วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"ยรรยง"โวย คสช.งัด ม.44 นิรโทษฯล่วงหน้า ป้องจนท.ลุยจำนำข้าว

"ยรรยง"โวย คสช.งัด ม.44 นิรโทษฯล่วงหน้า ป้องจนท.ลุยจำนำข้าว

  • Share:

"ยรรยง" โวย คสช.งัด ม.44 นิรโทษฯล่วงหน้า ป้องจนท.ลุยจำนำข้าว ชี้ จุดอ่อน-จุดตาย ปมข้าวคือ ชาวนา-กลไกตลาด ระบุหากรัฐไม่แก้ให้ตรงจุด ก็จะทำให้เกิดวิกฤติข้าวซ้ำร้ายทั้งระบบ ซัดรบ."บิ๊กตู่" คือ ตัวการสร้างความเสียหายต่อระบบอุตสาหกรรมข้าวอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 2 พ.ย.58 นายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งใช้มาตรา 44 นิรโทษกรรม ให้ทีมรัฐบาลที่ดูแลจัดการกับข้าวเน่าในยุค สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาคดีดังกล่าว โดยระบุว่า "อย่าซํ้าเติมและมัดมือชกชาวนาและกลไกตลาดข้าว จนเขาไม่มีที่ยืนและล่มสลายเลย ผมเฝ้าเกาะติดการทำงานของรัฐบาลเรื่องข้าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพราะผมไดัเกิดความรู้จากประสบการณ์จริงว่า "จุดอ่อน" หรือ "จุดตาย"

เรื่องข้าวมีอยู่ 2 จุด คือ 1.ชาวนา และ 2. กลไกตลาดข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ โรงสีและโกดังเก็บข้าว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยจัดการแปรรูปและเก็บรักษา หากรัฐบาลไม่เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูจุดอ่อนทั้งสองส่วนนี้โดยเร็ว ด้วยวิธีการที่ถูกต้องตรงจุด ก็จะทำให้เกิดวิกฤติแก่ชาวนา และอุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบอย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะทำตรงกันข้าม คือ ห้ามหรือชะลอการทำนา ทำให้ชาวนามีผลผลิตลดลงมาก โรงสีและโกดังขาดวัตถุดิบต้องประกาศขายโรงสีหลายร้อยโรง แถมราคาข้าวยังตกตํ่าต่อเนื่อง จนทำให้กลไกตลาดตัวจริง คือ ชาวนาแทบหมดลมหายใจ ล่าสุดที่ผมเห็นว่ารัฐบาลกำลังจะนำประเทศเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างรุนแรง คือ 1. การชะลอการขายข้าวคุณภาพดีแต่จะขายเฉพาะข้าวเสื่อมคุณภาพ 2. การออกคำสั่ง คสช. ที่39/2558 เพื่อนิรโทษกรรมล่วงหน้าสำหรับการบริหารจัดการข้าวรัฐบาล และการใช้อำนาจบริหารลงโทษโครงการรับจำนำข้าว ความจริงรัฐบาลนี้เองที่สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมข้าวทั้งระบบ และยังสร้างความเสียหายต่อรัฐเพราะการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ดังนี้

1. ไม่เร่งรัดระบายข้าว โดยเฉพาะช่วงแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2557 แทบไม่ขายข้าวเลย ทั้งๆ ที่ชาวนาไม่มีข้าวขาย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะกระทบราคาข้าวของชาวนา และจนถึงขณะนี้ก็มีการขายข้าวจริงทั้งแบบเปิดประมูล และแบบจีทูจีน้อยมาก เดือนละไม่กี่แสนตัน แถมยังไม่ระบายโดยวิธีอื่นๆ ด้วย เช่น เปิดประมูลในตลาดชื้อขายสินค้ากษตรล่วงหน้า (AFET) เป็นต้น ถ้ารัฐบาลวางแผนขายเดือนละ 8 แสนถึง 1 ล้านตัน ก็คงไม่มีข้าวเหลือเป็นภาระแต่อย่างใด ความเสียหายจากการไม่เร่งระบายข้าวสรุปได้ดังนี้

1.1 ทำให้เสียค่าโกดัง ค่ารมยาและค่าประกันภัยเดือนละหลายพันล้านบาทโดยไม่จำเป็น 1.2 ทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพตามระยะเวลา ยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อมมาก 1.3 ทำให้ราคาข้าวในตลาดตกตํ่า เพราะถูกพ่อค้ากดราคาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ราคาข้าวเปลือกเจ้า5% เหลือตันละ 6,500-7,800 บาท (สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตันละ 9,000-11,000 บาท) ราคาขายส่งข้าวสารขาว 5% เหลือตันละ 10,500-11,000 บาท (สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตันละ 14,000-15,000) และราคาส่งออก FOB ข้าวขาว 5% เหลือเพียง ตันละ 340-370 เหรียญสหรัฐฯ (สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตันละ 450-500 เหรียญสหรัฐ) นอกจากจะทำให้ชาวนาลดลงมากทั้งที่ผลผลิตลดลงแล้ว ยังทำให้ GDP ข้าวลดลง และเศรษฐกิจหมุนเวียนน้อยลงมาก

2.นอกจากนี้รัฐบาลยังเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบคุณภาพข้าวแบบซํ้าซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพ (ทราบว่าจนถึงขณะนี้ยังตรวจอยู่) เพราะข้าว 18 ล้านตันคือ 180 ล้านกระสอบ ต้องเก็บเป็นกองๆ กองละประมาณ 20,000 กระสอบ วางเรียงกันสูงไม่กิน 30 กระสอบ ในทางปฏิบัติจึงทำได้เพียงสุ่มตรวจเท่านั้น ไม่สามารถรื้อตรวจสอบละเอียดได้ เพราะต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก ที่สำคัญคือไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบ เพราะมีเงื่อนไขในสัญญากำหนดตัวผู้รับผิดชอบไว้อย่างชัดเจนว่าเจ้าของโกดังหรือเซอร์เวเยอร์จะต้องรับผิดชอบถ้าปรากฏว่าข้าวไม่ได้มาตรฐานหรือมีการปลอมปน และในทางปฏิบัติพ่อค้าที่จะเข้าร่วมประมูลข้าวก็จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบของตัวเองไปตรวจดูคุณภาพข้าวก่อนเสนอราคาอยู่แล้ว

คสช.อาศัยอำนาจ ม.44 เพื่อนิรโทษกรรมล่วงหน้า ปกป้อง จนท.ทีทำคดีจำนำข้าว


กรณีที่มีข่าวล่าสุดว่า รัฐบาลจะระบายเฉพาะข้าวเสื่อมคุณภาพ ส่วนข้าวคุณภาพดีจะชะลอการประมูลจนถึงมีนาคม 2559 นั้น ถ้าดูเผินๆเหมือนจะหวังดีและจะมีผลดีต่อชาวนาเพราะจะไม่ทำให้ข้าวราคาตกตํ่าในช่วงนี้ แต่ความเป็นจริงน่าจะเกิดผลเสียมากกว่า เพราะการเปิดประมูลข้าวเสื่อมโดยมุ่งจะให้ไปใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานเท่านั้นแทนที่จะเปิดประมูลทั่วไปจะทำให้ได้ราคาตํ่ามากแค่ตันละ 3,000-5,000 บาท จะมีผลทางจิตวิทยาเป็นการชี้นำตลาดให้ราคาข้าวส่วนรวมตกตํ่าลงไปอีก ส่วนการชะลอการขายข้าวคุณภาพดีออกไปหลังมีนาคม 2559
                             
นอกจากจะทำให้ข้าวดีเสื่อมสภาพไปอีกและเสียค่าเก็บรักษาจำนวนมากแล้วยังจะทำให้ราคาข้าวตกตํ่าต่อเนื่องไปอีก เพราะตลาดรู้ว่ารัฐบาลยังอุ้มสต๊อกอยู่จึงควรจะทยอยระบายไปเรื่อยๆ มากกว่า ส่วนการที่ คสช.อาศัยอำนาจ ม.44 ออกคำสั่งที่ 39/2558 เพื่อนิรโทษกรรมล่วงหน้าการบริหารจัดการข้าวของรัฐบาล และการใช้อำนาจบริหารลงโทษโครงการรับจำนำข้าวนั้น ผมเห็นว่านอกจากจะเป็นคำสั่งที่ขัดต่อ ม.44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฯ เพราะไม่เข้าข่าย 3 กรณีที่ให้อำนาจ คสช.ออกคำสั่งได้แต่อย่างใด คือ 1. เพื่อปฏิรูปด้านต่างๆ 2. เพื่อส่งเสริมสามัคคีและสมานฉันท์ 3. เพื่อป้องกัน ระงับยับยั้งปราบปรามการบ่อนทำลายต่างๆ เพราะการบริหารจัดการข้าวเป็นการบริหารตามปกติ ไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมใดๆ ที่จะใช้อำนาจพิเศษเลย 

นอกจากนี้ คำสั่งที่ 39/2558 นี้ ยังเป็นการซํ้าเติม "จุดอ่อน" หรือ "จุดตาย" เรื่องข้าวอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ขาดความเชื่อมั่นต่อกลไกการบริหารงานของรัฐบาล เพราะคำสั่งนี้นิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าจะทำให้ใครได้รับความเสียหายรุนแรงแค่ไหน ถูกต้องตามหลักนิติธรรมหรือไม่ โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเพียงใด ก็จะอ้างว่าสุจริตและในที่สุดจะไม่ถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมได้เลย
                             
ที่สำคัญ คือ เป็นการซํ้าเติมและลิดรอนสิทธิชาวนา เจ้าของโรงสีและโกดัง รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของคณะกรรมการที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้คำสั่งฉบับนี้ เช่น ถ้าประมูลข้าวเสื่อมให้พลังงานได้ราคาเพียงตันละ 3,000-5,000 บาท เจ้าของโกดังหรือเซอร์เวเยอร์จะถูกสั่งให้ชดใช้ส่วนต่างกับราคาตลาดคือตันละ 11,800-12,000 บาท ในขณะที่เจ้าของโกดังไม่ได้ร่วมตรวจสอบคุณภาพข้าวและไม่ยอมรับผลดังกล่าว ก็จะไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาล ส่วนชาวนาที่ถูกสั่งห้ามหรือให้ชะลอการทำนา และถูกซํ้าเติมด้วยราคาข้าวตกตํ่าก็ไมมีสิทธิเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น" นายยรรยง ระบุ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้