วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ครม.จัดอีกมาตรการจูงใจลงทุน

ครม.จัดอีกมาตรการจูงใจลงทุน

  • Share:
เว้นภาษีบีโอไอเพิ่ม-ลดขั้นตอนร่วมทุนรัฐ


ครม.ตัดสายสะดือแพ็กเกจเร่งลงทุน จัดหนักจัดใหญ่ให้สิทธิพิเศษบีโอไอเพิ่ม พร้อมนำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าหากลงทุนจริงไม่เกินในปีหน้า พ่วงมาตรการฟาสต์แทร็กพีพีพีลดเวลาร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน เหลือ 9 เดือน เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานปี 59–60 รวม 8 โครงการมูลค่า 3.4 แสนล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกระทรวงการคลังที่จะจูงใจให้นักลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วเร่งตัดสินใจลงทุนให้เร็วขึ้น หลังจากที่นักลงทุนยังอยู่ระหว่างรอดูสถานการณ์ทางการเมืองของไทย

ทั้งนี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในปีนี้และปีหน้าจะมี 2 มาตรการประกอบด้วย มาตรการแรก การให้สิทธิประโยชน์สำหรับโครงการลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมลงทุนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2557-30 มิ.ย.2559 โดยสามารถเริ่มผลิตหรือเริ่มให้บริการ และมีรายได้ภายในปี 2560 แบ่งเป็น 4 กรณีดังนี้

1.หากมีการลงทุนจริง โดยก่อสร้างอาคารหรือซื้อเครื่องจักรภายในเดือน มิ.ย.2559 รวมไม่น้อยกว่า 70% ของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 4 ปี

2.หากลงทุนจริงภายในเดือน มิ.ย.2559 ไม่น้อยกว่า 50% ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 3 ปี

3.หากลงทุนจริงภายในเดือน ธ.ค.2559 ไม่น้อยกว่า 50% ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 2 ปี

4.หากลงทุนจริงไม่ถึง 50% ภายในปี 2559 แต่สามารถเริ่มผลิตหรือเริ่มให้บริการและมีรายได้ภายในปี 2560 จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีก 1 ปี โดยทั้ง 4 กรณีที่ได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมรวมกับของเดิมแล้วจะต้องไม่เกิน 8 ปี

มาตรการที่ 2 เป็นโครงการลงทุนที่ไม่ได้รับบีโอไอ ทางกระทรวงการคลังกำหนดว่า หากมีการลงทุนในปีนี้ถึงสิ้นปี 2559 จะให้สิทธิพิเศษหักลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนเป็น 2 เท่า ซึ่งส่วนนี้ หากเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิบีโอไอและเห็นว่า จะได้ประโยชน์จากมาตรการด้านการคลังมากกว่าก็สามารถเลือกใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าแทนการรับสิทธิประโยชน์บีโอไอได้ โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการจะต้องจดแจ้งขอใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธ.ค.2558

“การลงทุนภาคเอกชนของไทยหายไปนาน 2-3 ปี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตด้อยลง จึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิตให้ดีขึ้น การให้นำเงินลงทุนไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เป็นได้ว่าจะเป็นทั้งการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ที่นำมาใช้งานในธุรกิจ และมาตรการเร่งการลงทุนครั้งนี้จะเป็นผลดีให้เกิดการลงทุนเร็วขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการจ้างงานและการใช้จ่ายในระยะสั้นเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทยในระยะยาว ซึ่งจะสามารถชดเชยรายได้ภาษีที่สูญเสียไปได้ในอนาคต”

ขณะเดียวกัน ครม.ยังเห็นชอบในหลักการลดระยะเวลาโครงการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน (พีพีพี) ในการลงทุนโครงการพื้นฐานของไทย ซึ่งในอดีตแม้จะทำเต็มที่แต่เร็วสุดก็จะอยู่ที่ 1 ปี 10 เดือน กว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แต่ระบบ ฟาสต์แทร็กจะทำให้เกิดความรวดเร็วเหลือประมาณ 9 เดือน โดยใช้ระบบบูรณาการการบริหารงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานมากขึ้น ลดขั้นตอนการส่งเอกสาร ลง ทำให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเร็วขึ้น

สำหรับโครงการที่จะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐช่วงปี 2559-2560 มี 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 347,570 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี), โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง), โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระ), มอเตอร์เวย์บางปะอิน-นครราชสีมา, มอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี, โครงการโรงงานขยะ อบจ.นนทบุรี, โครงการโรงงานขยะเทศบาลนครนครราชสีมา และโครงการพัฒนาพื้นที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นศูนย์ธุรกิจพาณิชย์นาวี หรือ Maritime Business Center

นายสมคิดยังได้กล่าวถึงการใช้มาตรา 44 ด้วยว่า จะใช้ในกรณีที่เกิดภาวะติดขัดจริงๆ ไม่สามารถแก้ไขได้และจะไม่ใช้ ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่ถูกครรลอง

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทาง มูลค่ารวมกว่า 246,000 ล้านบาท คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน วงเงิน 94,000 ล้านบาท และกรุงเทพฯ-ระยอง วงเงิน 152,000 ล้านบาท ให้เข้าอยู่ในโครงการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน หรือพีพีพี ระยะเร่งด่วนปี 59 เพื่อต้องการลดขั้นตอนการดำเนินโครงการให้เร็วขึ้น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้