วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
Hello Stranger

Hello Stranger

โดย น้าเน็ก
4 พ.ย. 2558 05:30 น.
  • Share:

ยังเคยคุยกันเล่นๆ ในหมู่เพื่อนฝูงว่า เอาเข้าจริง คนชอบอ่านหนังสือกับคนชอบซื้อหนังสือ มันถือเป็นคนละเรื่องกันหรือเปล่าวะ ที่ชอบซื้อก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะอ่าน กองยันเพดาน ไม่ได้อ่านสักตัว แต่เพราะชอบซื้อไง แพ้สันแพ้ปก เจอปกสวยเข้าหน่อยสอยละ ส่วนที่หลงใหลการอ่านจริงๆ อาจไม่ชอบเดินซื้อเสมอไปก็ได้ ที่รู้จักกันก็มีหลายคนที่อาศัยตบเพื่อนมาบ้าง ยืมไม่คืนบ้าง จิ๊กชาวบ้านบ้าง ทำไมนิสัยดีกันขนาดนี้ครับเนี่ย

แต่ว่านะ อย่างน้อยก็น่าจะต้องมีบ้างแหละน่ะที่ความชอบในการซื้อและอ่านจะผสมกันอยู่ในคนเดียว อย่างละนิดอย่างละหน่อย วัดจากที่ผมเห็นในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติครั้งที่เพิ่งผ่านไปเป็นต้น ในร้านกาแฟมีคนนั่งอ่านหนังสือที่ตัวเองเพิ่งซื้อมากันทุกโต๊ะ แปลกตาดีเหมือนกันในยุคที่ปกติทุกคนจะถือโทรศัพท์ติดมือ ไม่ก็ไสแท็บเล็ต แต่งานนี้ไม่มีมุมไหนเลยที่จะไม่มีคนกางหนังสือออกอ่าน โดยเฉพาะวัยรุ่น เยาวชนผู้โซเชียลจัด

อืม

… ตั้งแต่เมื่อไหร่นะที่คนอ่านหนังสือแลดูมีสาระน่าเลื่อมใสกว่าคนถือโทรศัพท์ ความจริงไอ้ที่กางหนังสืออาจเป็นนิยายน้ำเน่ามุ้งมิ้งกิงก่องแก้ว ส่วนที่ก้มดูสมาร์ทโฟนก็อาจจะอ่านอีบุ๊กอัตชีวประวัติของอลัน กรีนสแปนอยู่ก็เป็นได้ สเตริโอไทป์จัง (นอกเรื่องมาก กลับเถอะ)

ถ้ามีการจัดอันดับสุดยอดภาพคุ้นตาประจำงานหนังสือแล้วล่ะก็ เราเชื่อว่าต้องมีภาพข้างต้นติดหนึ่งในนั้นแน่ๆ ซึ่งจะว่าไป ที่พอจะนึกออกและเอามาลิสต์ได้ ก็มีอยู่สี่แนว

อันดับสี่ ภาพคนแบกหนังสือกันจนตัวเอียง … นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ก่อนไปงานถึงขั้นต้องวางแผนว่าจะให้ใครไปช่วยหิ้ว เหตุการณ์ลูปเหมือน เดจาวู คือเมื่อสักห้าหกเดือนก่อนคล้ายๆ ว่ากูก็เพิ่งทำแบบนี้แหละครับ ตอนสัปดาห์หนังสือ แบกกลับมากองเท่าภูเขา คราวนี้อุตส่าห์ท่องก่อนออกจากบ้านแล้วว่าแค่เดินดู ไม่จ่ายๆ ตัดภาพมาอีกทีคือไม่ไหวๆ ยังไงฝากเคลียร์ของเก่าให้หมดด้วยนะครับ จะรักมาก ทีมงานสำนักพิมพ์ฝากมา

อันดับสาม ภาพประชาชนพร้อมใจกันก้มหน้าอ่านหนังสือในที่สาธารณะ … ร้านกาแฟนั่นไงตัวอย่าง ทุกโต๊ะจริงๆ ปลื้มใจ นี่แหละ เอาอันดับสามไป

อันดับสอง ภาพคนนั่งบนขั้นบันได ใต้ป้ายที่เขียนไว้ว่า “ห้ามนั่ง” … คือนั่งกันเยอะจนอยากยกป้ายไปเก็บที่อื่นเลยครับ แกเขินไหมที่ทำหน้าป้ายได้บกพร่องขนาดนี้ นั่งกันเหมือนเขียนว่าเชิญนั่งตรงนี้เลยค่ะ บางรายเอาขนมมากิน เอาน้ำมาดูดด้วยนะ อือ … แต่ก็เข้าใจอยู่ว่าคนเยอะ แทบสิงร่างกันอยู่ละ เหนื่อย จะทนไม่นั่งไหวได้ไง

อันดับหนึ่ง … ภาพคนอ่านยืนต่อแถวขอลายเซ็นจากนักเขียนคนโปรด

งานสัปดาห์หนังสือและมหกรรมหนังสือแห่งชาติ น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่วาระที่นอกจากจะทำให้รู้ว่าอาชีพคนทำหนังสือยังเป็นที่ต้องการในสังคม มีคุณค่าแค่ไหนแล้ว ยังช่วยให้คนอ่านกับคนเขียนได้มีโอกาสมาเจอกันตัวเป็นๆ อีกต่างหาก เมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้แต่ทำความรู้จักกันเพียงแค่ผ่านตัวอักษร

นักเขียนสมัยนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เก็บเนื้อเก็บตัว ตุ่นเขียนงานรัวๆ อยู่ในถ้ำแบบไม่มีใครรู้จักหน้าค่าตา แต่ปัจจุบันขยันออกสื่อพอๆ กับคนวงการบันเทิง เป็นไอดอล เป็นเซเลบ มีแฟนคลับเหมือนดารา (ส่วนดาราที่มาเป็นนักเขียนก็ให้คูณความฮิตเข้าไปอีก)

ความสัมพันธ์ที่ดูน่ารักระหว่างคนอ่านกับคนเขียน แบบที่ผมว่าไม่มีในวงการบันเทิงก็คือ เวลาใครเข้ามาทักดารานักร้อง บางรายอาจไม่ได้เป็นแฟนคลับ ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว เผลอๆ ไม่เคยติดตามผลงานของคนนั้นเลยก็ได้ แต่บังเอิญแม่ฉันชอบ ถ่ายหน่อย หรือหนักกว่านั้น คืออีพระเอกคนนี้ฉันก็ไม่ค่อยชอบหน้ามันเท่าไร แต่เพื่อนชอบ มันเห็นเข้าต้องกรีดร้อง ถ่ายรูปไปเยาะเย้ยดีกว่า จบ

แต่สำหรับคนเป็นนักเขียน ชาวบ้านทั่วไปถ้าไม่ได้สนใจการอ่าน อาจไม่รู้ว่านี่เป็นใคร แต่ให้แน่ใจได้เลยว่าถ้ามีคนเข้ามาทักทาย ขอลายเซ็น ขอถ่ายรูปด้วยเมื่อไหร่ คนเหล่านั้นคือผู้ที่ติดตามงาน ชื่นชมเราจากใจจริงๆ และการที่คนเขียนได้มาเจอคนอ่านในงานหนังสือ มันก็เป็นเวลาที่ดี

ยามปกตินักเขียนก็ทำงานตามลำพัง ได้แต่เขียนสิ่งที่คิดและส่งออกไป เหมือนส่งสัญญาณไปอวกาศ ไม่รู้ว่ามันไปถึงคนไหน ใครบ้าง แต่พอมีโอกาสได้พบปะเจอะเจอ มันก็ดีที่รู้ว่าคนที่อ่านงานเราเขาหน้าตาเป็นยังไง มีความสุขเวลาได้ยินเขาพูดว่าชอบงานที่เราเขียน หรือมันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเขาบ้าง แม้จะเล็กๆ น้อยๆ แค่นั้นก็ถือว่าบทบาทนักเขียนได้ทำงานเต็มที่แล้ว ไม่สำคัญว่าจะติดชาร์ต เบสต์เซลเลอร์หรือเปล่า (แต่ติดบ้างอะไรบ้างก็ดีนะครับ เป็นผลพลอยได้)

เท่าที่รู้จักกันหลายๆ คน นักเขียนรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจหรือมีค่าตอบแทนเป็นตัวตั้ง แต่มันเหมือนงานอดิเรกมากกว่า เป็นอีกภาคที่ทำเพราะชอบ หลายคนมีอาชีพหลักอยู่แล้ว บางอาชีพก็ไม่ได้มีความเกี่ยวโยงกับทางนี้เลย หมอ ช่างภาพ ยังงี้ แต่บังเอิญเป็นพวกเรื่องเล่าเยอะและอยากเล่า ไม่อีกทีก็เป็นนักเดินทาง ของแถมจากการเดินทางก็คือหนังสือ ไม่ใช่เพราะจะเขียนหนังสือถึงออกเดินทางแต่อย่างใด ชอบเที่ยวเองล้วนๆ ซึ่งน่าอิจฉาปนน่าหมั่นไส้มากอีแนวนี้

เวลาคนอ่านมายืนต่อแถวขอลายเซ็นจากคนเขียน หลายคนสามารถคุยได้อย่างสนิทสนมเหมือนรู้จักกันมานานทั้งที่มันเพิ่งเป็นการเจอกันครั้งแรก มันเป็นอะไรที่พิเศษ คือในมุมที่กาลครั้งหนึ่งผมก็เคยอยู่ในฐานะนักอ่านตัวเล็กๆ ที่มีนักเขียนในดวงใจ ตัวหนังสือทำให้เรามองเห็นนักเขียนเป็นมากกว่าคนเขียนเฉยๆ คล้ายกำลังทำความรู้จักกับใครบางคนอยู่ จนวันหนึ่งก็สนิทสนมจนรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนกัน

แต่บางคนก็ไม่ค่อยกล้าทัก เขินๆ แค่ยื่นหนังสือให้เงียบๆ อันที่จริงอยากบอกว่าทักได้นะ เราชอบ การได้คุยกับคนเยอะๆ เป็นสิ่งสำคัญของนักเขียน เราได้ไอเดีย ได้เรื่องราวใหม่ๆ มาจุดประกายก็จากการคุยเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า

ในชีวิตจริงคนทั่วไปอาจรู้สึกว่าคุยกับเขาทำไม รู้จักหรือไง เออ ก็เพราะไม่รู้จักน่ะสิถึงได้อยากคุย ไม่ต้องถึงขั้นไปนั่งจับเข่าคุยกับทุกคนที่อยู่รายทางขนาดนั้น แค่เปิดใจในการปฏิสันถารกับคนที่อยู่นอกเหนือวงโคจรชีวิตบ้าง จะพบว่ามีอะไรให้ตบมาสร้างเป็นเรื่องราวถ่ายทอดต่อได้อีกเยอะเลย

พวกเราต่างเป็นคนอื่นของกันและกัน กระทั่งวันหนึ่งที่ตัวหนังสือทำให้เขามารู้จักเรา มองเห็นเป็นเพื่อน เป็นพี่น้อง เป็นแรงบันดาลใจในบางเวลา เป็นที่ปรึกษาช่วยหาทางออกในตอนเศร้า พอวันนี้ได้มาเจอกัน มาคุย มาทักทาย

เมื่อนั้น เราก็จะไม่เป็นแค่คนแปลกหน้าของกันและกันอีกต่อไป

ทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่ … ในงานหนังสือ

น้าเน็ก & น้องเนิฟ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้