พร้อมฟังคำตัดสินภายหลังนายนคร ชมพูชาติ ทนายความของนายวุฒิกร กล่าวว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืน ถือว่าทางคดีสิ้นสุดตามคำสั่งศาล เพราะไม่อาจยื่นฎีกาได้อื่น แต่ทั้งนี้ตน พิจารณาข้อกฎหมายแล้ว ไม่เกินวันพรุ่งนี้ (5 พ.ย.) จะยื่นหนังสือถึง พ.ล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไทย เพื่อให้ใช้อำนาจ ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 มาตรา 22 ทบทวนการส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพราะตามกฎหมายนอกจากให้ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว การส่งตัวยังให้รัฐบาลไทยเห็นชอบด้วยการยื่นหนังสือ เราก็จะระบุด้วยว่า หากจะมีการดำเนินคดี ขอให้ดำเนินกระบวนการในประเทศไทย เราไม่ปฏิเสธกระบวนการต่อสู้คดี แต่เป็นห่วงการดำเนินคดีในต่างประเทศที่มีปัญหาทั้งภาษา และกระบวนการยุติธรรมที่ระบบไม่เหมือนกัน

ขณะที่การยื่นให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการส่งตัวนั้น จะเสนอเอกสารหลักฐานที่กองปราบปราม ระบุว่าคดีไม่มีมูลพิจารณาประกอบด้วย นอกจากนี้เราจะพิจารณาแนวทางประเด็นความเป็นธรรม ที่จะร้องต่อสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ด้วย ขณะที่การจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนแม้รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ประเทศแล้ว ก็อยากให้พิจารณาเรื่องของการคุ้มครองสิทธิผู้ถูกร้องที่คนไทยด้วย.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้