วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เยาวชนไทยกับขแมร์ ร่วมเมิลขแมร์แลไทย

เยาวชนไทยกับขแมร์ ร่วมเมิลขแมร์แลไทย

  • Share:

“เนียะไทยนิเยียย ขแมร์ เนียะขแมร์ นิเยียยไทย ย็วลเต”

แปลว่า “คนไทยพูดเป็นภาษาขแมร์ แต่คนขแมร์ให้พูดเป็นภาษาไทย เข้าใจไหม”

เสียงดังฟังชัดจากนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร หัวหน้ากลุ่มจัดกิจกรรมร่วม ระหว่างนักศึกษาไทยกับนักศึกษากัมพูชา ในงานสัมมนาทางวิชาการ “เมิลขแมร์ แลไทย บนเส้นทางการศึกษา 65 ปี แห่งความสัมพันธ์ไทยและกัมพูชา” จัดโดยคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

เจ้าของโครงการคือ ผศ.ดร. บัญญัติ สาลี อาจารย์คณะมนุษย์ฯ ผู้เล็งเห็นว่า ทั้งไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ทางภาษาและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน งานจัดไปตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม มีผู้เข้าร่วมจากหลายสถาบัน ทั้งนักศึกษาไทยที่เรียนภาษาขแมร์ในประเทศไทยและนักศึกษาขแมร์ที่เรียนภาษาไทยในประเทศกัมพูชา รวมกว่า 200 คน

นักศึกษากัมพูชาแต่ละคน เกือบพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากเรียนรู้ภาษาไทย เพราะทำงานกับคนไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา และออกมาทำงานในประเทศไทย ด้วยแรงจูงใจสำคัญนี้ ทำให้มีนักศึกษาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ บันเตียเมียนเจย และเรียนรู้เป็นคอร์สๆ ในสถาบันสอนภาษา ทั้งในกรุงพนมเปญและจังหวัดอื่นๆ

กิจกรรมในการเสวนาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากการเสวนาของนักวิชาการแล้ว การพบปะแลกเปลี่ยนระหว่าง นักศึกษาทั้งสองชาติก็เป็นไปอย่างออกรส ดร.อุเทน วงษ์สถิตย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้คอยซักถามให้นักศึกษาทั้งสองชาติได้พูดภาษาที่เรียนมา

โดยให้บอกว่า “อะไรที่ไทยมีเหมือนขแมร์ และอะไรที่ขแมร์ มีเหมือนไทย” และไม่ลืมกำชับให้พูดภาษาที่เรียนมา ห้ามพูดภาษาของตนเอง ความรู้ที่นักศึกษาหยิบยกมาบอกกล่าว อาทิ เรื่องความเชื่อ นักศึกษากัมพูชาบอกว่า ชาวบ้านมักไม่เชื่อหมอ เมื่อเจ็บไข้ก็ไปหาหมอชาวบ้านที่นับถือ และไปบวงสรวงต้นไม้เทพยดาต่างๆ เพื่อให้ตนเองหายป่วย

“เราต่างมีความเชื่อคล้ายๆกัน ในเรื่องเหนือธรรมชาติ ผีต้นไม้ ผีน้ำ อย่างในพื้นที่เขตสตรึงเตรง ชาวบ้านจะทำอะไรก็ต้องขอขมาก่อน ทั้งแม่น้ำและต้นไม้” นักศึกษากัมพูชาบอก

นอกจากมีความเชื่อเรื่องเหล่านี้เหมือนกันแล้ว ไทยและกัมพูชายังนับถือศาสนาพุทธเหมือนกันมายาวนาน อย่างในสมัยหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จิว ต้ากวน เดินทางเข้ามาในอาณาจักรพระนคร ได้บรรยายถึงพระภิกษุสงฆ์และการนับถือพุทธศาสนาของกัมพูชาไว้ เป็นต้น

ด้วยความเชื่อทางพุทธศาสนาเหมือนกัน ทำให้วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆที่เกี่ยวเนื่องจากพุทธศาสนาเหมือนกันด้วย เช่นสารท เข้าพรรษา ออกพรรษา ลอยกระทง แห่เทียน เรื่อยไปจนถึงพระราชพิธีในราชสำนักอย่าง จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เราก็มีเหมือนกัน

เกี่ยวกับ “การมี” สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองประเทศ ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สรุปว่า มีหลายอย่างที่เรามีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ และถ้อยคำ

คำว่า เขมร คนไทยรู้จักมาอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ.1069 เห็นได้จากจารึกคำว่า เขมร ในจารึกซับบาก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนคร-ราชสีมา ร่องรอยการติดต่อก็มีปรากฏอยู่ในสถาปัตยกรรมไทยอย่างปรางค์ต่างๆ และพระพุทธรูปนาคปรกที่พบในประเทศไทยมากมาย

คำเขมรมาอยู่ในภาษาไทยมาก อย่างคำว่า ตำรวจ เป็นคำเขมร แต่มาอยู่ในเมืองไทยจนเขมรเองก็ลืมไปแล้วว่าเป็นคำเขมร เพราะเขมรใช้คำว่าโปลิศแทน และคำว่า ขัน ที่เราใส่น้ำมาอยู่ในภาษาไทยนาน จนเขมรลืมไปแล้ว หันไปใช้คำว่า “ผฺเติล” แทน อย่างนี้เป็นต้น

โครงการเมิลขแมร์ แลไทย ดร.บัญญัติ บอกว่า ในโอกาสความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชา “เราอยู่ในด้านการศึกษา จึงจัดงานขึ้น จริงๆอยากจะมีการเหย้าเยือนกันทั้งสองฟากฝั่ง แต่การนำนักศึกษาไทยไปกัมพูชาไม่ค่อยสะดวก

ถึงกระนั้น “แม้นักศึกษาจะได้มาเจอกันสี่ห้าวัน แต่อนาคตจะกลายเป็นสี่สิบห้าสิบปีได้ เขาคงยังจำชื่อคนไทยที่เป็นเพื่อนร่วมกิจกรรมได้” นักศึกษากัมพูชา “เท่าที่สังเกตมีความกระตือรือร้นมาก อย่างที่ผมไปกัมพูชาพบว่าเขามีความกระตือรือร้นสูงมาก และเมื่อเขามาเรียนในประเทศไทย เขาก็ไม่ว่อกแว่ก เท่าที่จบๆ ไปถือว่าประสบความสำเร็จมาก”

ส่วนคนไทยที่มาเรียนเขมรศึกษา ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม “มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังจากเราร่างหลักสูตรใหม่รับอาเซียน มีการพัฒนาหลักสูตรรองรับ รุ่นที่จบไปมีงานทำกันทั้งหมด รุ่นหลังๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่า มีเด็กสนใจเรียนรู้มากขึ้น แต่น่าแปลกใจว่า คนในจังหวัดสุรินทร์เข้ามาเรียนมากที่สุด ส่วนจังหวัดอื่นๆ แม้พื้นเพจะพูดภาษาเขมร แต่เข้ามาเรียนน้อย”

เรียนจบเขมรศึกษาแล้วไปทำงานอะไร ดร.บัญญัติพรายยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนบอกว่า มีงานรองรับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทและห้างร้านต่างๆ บัณฑิตที่จบไปสามารถหางานทำเองได้ “เรื่องนี้ผมว่า รัฐน่าจะมีหน้าที่ดูแล แม้จะมีอย่างกระทรวงกลาโหมเอาเด็กไปทำงาน กระทรวงศึกษาธิการก็ให้ทุนการศึกษา แต่ให้น้อยมากเมื่อเทียบกับที่เรียนภาษาอื่นๆ”

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากเปิดเรียนรู้ด้านเขมรศึกษาแล้ว ยังเซ็น “เอ็มโอยู” กับมหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ และราชบัณฑิตยสภาของกัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนบุคลากรทางการศึกษาอีกด้วย

มองไปยังนักศึกษากัมพูชาที่เข้ามาร่วมกิจกรรม คงสุเบือน ลิม บอกว่าชอบภาษาไทยมาก เนื่องจากไทยและกัมพูชามีวัฒนธรรม ประเพณีใกล้เคียงกัน และไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวมาก ทำให้อยากเรียนรู้ไว้สำหรับการทำงานต่อไป การเรียนรู้นอกจากในสถาบันแล้ว “ผมอาศัยฟังบ่อย ดูบ่อย บางทีดูทีวี แล้วจับความได้แต่คำหน้าและคำหลังแต่พอสรุปความได้ก็จดไว้ นานเข้าก็รู้ไปเอง”

สำหรับนักศึกษาไทยที่เรียนเขมรศึกษา น.ส.สุพัตรา วายโศก นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์ฯ เอกเขมรศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม บอกว่า เหตุที่เรียนเพราะมีคนเรียนน้อย ทำให้อนาคตน่าจะมีงานเยอะ และฝันอยากมีที่ดินและทำธุรกิจในกัมพูชา

สำหรับการร่วมกิจกรรมในโครงการฯ สุพัตราบอกว่า ได้เรียนรู้ภาษาเขมร เมื่อพูดและใช้ภาษาผิดไป นิสิตกัมพูชาก็จะแก้ไขให้ เสมือนได้พบดิกชันนารี ได้สานความสัมพันธ์ ได้มิตรภาพ ได้เพื่อน ได้แบ่งปันความรู้ และได้เรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน

แน่นอนเหลือเกินว่า การให้เยาวชนได้พบกันวันนี้ เท่ากับสร้างฐานความสัมพันธ์อันดีในวันหน้า.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้