วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ยูเนสโกและโออีซีดีมองการศึกษาไทย

ยูเนสโกและโออีซีดีมองการศึกษาไทย

  • Share:

ผลวิเคราะห์ของยูเนสโก+องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ออกมาแล้วครับ อ่านแล้วก็ตกใจในเรื่องที่บอกว่าระบบการศึกษาของไทยยังพัฒนาไปไม่ถึงขีดที่จะสร้างคนที่มีความสามารถและมีทักษะของมนุษย์ในยุคศตวรรษที่ 21

ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2557-2558 ศึกษาเสร็จแล้วก็บอกว่า ไทยยังไม่พัฒนาถึงขีดสร้างคนที่มีความสามารถอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ทั้งสองหน่วยงานพบว่าไทยมีหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับเป้าประสงค์ทางการศึกษา คือ หากประเทศต้องการผลิตบุคลากรในลักษณะใด ก็ต้องให้หลักสูตรไปในทิศทางนั้นและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่ใช่ร่างขึ้นเอง

ยูเนสโกและโออีซีดีบอกว่า ข้อสอบมาตรฐานระดับชาติของไทยยังไม่ได้รับการพัฒนาให้สมบูรณ์แบบ อันนี้เป็นผลลบต่อการศึกษา จึงอยากให้ศึกษาการทดสอบมาตรฐานระดับสากล เช่น PISA ที่เป็นการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ เพื่อนำมาพัฒนาการประเมินผลมาตรฐานระดับชาติของไทยให้เป็นสากล ครูผู้สอนเองก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการประเมินผล ยังออกข้อสอบตามใจครู ไม่สอดคล้องกับการประเมิน ไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงของนักเรียน

การบริหารบุคลากรครูของไทยยังขาดประสิทธิภาพ การบรรจุครูอย่างมีปัญหา การเตรียมความพร้อมครูก่อนเข้าสู่วิชาชีพและการพัฒนาศักยภาพครูยังไม่ต่อเนื่อง ไทยควรจัดทำยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมครูก่อนเข้าสู่วิชาชีพ และส่งเสริมให้ครูปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น

ในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ยูเนสโกและโออีซีดีพบว่าทุกรัฐบาลของไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในทางปฏิบัติมีการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันมากในระหว่างโรงเรียน โรงเรียนของไทยมักลงทุนแต่อุปกรณ์ แต่ไม่ค่อยลงทุนเรื่องเนื้อหา การบำรุงรักษา ที่น้อยมากเลยก็คือการลงทุนทางด้านพัฒนาครู

เรื่องการศึกษาของไทยนี่เปลี่ยนไปปรับมาบ่อยซะจนพัฒนากันไม่ถูก ผมมีโอกาสเดินทางไปออสเตรเลียกับท่านผู้ใหญ่ที่เคยเรียนมัธยมปลายในรัฐวิกตอเรียเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งในสมัยนั้น คนที่จะเรียนต่อในชั้นมหาวิทยาลัยต้องสอบผ่านใบประกาศนียบัตรมัธยมปลายที่เรียกว่า HSC หรือ Higher School Certificate แม้เวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี สมัยนี้ก็ยังเป็นระบบเดิม คำเรียกอะไรต่างๆ เหมือนเดิมทั้งหมด

ผมได้ยินท่านผู้ใหญ่คุยกันว่าเมืองไทยเปลี่ยนโน่นปรับนี่มากเสียจนครูตามไม่ทัน เดี๋ยวมี ม.ศ.5 เดี๋ยวมี ม.6 เดี๋ยวมี GAT มี PAT มีสอบตรง มีแอดมิชชั่นกลาง มี กสพท. มี O-net มี LAS มีอะไรอีกบานเบอะเยอะแยะ ปรับไปเปลี่ยนมาจนครูก็ยังจำไม่ได้ แล้วจะไปพัฒนาตัวเองยังไง มุ่งมั่นพัฒนาไปทาง A เอ้าปีหน้าเปลี่ยนเป็น B อีกแล้ว พอครูหันไปพัฒนาทาง B รัฐมนตรีศึกษาคนใหม่มา สั่งให้เอาแบบ C อีกแล้ว

ครูคนไหนที่อยากจะเด่นก็ต้องหันไปทางพิธีกรรมสัพเพเหระ เรื่องวิชาการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา พัฒนาไม่ทัน ก็หันไปยึดเอาพิธีกรรมหน้าเสาธงเป็นสรณะ ครูก็บ่นไป นักเรียนก็ยืนตากแดดไป แทนที่จะค้นคว้าหาวิธีการสอนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ครูกลับพกแว่นขยายเที่ยวส่องดูถุงเท้าเด็ก ครูคนไหนเก็บถุงเท้าสั้นได้มาก ครูคนนั้นเก่ง ครูเก่งต้องไถหัวเด็ก ไปเล็มผมซอย คอยแต่จะลงโทษนักเรียน บางโรงเรียนห้ามนักเรียนหญิงผูกโบสีอื่น ต้องเป็นสีน้ำเงิน สีดำ และสีขาวเท่านั้น ก็อยากจะเรียนนะครับ ถ้าผูกโบสามสีนี่แล้วทำให้นักเรียนฉลาด ป่านนี้ก็คงผูกโบเพื่อให้ฉลาดกันทั้งโลกไปแล้ว

ผู้อำนวยการและครูต้องไปสนใจพัฒนาวิธีการสอน เลิกกังวลเรื่องทรงผม เครื่องแบบ พิธีกรรมหน้าเสาธง หันมาพัฒนาครูให้เป็นครูมืออาชีพ เรื่องข้อสอบวัดมาตรฐาน จะเอาแบบไหนก็แบบนั้นไปเลย เกือบทุกประเทศในโลกนี้ ก็มีแค่สอบ College Admissions และ Entrance Exam แต่การทดสอบมาตรฐานระดับสากล หรือ PISA กลับสูงอยู่ในระดับต้น

อาชีพส่วนใหญ่ของมนุษย์ก็คือ สายอาชีวะ แต่เพราะระบบค่าหัว ทำให้ครูพยายามเข็นเด็ก ม.3 ให้ไปเรียนต่อใน ม.4-6 เด็กจึงไปสายอาชีวะน้อย ซึ่งมันกลับตาลปัตรกับการผลิตบุคลากรในหลายประเทศพัฒนาแล้วของโลก

ที่ผมคิดว่าทำลายการศึกษาไทยมากที่สุดก็คือ ‘สอบซ่อม’ ทำให้เด็กไม่สนใจในการเรียน ทุกประเทศมีมาตรฐานวัดความรู้ ได้เป็นได้ ตกเป็นตก

อ่านของยูเนสโกและโออีซีดีแล้วก็เห็นด้วยครับ.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th
www.nitipoom.media
www.facebook.com/nitipoom.thailand

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้