วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สมบัติฉะมีชัย มโนสูตรลต.

สมบัติฉะมีชัย มโนสูตรลต.

  • Share:
ขัดหลัก‘ประชาชนนิยม’ แก้รธน.ชั่วคราวเริ่มพ.ย.


“อภิสิทธิ์” แทงกั๊กระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ระบุหลัก การดีแต่ยังมีจุดอ่อน เตรียมส่งความเห็นเสนอ กรธ. 4 พ.ย.นี้ “เสรี” เสนอสวนทางตัดปัญหายุบทิ้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ บอกไม่ใช่ตัวแทนพื้นที่แท้จริง เพื่อไทยเดินหน้าค้าน “ภูมิธรรม” ซัดชอบอ้างคนดีทำลายหลักการ ข้องใจ “ซือแป๋มีชัย” หรือแค่เนติบริกร ยืนกรานขอเข้าคูหากาสองใบ “สมบัติ” รู้แกว กรธ. แค่โยนหินถามทาง ชี้นักการเมืองไทยหัวใสคิดพิสดารตั้งพรรคนอมินีสร้างปัญหาแน่ สนช.ทัวร์พื้นที่ฟังเสียงประชาชน ขีดเส้นร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสมบูรณ์ 1 เม.ย.59 เตรียมชงแก้กฎประชามติเดือน พ.ย. รำลึก 9 ปีลุงนวมทอง ทหาร-ตำรวจคุมเข้ม “จตุพร” วางดอกกุหลาบแดงราบรื่น “ปู” โพสต์สดุดีดวงวิญญาณหวังเห็นประชาธิปไตยในเร็ววัน นายกฯพอใจกลุ่มเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่วายมีน้ำจิ้มผิดข้อตกลง ตะโกนแช่งเผด็จการหน้า บก.ทบ.

เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง จากกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอแนวคิดที่จะนำระบบเลือกตั้งใหม่แบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” โดยการนำเอาคะแนนของผู้ที่แพ้การเลือกตั้ง ส.ส. เขต มาคำนวณเป็นคะแนนในสัดส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ล่าสุดฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องได้ออกมาแสดงความเห็นชี้ข้อดีข้อเสียทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขณะที่ สปท.บางคนเสนอถึงขั้นให้ยุบทิ้ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ตัดปัญหาไปเลย

“มาร์ค” ไม่ขัด กรธ.ผุดระบบใหม่

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 31 ต.ค. ที่สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างไปร่วมกิจกรรมวิ่งสาดสีสุดมันส์ เดอะ คัลเลอร์ รัน พรีเซนต์ บาย เฟรเกรนท์ กรุ๊ป ประเทศไทย “ห้ากิโลเมตรที่พิเศษที่สุดในโลก” ถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีแนวคิดเสนอให้นำคะแนนของผู้แพ้เลือกตั้ง ส.ส.เขตไปคำนวณเป็นคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ว่า หลักการที่ กรธ.พูดถึงเป็นหลักการที่ดีที่พยายามคิดค้นระบบเลือกตั้งที่แก้ปัญหาในหลายๆด้าน เช่น พยายามไม่ทิ้งคะแนนเสียงของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิ์ ความพยายามหาวิธีการกระตุ้นให้คนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ส่วนตัวคิดว่ายังมีจุดอ่อนบ้าง ซึ่งถ้าเอาหลักการเป็นตัวตั้งน่าจะปรับปรุงให้เป็นระบบที่ดีกว่านี้ได้

ยึดมาตรฐานสิทธิเสรีภาพปี 50

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันพุธที่ 4 พ.ย. มอบหมายให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตัวแทนนำข้อเสนอในรายละเอียดและหลักการต่างๆของรัฐธรรมนูญไปส่งให้กับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ในนามส่วนตัว ซึ่งจะส่งความเห็นในเชิงหลักการในทุกๆด้าน โดยในหมวดสิทธิเสรีภาพนั้นอยากให้ยืนยันสิทธิเสรีภาพต่างๆไม่ให้น้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 รวมถึงนำบทบัญญัติการเสริมความเข้มแข็งของพลเมืองในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เติมเข้าไป นอกจากนี้จะต้องเป็นระบบรัฐสภาที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบการตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ชงองค์คณะ ฉก.ช่วยองค์กรอิสระ

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ในส่วนขององค์กรอิสระต่างๆนั้นขอยกตัวอย่างในเรื่องการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการเสนอไปในหลายประเด็นเพื่อให้ กกต.ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์มีความโปร่งใสมากขึ้น ในบางเรื่องที่เป็นคดีการเมืองนั้นเห็นว่าลักษณะขององค์คณะเฉพาะกิจน่าจะช่วยแก้ปัญหาการเข้าไปแทรกแซงข่มขู่จากฝ่ายบริหารได้ ซึ่งหมายความว่า บางครั้งองค์คณะหรือองค์กรที่จะเข้ามาพิจารณาแทนที่จะรู้ตัวกันล่วงหน้า ควรมีระบบสรรหาเฉพาะแต่ละคดีกันไปเพื่อที่จะไม่ให้มีตัวบุคคลที่อาจอยู่ในตำแหน่งนานแล้วกลายเป็นเป้าในการแทรกแซง ข่มขู่ เป็นต้น ความจริงปัจจุบันในส่วนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ทำแบบนี้อยู่แล้ว โดยมีการเลือกจากผู้พิพากษาศาลฎีกาเป็นคดีๆไป ซึ่งองค์กรอิสระใดที่ยังมีจุดอ่อนในการแทรกแซงสามารถนำมาปรับใช้ได้เพราะต่างประเทศบางประเทศมีการทำในลักษณะเช่นนี้

เน้นงานเร็วไม่สนเพิ่มเก้าอี้ กกต.

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอให้เพิ่มจำนวน กกต.เป็น 7- 9 คน นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ตนไม่ติดใจและไม่ทราบเหตุผลที่จะเพิ่ม อาจเป็นไปได้ว่าทำให้การแทรกแซงเป็นไปได้ยากขึ้นแต่อย่าทำให้การพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกตั้งล่าช้าลงเพราะหัวใจคือการทำงานจะต้องทำให้ได้ก่อนการเลือกตั้งจะดีที่สุด ถ้าหลังการเลือกตั้งไปแล้วก็จะต้องทำให้ได้ก่อนที่จะมีการรับรองผลการเลือกตั้ง เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่าบางครั้ง กกต.ไม่กล้าใช้อำนาจทำให้ส่งผลต่อการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า มีผลสัมพันธ์กัน ที่ผ่านมาพอผลการเลือกตั้งออกมาแล้วคนที่ชนะการเลือกตั้งมีสถานะอีกแบบหนึ่งโดยเฉพาะหากเป็นพรรคการเมืองที่ชนะมีสถานะเป็นรัฐบาลมีอำนาจรัฐขึ้นมา จะทำให้ กกต.เริ่มมีปัญหากว่าที่จะได้พยานหลักฐานข้อมูลมายืนยันการกระทำผิด แต่ถ้าทำงานได้เร็วมีการสืบสวนสอบสวนที่ดีมีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่โปร่งใสจะช่วยได้มาก

สปท.ชี้ผลดีผลเสียแต่น่าลอง

นายสมพงษ์ สระกวี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงข้อเสนอของกรธ.เรื่องระบบวิธีเลือกตั้งที่ให้นำคะแนนเลือกตั้งของผู้แพ้ไปคำนวณเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อว่า หลักการถือว่าดี เป็นผลดีต่อพรรคเล็กทำให้ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 10-20% ทำให้พรรคเล็กได้แจ้งเกิดมีโอกาสพิสูจน์ฝีมือ แต่เป็นผลเสียต่อพรรคใหญ่ต้องเสียคะแนนไป 10-20% เช่นกันเท่ากับต้องสูญเสียที่นั่งไป 30-40 เก้าอี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหากมีพรรคเล็กเกิดขึ้นมากเกินอาจจะทำให้เกิดการวิ่งเต้นต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็น่าลองปฏิบัติดูไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะควรเปิดโอกาสให้พรรคเล็กทำงานบ้าง อย่างไรก็ตาม คงไม่ใช่การตีกันพรรคเพื่อไทยเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะมี ส.ส.ลดลงเช่นกัน

“เสรี” เสนอยุบทิ้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปท.กล่าวว่า ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ตามที่ กรธ.เสนอมานั้น คิดว่าคะแนนเหล่านี้ไม่ใช่คะแนนที่เป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่จริงๆ เกรงว่าจะทำให้เกิดพรรคเล็กขึ้นมาเป็นจำนวนมากจนเกิดการวิ่งเต้นต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรมี ส.ส.บัญชีรายชื่อเพราะไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชนควรมีเฉพาะ ส.ส.เขตเพียงอย่างเดียว แต่ให้ใช้เป็นเขตเลือกตั้งใหญ่มี ส.ส.ได้ตั้งแต่ 1-3 คน ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งได้เพียงหมายเลขเดียวเท่านั้น เป็นการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่จริงๆ

พท.ซัดอ้างคนดีทำลายหลักการ

นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ความเห็นต่อระบบเลือกตั้งที่ กรธ. เสนอผ่านทางทวิตเตอร์ว่า การใช้คะแนนคนแพ้เลือกตั้ง ส.ส.เขต มาคำนวณเป็นคะแนน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนับเป็นการทำลายหลักการเสียงข้างมากและถือเป็นความตั้งใจ บิดเบือนผลการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนอย่างน่าละอายที่สุด ประเทศเราระยะหลังๆ มักใช้หลักคิดเรื่องคนดีมาทดแทนหลักการและทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงเวลาที่สังคมไทยควรทบทวนเรื่องนี้กันอย่างจริงจังที่ประเทศของเรา มีปัญหาวิกฤติ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะผู้ชอบแอบอ้างตัวเป็นคนดีทั้งหลายไม่เคารพหลักการ และไม่มีน้ำใจนักกีฬาคือแพ้ไม่เป็น

ข้องใจปรมาจารย์หรือเนติบริกร

นายภูมิธรรมกล่าวว่า สโลแกนคำขวัญที่ว่า นับทุกคะแนนเพื่อผู้แทนของทุกคนเป็นเพียงตลกร้ายที่สร้างขึ้นโดยพวกไม่ใส่ใจประชาธิปไตย แต่ฝักใฝ่เผด็จการ ข้ออ้างที่ว่าแก้วิธีนับคะแนนเสียงเลือกตั้งเพราะเคารพเสียงประชาชนจึงเอาเสียงของคนที่ได้คะแนนรองลงมาใส่เป็นคะแนนให้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเท่ากับว่าผู้อ้างไม่เคารพเสียงการตัดสินใจของคนที่อยู่ในกลุ่มคะแนนอันดับ 1 ด้วยเพราะเอาคะแนนของพวกเขาไปทิ้งอย่างไร้ค่าเช่นกัน แล้วเช่นนี้จะกล่าวอ้างว่าเคารพเสียงประชาชนได้อย่างไร เริ่มต้นถือว่าเดินหลงทางแล้ว ระดับมือกฎหมายขั้นปรมาจารย์ที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองคิดได้แค่นี้จริงๆ หรือว่าคิดเพื่อสนองตอบความต้องการของใครตามสมญานามเนติบริกร

ยืนหลักการเข้าคูหากาบัตร 2 ใบ

เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ที่ว่าคะแนนของผู้แพ้ไม่สูญเปล่า ไม่ได้สูญหายไปไหนนั้น การนับคะแนนที่ประชาชนลงให้ในระบบบัญชีรายชื่อ และนำเอาคะแนนเหล่านั้นไปคำนวณจำนวนที่ ส.ส.แต่ละพรรคควรจะได้ก็คำนวณคะแนนทุกเม็ดที่ประชาชนตัดสินใจอยู่แล้ว คะแนนที่เลือก ส.ส.ระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ที่ประชาชนตัดสินใจเลือกมาจึงไม่มีผลความแตกต่างของคะแนนมากนัก เจตนารมณ์ของการเลือก ส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสมแล้ว หากเรื่องง่ายๆเช่นนี้ยังไม่เข้าใจอย่าไปคิดร่างกรอบกติกาใหญ่ให้คนทั้งประเทศเลยเสียเวลาเปล่าๆ และโปรดอย่าพยายามสร้างวาทกรรมมาลบล้างหลักการที่งดงามของระบอบประชาธิปไตย แค่นี้ประเทศก็เสียหายมามากพอแล้ว ขอยืนยันหลักการเดิมเข้าคูหากาบัตร 2 ใบ

วอนรัฏฐาธิปัตย์ปรับนโยบาย

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อดีของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.คือ เป็นผู้ใหญ่ที่สุขุม สุภาพ รับฟังความเห็นของผู้อื่น ไม่เหน็บแนมผู้เห็นต่าง ส่วนข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดคือ เชี่ยวชาญด้านเทคนิคทางกฎหมายเป็นนักทฤษฎีไม่ใช่นักปฏิบัติ ภารกิจคือทำตามนโยบายของรัฏฐาธิปัตย์ หากติดตามรับฟังความเห็นของภาคส่วนต่างๆจะพบว่าระบบการเลือกตั้งที่ กรธ.เสนอนั้นไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน ดังนั้นถ้าเห็นว่ามุมมองดังกล่าวเป็นเหตุผลที่รับฟังได้น่าจะไปให้เหตุผลกับผู้กุมอำนาจรัฎฐาธิปัตย์ปรับนโยบายเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาบ้านเมืองจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ระบบเลือกตั้งควรใช้ในสิ่งที่ประชาชนคุ้นเคย แต่สิ่งที่ต้องปฏิรูปเพื่อให้ได้ผู้แทนที่ตรงตามเจตนารมณ์ประชาชนอย่างบริสุทธิ์จริงๆ คือ กระบวนการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง มั่นใจว่าทุกพรรค การเมืองต้องการไม่มีใครอยากเสียเงินในการเลือกตั้งจำนวนที่สูง เพียงแต่ต้องออกแบบให้เป็นที่ยอมรับในด้านความยุติธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

“สมบัติ” จวก “มีชัย” มโนไปเอง

ขณะที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอที่ กรธ.เสนอให้นำคะแนนของผู้แพ้แต่ละเขตไปคำนวณเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อว่า แนวคิดนี้ กรธ.เพียงโยนหินถามทาง เพราะยังไม่ยอมบอกเรื่องสัดส่วนของ ส.ส.ระหว่างแบบแบ่งเขตกับบัญชีรายชื่อว่าจะมีเท่าไหร่แน่การนำคะแนนของผู้แพ้มาคิดเป็นเก้าอี้ของ ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้าไปนั่งในสภา ไม่รู้จะเอาหลักคิดใดของโลกมาอธิบาย ส่วนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่าจะทำให้คนออกมาใช้สิทธิเลือกผู้แพ้มากขึ้นนั้นแค่มโนไปเอง มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ยิ่งทำให้เกิดการซื้อเสียงง่ายขึ้น ขัดหลักความนิยมของประชาชน เพราะพรรคที่ประชาชนเลือกมากจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อยลง

ฟันธงใช้จริงจะสร้างแต่ปัญหา

นายสมบัติกล่าวอีกว่า เชื่อว่าจะอย่างไรนักการเมืองมีวิธีคิดพิสดารเพื่อให้พรรคตัวเองชนะเลือกตั้งแน่ ยกตัวอย่าง หากเกิดกรณีพรรคใหญ่ต้องการรวบทั้งเก้าอี้ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อในเขตนั้น อาจตั้งพรรคพันธมิตร หรือพรรคนอมินีขึ้นมาโดยให้ผู้สมัครตัวเต็งลงพรรคหลักให้ผู้สมัครรองลงพรรคนอมินี ตอนหาเสียงก็บอกประชาชนเลยว่า ให้เลือกทั้งสองคนเพราะเป็นพรรคพันธมิตรกัน ทำแบบนี้เชื่อว่าจะได้ทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากนั้นไปแบ่งเค้กเก้าอี้ ส.ส.ในสภาอย่างสบายใจ ระบบนี้สร้างแต่ปัญหา ยังไม่เห็นว่ามีประเด็นที่จะนำไปสู่ทิศทางการปฏิรูปการเมืองที่ดีได้อย่างไร เมื่อถามว่า ระบบเลือกตั้งดังกล่าว พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเสียเปรียบ นายสมบัติ ตอบว่า ยังบอกไม่ได้เพราะ กรธ.ยังกั๊กเรื่องสัดส่วนจำนวน ส.ส. ทั้ง 2 ระบบ แต่หาก กรธ.กำหนดสัดส่วนแบบครึ่งต่อครึ่ง เช่น ให้มี ส.ส.ในสภาทั้งหมด 500 คน จาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 250 จาก ส.ส.เขต 250คน แบบนี้ผู้แพ้จะได้เปรียบ มีสิทธิให้เกิดการต่อรองอาจจะได้รัฐบาลที่อ่อนแอมาบริหารประเทศ

สนช.ลงพื้นที่พบประชาชน

เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ศาลากลาง จ.ยโสธร นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 นำคณะ สนช.ลงพื้นที่พบประชาชน มีตัวแทน กรธ. 2 คน ได้แก่ พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ และนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ และนายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมลงพื้นที่รับฟังความเห็นประชาชน ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้แม่น้ำ 5 สาย ลงพื้นที่ทำงานพร้อมกันเพื่อรับฟังความเห็นของประชาชน โดยนายพีระศักดิ์กล่าวให้นโยบายกับผู้แทนส่วนราชการจ.ยโสธรว่า การร่วมลงพื้นที่ของ สนช.-สปท.และ กรธ.เพื่อฟังเสียงสะท้อนปัญหาของจังหวัด หลังจากนี้โครงการ สนช.พบประชาชนจะปรับรูปแบบการทำงานให้ใกล้ชิดแต่ละจังหวัดมากขึ้น โดยจะแบ่งกลุ่มรับผิดชอบเป็น 18 กลุ่มจังหวัด แต่ละกลุ่มประกอบด้วยตัวแทน สนช.-สปท. ตัวแทนสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่พบประชาชนให้สอดคล้องกับนโยบายนายกรัฐมนตรี

ขีดเส้นคลอด รธน. 1 เม.ย.59

นายชาติชาย กล่าวตอนหนึ่งระหว่างประชุมร่วมกับข้าราชการ จ.ยโสธร ในการลงพื้นที่ของแม่น้ำ 5 สายพบประชาชนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นร่างของประชาชน หากรัฐธรรมนูญไม่สะท้อนเจตนารมณ์ทุกฝ่ายไม่เป็นที่ยอมรับจะไม่ผ่านประชามติ เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาจะมาแก้ไขล้มล้างทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเสียเวลา อย่างไรก็ตาม คงไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเขียนได้ตรงใจทุกคน จึงอยากให้มองรัฐธรรมนูญในภาพรวมเพื่อนำพาบ้านเมืองให้มีเสถียรภาพ ดีกว่าจะเลือกมองเฉพาะบางเรื่องที่ไม่ถูกใจ และไม่มีผลประโยชน์กับตัวเองจนนำมาซึ่งการไม่เห็นชอบ ถ้าทำแบบนี้ร่างอย่างไรก็ไม่มีทางผ่าน ทั้งนี้ร่างแรกจะเสร็จประมาณต้นเดือน ม.ค.59 จากนั้นจะส่งให้พรรคการเมือง ประชาชนให้ความเห็น เพื่อให้ กรธ.กลับมาปรับปรุงแก้ไข คาดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 1 เม.ย.59 เพื่อมอบให้รัฐบาล ส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำประชามติต่อไป

ปรับแก้ รธน.ชั่วคราวเดือน พ.ย.

จากนั้น นายพีระศักดิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการประสานงานกับ กรธ.เรื่องการร่างรัฐธรรมนูญว่า เท่าที่ได้คุยกับ กรธ.เห็นว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ลงรายละเอียดมากนัก แต่จะให้รายละเอียดไปอยู่ในกฎหมายลูกและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้นช่วงนี้ สนช.ต้องลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนนำไปเป็นความเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญบ่อยขึ้น ในส่วนของ สนช.อาจพิจารณากฎหมายลูก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติอาจจะเร็วขึ้นจาก 6 เดือน เหลือ 5 เดือน เป็นไปตามที่นายกฯ ต้องการให้ทำงานเร็วขึ้น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 เรื่องการทำประชามตินั้น คิดว่าประธาน กรธ.และประธาน สนช.คงจะพูดคุยกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อให้มีการแก้ไขในประเด็นคะแนนเสียงที่จะใช้ในการทำประชามติ และประเด็นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะดำเนินการอย่างไร คาดว่าในเดือน พ.ย.น่าจะมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว

“สมชัย” ตีกันเพิ่มเก้าอี้ กกต.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า ข้อเสนอ กรธ.ที่จะเพิ่ม กกต.จาก 5 คน เป็น 7-9 คน ตนไม่ติดใจ แต่ถ้าจะให้มี กกต.7-9 คน และระบบการทำงานแบบใหม่ ควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลไม่ควรนำมาใช้กับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 60 ควรให้มีขึ้นหลัง กกต.ชุดปัจจุบันหมดวาระลง เพราะจะเป็นการปรับทัพกลางศึก หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้จะต้องออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งภายในระยะเวลาที่เหลือก่อนการเลือกตั้งจริง 4 เดือน ถ้าต้องมาสรรหา กกต.ใหม่ 45 วันอีก จะเหลือเวลาเตรียมการเลือกตั้งอีกเพียง 2 เดือนครึ่ง การปรับเข้าสู่ระบบใหม่ในเวลาที่จำกัดจะกลายเป็นจุดอ่อนมากกว่าผลดี

รำลึก 9 ปี “ลุงนวมทอง” ต้านปฏิวัติ

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่รวมตัวจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกวันครบรอบ 9 ปีการเสียชีวิตของนายนวมทอง ไพรวัลย์ อดีตคนขับแท็กซี่ที่ต่อต้านการรัฐประหาร ที่แขวนคอตายบนสะพานลอย หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันที่ 31 ต.ค.49 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 05.00 น. วันเดียวกันนี้ที่บริเวณกลางสะพานลอย ปากซอยรามคำแหง 53 ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารไม่ทราบกลุ่ม นำหุ่นจำลองขนาดเท่าคนจริงมาแขวนไว้ พร้อมป้ายผ้าขนาดใหญ่เขียนว่า “นวมทองยังไม่ตาย เผด็จการจงพินาจ ประชาธิปไตยจงเจริญ” มีการโปรยใบปลิวข้อความ ถ้อยคำสุดท้ายที่เจ้าตัวเขียนไว้ก่อนตายว่า “เกิดชาติหน้าฉันใด ขออย่าให้เจอกับการรัฐประหารอีก” ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ และตำรวจชุดสืบสวน สน.หัวหมาก นำกำลังแกะป้ายข้อความและหุ่นจำลองลงมา เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

ทหารคุมเข้มห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

ต่อมาเวลา 06.00 น. ที่สดมภ์อนุสรณ์ นายนวมทอง ไพรวัลย์ ใต้สะพานลอย หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.สุริยา นาคแก้ว ผกก.สน.บางซื่อ ร.อ.พีรพุฒิ แย้มจิตร์ ฝกบ.ร.11พัน. 1 รอ.นำกำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบ จากบก.น.2 สน.บางซื่อ และ ร.11 รอ. กว่าร้อยนาย สนธิกำลังเข้าควบคุมพื้นที่เพื่อป้องกันไม่ให้มีการชุมนุมหรือแสดงสัญลักษณ์ในลักษณะต่อต้าน คสช.โดยเจ้าหน้าที่ตั้งกองอำนวยการส่วนหน้าที่ศาลารอรถประจำทาง เตรียมนำประกาศ คสช.ฉบับที่ 3เรื่อง ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน และ พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ปี 58 มาตรา 6-8 มาติด ก่อนตรวจตราเข้มรอบบริเวณ มีการค้นตัวผู้ที่ต้องสงสัยอย่างละเอียด แม้แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองทหารที่แฝงตัวมาหาข่าวยังถูกทหาร ร.11 รอ.คุมตัวไปตรวจค้น แต่เมื่อทราบจึงรีบปล่อยไปทันที ขณะที่แนวร่วมคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งสวมเสื้อสีดำเริ่มทยอยมารวมตัวกัน และถูกเจ้าหน้าที่ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด

“จตุพร” นำ นปช.วางดอกไม้แดง

กระทั่งเวลาประมาณ 09.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมแกนนำคนสำคัญ อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ นายอารีย์ ไกรนรา นายยศวริศ ชูกล่อม นายเกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ ขออนุญาตเจ้าหน้าที่นำ ช่อดอกไม้สีแดงมาวางที่สดมภ์อนุสรณ์ ซึ่งตำรวจให้เข้าไปวางได้ทีละคน นายจตุพรกล่าวว่า นปช.ถือเป็นภาระหน้าที่ในการคารวะดวงวิญญาณของนายนวมทอง ที่สดมภ์อนุสรณ์แห่งนี้ ที่ นปช.ได้จัดสร้างขึ้น การต่อสู้ของนายนวมทองเป็นอมตะตลอดไปแม้จากไปแต่วีรกรรมยังอยู่ในหัวใจของนักสู้ประชาธิปไตย จากนั้น พ.ต.ท.อำนาจ หาญชนะ รอง ผกก.สน.บางซื่อ เข้าไปขอร้องให้ยุติและเชิญให้รีบกลับทันที

เมียอาลัยหิ้วข้าวมันไก่เซ่นไหว้

จากนั้นเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจอนุญาตให้นางบุญชู ไพรวัลย์ ภรรยานายนวมทองเข้าไปวางดอกไม้ และข้าวมันไก่ของโปรดนายนวมทอง พร้อมนำรูปปั้นหล่อนายนวมทอง ที่ผสมเลือดของคนเสื้อแดงที่รวบรวมในการชุมนุมเมื่อปี 53 มาวางโดยตำรวจขอตรวจข้าวของทุกชิ้น ต้องไม่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง หากเป็นป้ายข้อความจะถูกยึดไว้

มุ่งหน้า บก.ทบ.จี้ปฏิรูปกองทัพ

ต่อจากนั้นเวลา 14.00 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นำโดยนายอานนท์ นำภา ทนายสิทธิมนุษยชน นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาผู้เสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุมปี 53 ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำโดยนายรังสิมันต์ โรม นศ.ป.โท ธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรม “รำลึกนวมทองชนกองทัพ” ชวนมวลชนเดินขบวนไปที่กองทัพบกเสนอแนวทางปฏิรูปกองทัพ โดยมีนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เป็นประธานเปิดงาน ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.1 และสน.ชนะสงคราม อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กลุ่มพลเมืองโต้กลับได้ทำหนังสือขออนุญาตจัดกิจกรรมต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตาม พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ และได้รับการอนุญาตเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นครั้งแรกหลังการรัฐประหารปี 57 ที่อนุญาตให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองเดินขบวนไปที่กองทัพบก ทั้งนี้ รอง ผบก.น.1 ได้ชี้แจงเงื่อนไขและข้อปฏิบัติให้ทั้งผู้ชุมนุมและสื่อได้รับทราบ โดยกำหนดให้เดินบนทางเท้าเท่านั้น ห้ามสวมหน้ากากนายนวมทอง

หักข้อตกลงตะโกนแช่งเผด็จการ

จนถึงเวลา 16.00 น.กลุ่มผู้ชุมนุมราวร้อยคนเศษเคลื่อนขบวนตามเส้นทางที่ตำรวจกำหนดแกนนำถือธูปนำหน้าพร้อมชูป้ายข้อความต่อต้านรัฐประหาร ขณะตำรวจจัดกำลังดูแลให้ตลอดเส้นทาง แต่เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมถึงบริเวณฟุตปาทฝั่งตรงข้ามบก.ทบ.เริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อตำรวจกันพื้นที่ชุมนุมไว้ให้แค่ที่บริเวณฟุตปาทหน้าสนามมวยเวทีราชดำเนิน ตรงข้าม บก.ทบ.แต่กลุ่มมวลชนต้านรัฐประหารไม่ยอม ตัดสินใจหักข้อตกลงกับตำรวจ ข้ามถนนมาชุมนุมที่ฟุตปาทฝั่งติดถนนหน้า บก.ทบ. เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องกระจายเสียงประกาศห้ามและแจ้งให้ทราบว่ามีการทำผิด พ.ร.บ.การชุมนุม แต่ไม่สามารถสกัดมวลชนได้ จากนั้นผู้ชุมนุมเริ่มใช้เครื่องกระจายเสียงอ่านบทกวีเรียกร้องให้ปฏิรูปยึดโยงประชาชนปฏิรูปการศึกษา สร้างความโปร่งใส ปิดท้ายด้วยจุดธูปคนละดอกปักบนต้นกล้วย เพื่อแสดงสัญลักษณ์อธิษฐานจิตส่งถึงนายนวมทอง ร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ตะโกนคำว่า เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ ก่อนสลายตัวเดินเท้ากลับไปทำกิจกรรมต่อที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนได้บันทึกภาพผู้ชุมนุมและแกนนำทั้งหมดไว้ดำเนินคดีภายหลัง

“ปู” โพสต์สดุดีหวังมี ปชต.เร็ววัน

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กภาพจดหมายลาของนายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตาย ประท้วงการรัฐประหาร พร้อมเขียนข้อความว่า “วันนี้เมื่อ 9 ปีที่แล้วคือวันที่ 31 ต.ค. 2549 ซึ่งถือเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของลุงนวมทอง ขอยกย่องในจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของคุณลุง ที่เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อเรียกร้องหาประชาธิปไตย ก็หวังว่าดวงวิญญาณคุณลุงจะได้เห็นประชาธิปไตยของไทยกลับมาในเร็ววันนะคะ”

“บิ๊กตู่” พอใจเคลื่อนไหวในกรอบ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แสดงความพอใจต่อการร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งเจ้าหน้าที่และผู้มาร่วมงานรำลึกถึงนายนวมทอง ไพรวัลย์ อย่างเรียบร้อยภายใต้กฎหมาย ส่วนกระแสข่าวการรวมตัวของกลุ่มคนเพื่อทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นในวันที่ 1 พ.ย.หรือวันไหน รัฐบาลและ คสช.ยังคงยึดหลักการต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย ไม่ทำลายบรรยากาศความปรองดอง การแสดงออกที่เสมือนต่อต้านกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลและ คสช.ไม่อาจยอมรับได้ โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ที่ยังคงมีคดีติดตัว ขณะนี้สถานการณ์โดยรวมของประเทศอยู่ในแนวทางที่วางไว้ตามโรดแม็ป ภาพลักษณ์ของไทยได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกอย่างดี ทุกประเทศเข้าใจความมุ่งมั่นของรัฐบาลและ คสช.ที่ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหา อยากขอทุกภาคส่วนร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศร่วมกันต่อไป

เชื่อนัดใส่เสื้อแดงมีแฝงนัย

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกและโฆษกคสช. กล่าวถึงกรณีที่จะมีการนัดใส่เสื้อแดงในวันที่ 1 พ.ย.เพื่อให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ในส่วนงานโฆษก คสช.ยังไม่ได้รับข้อมูลว่ามีสั่งการเฉพาะใดๆ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงยังคงพยายามปฏิบัติดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยมากที่สุดในงานทุกๆด้านโดยเฉพาะการป้องกันหลีกเลี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดเงื่อนไขใหม่จนส่งผลทำให้สังคมเกิดความไม่เรียบร้อย หลายคนให้ความเห็นว่าการจะใส่เสื้อสีอะไรคงแสดงถึงการให้กำลังใจได้อยู่ดีเพราะวัตถุประสงค์คือการให้กำลังใจ ไม่ใช่วาระในเรื่องของการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของสีเสื้อแต่อย่างใด จึงเป็นไปได้สูงครั้งนี้อาจทำให้หลายคนมองว่าอาจจะมีนัยอื่นๆแฝงผสมเข้ามาด้วยได้หรือไม่ แต่คงเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่จะพิจารณาเพราะการแสดงออกใดๆยังคงต้องระมัดระวังคำนึงถึงความเหมาะสมของช่วงเวลาและผลกระทบในเชิงความรู้สึกในแง่มุมต่างๆของบุคคลอื่นและส่วนรวม ที่ผ่านมาหลายกลุ่มเข้าใจและให้ความร่วมมือกับ คสช.เป็นอย่างดี

ตำรวจเฝ้าจับตากลุ่มแกนนำ

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษก ตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจัดเตรียมแผนไว้รองรับแล้วเบื้องต้นยังไม่พบการเคลื่อนไหว อยู่ระหว่างจับตากลุ่มแกนนำเป็นพิเศษ สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ต่างๆลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชน การสวมเสื้อไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม ย่อมทำได้ เป็นสิทธิของประชาชน แต่ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย ฝากถึงประชาชน ขอให้ใช้วิจารณญาณให้รอบคอบเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของผู้ที่ไม่หวังดีอยากให้คนไทยรักกัน ปรองดอง มีน้ำใจต่อกัน ช่วยกันขับเคลื่อนบ้านเมืองให้เดินหน้า

ใช้ ม.44 คุ้มครองผู้บริหารสต๊อกข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2558 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการข้าวคงเหลือในการดูแลรักษาของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิด ตามที่มีการดําเนินการตามโครงการรับจํานําข้าวเปลือกของรัฐบาลในอดีตตั้งแต่ปีการผลิต 2548/2549 จนถึงปีการผลิต 2556/2557 อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.มีคําสั่งให้บุคคล คณะบุคคล คณะทํางาน คณะกรรมการ หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายจากหัวหน้า คสช. คสช.รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวให้ดําเนินการบริหารจัดการข้าวที่อยู่ในการดูแลรักษาของรัฐตามโครงการรับจํานําข้าวเปลือกของรัฐตั้งแต่ปีการผลิต 2548/2549 จนถึงปีการผลิต 2556/2557 ซึ่งได้ดําเนินการมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 หรือภายหลังจากนั้น ยังคงมีอํานาจหน้าที่ดําเนินการดังกล่าวต่อไปเช่นเดิม ในกรณีที่บุคคลดําเนินการตามอํานาจหน้าที่และได้กระทําโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางวินัย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้