วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สวมหมวกเขาหัวโล้น หวังต้านทุนทำลายป่า

สวมหมวกเขาหัวโล้น หวังต้านทุนทำลายป่า

  • Share:

เสียงสะท้อนจากชาวน่านว่า “ถ้าเอาเงินจากโครงการต่างๆที่ลงไปปลูกป่าในจังหวัดมาปูเรียงกัน อาจเต็มพื้นที่จังหวัดน่านไปแล้ว แต่ป่าไม้ยังไม่มี”

“ภูเขาเขียวอยู่แค่สามเดือนเท่านั้น หลังจากเก็บข้าวโพดก็เหลือแต่เขาหัวโล้น” คำพูดเหล่านี้แม้จะไม่จริงเต็มร้อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เต็มปาก เพราะป่าไม้ได้ผุดขึ้นตามโครงการฝัน เนื่องจากปัญหาหลายประการ ประการสำคัญคือ ความไม่ต่อเนื่องของโครงการ ปลูกแล้วปล่อยทิ้งให้ต้นไม้ดูแลกันเองอย่างเหงาๆ

ทำไมป่าไม้จังหวัดน่านถึงถูกทำลายหนัก ทั้งๆที่เป็นผืนป่าต้นน้ำ กรมที่ดินไม่ได้อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปถือครองสิทธิ์ กรมป่าไม้ไม่ได้อนุญาตให้เข้าไปแผ้วถาง คำตอบนี้ นายฌัชชภัทร พานิช ผอ.วิทยาลัยชุมชนน่าน บอกว่าในปี พ.ศ.2548 จังหวัดน่านพบยอดถางป่าทำข้าวโพดประมาณ 100,000 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ.2558 พบว่ามียอดถางป่าทำไร่ข้าวโพดเพิ่มเป็น 800,000 แสนไร่

พลังการทำลายล้างเหมือนติดจรวด เพราะนายทุนเข้าไปออกทุนให้ชาวบ้าน ทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ยาปราบศัตรูพืช และรับซื้อข้าวโพดจากชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านปรับตัวจากที่เคยทำไร่เลื่อนลอย ทำคราวละแปลงๆหมุนเวียนไป เปลี่ยนเป็นมีพื้นที่กี่แปลงก็ทำหมด แถมยังถางป่าเพิ่มอีก

รายได้ของชาวบ้าน “เอาเข้าจริงก็ไม่มาก ได้ไร่ละประมาณ 3,000 บาทต่อครั้ง เมื่อหักค่ายา ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์แล้วก็เหลือไร่ละประมาณ 500 บาท ด้วยเหตุนี้เองชาวบ้านจึงต้องการพื้นที่มาก ส่งผลให้ป่าหายไปอย่างรวดเร็ว”

ป่าหายไปแต่ละปีเกือบ 100,000 ไร่ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทำอะไรกันอยู่ คำตอบเรื่องนี้เสมือนเป่าสากกลางป่าช้าอันเปลี่ยวเหงา ผลเสียนอกจากกระทบต่อต้นน้ำ ระบบนิเวศแล้ว ยังมีปัญหาสารพิษจากยาปราบศัตรูพืช

ผอ.วิทยาลัยชุมชนน่านบอกว่า ชาวไร่ข้าวโพดใช้ยาปราบศัตรูพืชประมาณ 3,000,000 ลิตรต่อปี เพื่อฉีดพ่นบนดอยสูง พิษของยานอกจากตกค้างอยู่ในพืชผลทางการเกษตรแล้ว ยังไหลลงแหล่งน้ำธรรมชาติ

ต้นธารน้ำใส ๆ ไม่ว่าจะตีนดอยใด ลำห้วยน้อยใหญ่ สมัยก่อนชาวบ้านเคยดื่มกินได้ แต่ปัจจุบันจะเข้าไร่แต่ละคราวต้องนำน้ำดื่มเข้าไปด้วย นั่นเป็นต้นธารที่รับรู้ได้ แต่ปลายธารที่ไหลลงแม่น้ำน่านสู่แม่น้ำเจ้าพระยา สารพิษที่ตกค้างอยู่กว่าจะลงทะเลไม่รู้ทำร้ายคน สัตว์ ไปเพียงใด

แนวทางแก้ไข ผอ.วิทยาลัยชุมชนน่านในฐานะผู้ประสาทองค์ความรู้สู่ชุมชนได้ผุดโครงการ “สวมหมวกใส่รองเท้า ให้ภูเขาหัวโล้นจังหวัดน่าน” เพื่อให้โครงการทำได้จริง จึงบูรณาการองค์ความรู้มาเป็นวิชาเรียน โดยให้หน่วยกิตกับชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการ กำหนดระยะเวลาไว้ 5 ปี

“ความคิดมาจากศาสตร์ของพระราชา มองอย่างเต็มระบบคือ มีต้นน้ำเป็นป่าไม้ มีกลางน้ำเป็นพื้นที่เกษตรกรรม และปลายน้ำเป็นประมง เราประยุกต์มาจัดการพื้นที่บนภูเขา ให้ยอดภูเขาเป็นป่าไม้ เสมือนหมวกของภูเขา ให้กลางน้ำหรือกลางภูเขาเป็นพื้นที่ปลูกพืชผล และให้ตีนภูเขาเป็นประมง หรือแหล่งน้ำใช้สอย” ขั้นตอนการเรียนรู้หรือดำเนินการตามโครงการ คือ กำหนดเวลาไว้ 5 ปี ปีที่ 1-3 เป็นปีปลูกต้นไม้ เริ่มจากแบ่งพื้นที่เขาหัวโล้นออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนยอดภูเขาปลูกต้นไม้ยืนต้นไว้ให้ความชุ่มชื้น ส่วนกลางภูเขาปลูกพืชผลตามต้องการ และล่างหรือจุดสวมรองเท้าให้กับภูเขา ก็เว้นพื้นที่ไว้ให้กับทางน้ำและใกล้แหล่งน้ำเพื่อความอุดมสมบูรณ์

เมื่อทำครบ 3 ปีแล้ว ปีที่ 4 และ 5 ชาวบ้านก็สามารถยืนอยู่ได้ด้วยพืชผลที่ปลูกไว้ ส่วนระหว่างปีที่ดำเนินการ วิทยาลัยชุมชนน่านจะให้เงินอุดหนุนไร่ละ 1,600 บาท เงินจำนวนนี้ได้รับการอุดหนุนจากคนปลายน้ำ เมื่อทำครบ 5 ปีแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการนอกจากได้พืชผลเก็บกิน ยังได้หน่วยกิตทางการศึกษาเพื่อนำไปใช้เรียนต่อได้ เท่ากับได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงนั่นเอง

“เรากำหนดให้ 1 ห้องเรียนมี 8–15 ครอบครัว รวมพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ วิทยาลัยชุมชนจะส่งผู้สอนที่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรเข้าไปดูแล พร้อมดูแลเรื่องค่าสอนให้”

หลังผุดโครงการก็มีหน่วยงานให้ความสนใจ และเริ่มขับเคลื่อนให้เห็นเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2557 จากนั้นต้นปี พ.ศ.2558 ได้ทูลเกล้าฯถวายรายงานความก้าวหน้าต่อ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการฟื้นฟูป่า พื้นที่ของโครงการเช่น ที่บ้านงอบกลาง ตำบลงอบ อำเภอทุ่งช้าง มีการปลูกป่าตามโครงการไปเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2558 และล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2558

คนในพื้นที่มองโครงการอย่างไร นายอินสม อินทะรังษี กำนันตำบลงอบ อ.ทุ่งช้าง บอกว่า มีความมั่นใจว่าโครงการจะดำเนินต่อไปได้ “ใจในของพวกเราก็อยากจะทำอยู่แล้ว เพราะเราตกเป็นจำเลย ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำลายต้นน้ำ เราอยากทำให้ดูว่า เราได้ปลูกป่าคืนให้คนปลายน้ำ”

กำนันบอกว่ามีที่ดินอยู่ 33 ไร่ เข้าโครงการไป 14 ไร่ ที่เหลือปลูกข้าวโพด งา และพืชผลที่กินได้ขายได้อื่นๆ ตลอดเวลาเข้าโครงการ 5 ปี “เขาจ่ายให้ไร่ละ 1,600 บาท เราเอาเงินส่วนนี้มาบริหารจัดการในครอบครัว พอดีมีเงินตอบแทนจากรัฐบ้าง คนที่เข้ามาร่วมโครงการเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำหมู่บ้าน สารวัตรกำนัน มีประชาชนอยู่เพียงรายเดียว เขาคงยังไม่กล้า เราต้องการทำให้ดูก่อนว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร”

เงินที่จ่ายให้ชาวบ้านนั้น วิทยาลัยชุมชนได้มาจากแรงหนุนจากองค์กรต่างๆ อย่าง “ชมรมคนปลายน้ำ รักษ์ป่าต้นน้ำ” ที่นำเงินเข้าไปช่วย พล.ต.ดร.ปิยพงศ์ พันธุ์โกศล ประธานชมรมฯบอกว่า กลุ่มก้อนของตนตั้งขึ้นมาหลังจากน้ำท่วมปี พ.ศ.2554

เมื่อตรวจสอบหาสาเหตุพบว่าส่วนหนึ่งมาจากป่าต้นน้ำถูกทำลาย กลายเป็นภูเขาหัวโล้น และชาวบ้านยังใช้ยาปราบศัตรูพืชมาก ต่อมาก็เกิดวิกฤติฝนแล้งอีก ถึงกับแย่งน้ำกัน ดังนั้นกลุ่มคนปลายน้ำจึงรวมตัวกันเข้ามาร่วมกับวิทยาลัยชุมชนน่านและชาวบ้านเพื่อการฟื้นคืนของป่าต้นน้ำต่อไป

มุมมองพระสงฆ์ พระสุนทรมุนี หรือหลวงพ่อเสน่ห์ เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง รองเจ้าคณะจังหวัดน่าน เล็งเห็นความสำคัญยิ่ง ท่านบอกว่า “อาตมาคิดว่าโครงการนี้เป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญคือต้องชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจ เพราะผู้เสียผลประโยชน์ไปปล่อยข่าวว่า รัฐจะยึดที่ดินคืน ทำให้ชาวบ้านกลัวไม่ยอมเข้าโครงการ”

สำหรับตัวท่านเอง “จะตั้งกองทุนคนต้นน้ำร่วมด้วย เพราะเป็นคนต้นน้ำควรทำอะไรบ้าง”

มองความเป็นไปได้ของโครงการ รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บอกหลังจากลงพื้นที่จังหวัดน่านว่า ห่วงหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องมีหลายกลุ่มที่ลงไปปลูกป่า แต่ละกลุ่มมีอัตลักษณ์ของตนเอง “ทำไมไม่มาร่วมกัน ในเมื่อมีปรัชญาในการทำเหมือนกัน หากไปดูต้นทางความคิด ก็จะเห็นว่ามาจากปรัชญาพอเพียงเหมือนกัน” ส่วนเรื่องการประสานงาน “เห็นควรมีศูนย์รับคนที่จะมาปลูกป่า ให้สะดวกในการจัดการ จากแนวร่วมทั่วประเทศ เรื่องนี้วิทยาลัยชุมชนน่านน่าจะเป็นผู้ประสานที่ดี”

หากจัดการปลูกได้อย่างเป็นระบบและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เงินที่เทลงไปแต่ละคราวย่อมไม่สูญเปล่าอย่างที่ผ่านมา.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้