วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แก้ยากจนและหิวโหย ไทยบรรลุเป้าหรือยัง?

แก้ยากจนและหิวโหย ไทยบรรลุเป้าหรือยัง?

โดย ซูม
2 พ.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

หมู่นี้ถ้าผมจะอ้างถึงสภาพัฒน์ หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบ่อยๆก็อย่าเพิ่งว่ากล่าวอะไรเลยครับ เพราะผมมีความจำเป็นจะต้องเดินทางไปแถวๆประเทศเพื่อนบ้าน 2–3 วัน จะต้องเขียนเรื่องแห้งๆทิ้งเอาไว้เช่นเคย

ก็พอดีได้รับเอกสารจากสภาพัฒน์ ว่าด้วยเรื่อง “การกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาแห่งสหัสวรรษ” หรือ “Millennium Development Goals : MDGS” อ่านแล้วก็ตาลุกวาวในข้อมูลต่างๆที่ได้รับ เกิดความประสงค์ที่จะนำมาเผยแพร่ต่อในฉับพลันอีกครั้ง

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.2000 หรือ พ.ศ.2543 ซึ่งจะเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ เมื่อหลายปีก่อนโน้น โดยผู้นำของประเทศรวม 189 ประเทศ ต่างไปร่วมให้คำรับรอง “ปฏิญญาแห่งสหัสวรรษ” ในการร่วมกัน ขจัดความยากจน ให้หมดไปภายในปี 2558 หรือ ค.ศ.2015 อันเป็นระยะเวลา 15 ปี หลังขึ้นสู่สหัสวรรษใหม่

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงได้กำหนดเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความยากจน และหลุดพ้นจากความอดอยากหิวโหย ตลอดจนการสร้างโอกาสการศึกษาให้แก่เยาวชนอย่างทัดเทียมกัน ไปจนถึงการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

รวมทั้งสิ้นถึง 8 Goals หรือ 8 เป้าหมายด้วยกัน

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศที่ให้คำรับรองปฏิญญาแห่งสหัสวรรษที่ว่า จึงมีภารกิจในการขับเคลื่อนการพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายทั้ง 8 ประการให้จบสิ้นภายในปี 2015 หรือ 2558 ให้จงได้

ซึ่งรัฐบาลก็ได้มอบหมายให้สภาพัฒน์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคม ฯลฯ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และรายงานผลการดำเนินงานต่อสหประชาชาติ ว่าได้พัฒนาสำเร็จตามเป้าหมายทั้ง 8 หรือไม่? ประการใด? แค่ไหน?

เป็นที่มาของรายงานอันน่าสนใจฉบับนี้

ผมขอเริ่มด้วยเป้าหมายที่ 1 ว่าด้วย “การขจัดความยากจนและหิวโหย” ก่อนก็แล้วกันครับ ซึ่งสภาพัฒน์สรุปไว้อย่างยอมรับในความจริงว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถบรรลุผลในการลดความยากจนของประเทศให้เหลือกึ่งหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2547 หรือ 2004 แต่ก็ยังไม่บรรลุผลในการลดสัดส่วนประชากรยากจนให้ต่ำกว่าร้อยละ 4 ซึ่งเป็นเป้าหมายของ MDGS ได้

จากที่เคยมีจำนวนคนจนสูงถึง 31.6 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนคนจนร้อยละ 57.97 ของประชากรทั้งหมด ได้ลดลงเหลือ 7.06 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนคนจนร้อยละ 10.53 ในปี 2557

แปลว่าในปี 2558 อันเป็นปีที่กำหนด และร้อยละ 4 อันเป็นเป้าหมายที่กำหนดประเทศไทยคงทำไม่ถึงแน่นอน

ยกเว้น กทม.ที่มีสัดส่วนคนจนเพียงร้อยละ 1.64 ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวของประเทศไทยที่มีสัดส่วนคนจนต่ำกว่าเป้าหมายร้อยละ 4 และมีภาคกลางอีก 1 ภาคที่มีสัดส่วนคนจนร้อยละ 4.95 สูงกว่าเป้าเล็กน้อย

สำหรับภาคเหนือยังมีคนจนร้อยละ 13.19 ภาคใต้มีร้อยละ 13.79 และภาคอีสานยังมีถึงร้อยละ 17.04 มากกว่าทุกๆภาคของประเทศไทย

สภาพัฒน์ไม่ได้เขียนไว้ในรายงานว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่ถ้าเราตีความจากการประชุมเตรียมแผนพัฒนาฉบับที่ 12 เมื่อเร็วๆนี้ และจากถ้อยแถลงของบิ๊กตู่เมื่อไม่นานมานี้ ก็เป็นที่ยืนยันตรงกันว่า ประเทศไทยจะมุ่งหน้าแก้ปัญหาความยากจนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ในหัวข้อเดียวกันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ “ขจัดความหิวโหย” สภาพัฒน์เขียนรายงานว่า ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดสัดส่วนประชากรหิวโหยลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปี 2543 และในปี 2556 ประเทศไทยมีความยากจนด้านอาหารเพียง 3.9 แสนคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.6 ของประชากรทั่วประเทศ ชี้ให้เป็นว่า ปัญหาความหิวโหยของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกลับกำลังเผชิญกับสถานการณ์ด้านภาวะโภชนาการ โดยเฉพาะในวัยเด็ก ซึ่งมีปัญหาโภชนาการเกิน น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน (เริ่มอ้วนและอ้วนในกลุ่มครอบครัวที่มีฐานะดี)

สรุปว่าจากปัญหา “หิวโหย” ประเทศไทยทำท่าจะมีปัญหาตรงข้ามคือ “อิ่มเกิน” หรือไม่ก็กินเยอะไป จนคนอ้วนเพิ่มขึ้นเยอะ...เรียกว่าพอเริ่มรวยขึ้นก็ชักจะรับประทานของอร่อยๆ กันมากขึ้นว่างั้นเถอะ.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้