วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศพ'อู๊ด' ตั้งระยอง บ้านเกิด

ศพ'อู๊ด' ตั้งระยอง บ้านเกิด

  • Share:

พี่-น้องพร้อมคนรู้จัก เดินทางมารับศพ “เสี่ยอู๊ด” อดีตนักสร้างพระชื่อดังออกจาก รพ.ที่พิษณุโลก นำศพใส่โลงขึ้นรถตู้กลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านเกิดใน จ.ระยอง น้องชายเผยก่อนตายยังเล่นไลน์คุยกัน จู่ๆเงียบหายไปเฉยๆไม่คิดว่าจะเสียชีวิต ยันเสี่ยอู๊ดไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่ป่วยเป็นโรคเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ความดัน และเบาหวาน ขณะที่คนสนิทวอนสังคมมองเห็นความดีของเสี่ยอู๊ดบ้าง ระบุเป็นผู้หาเงินมามอบเป็นทุนการศึกษาให้เด็กๆจนจบปริญญาตรีไปแล้วหลายคน เชื่อเสี่ยอู๊ดไม่ได้กินยานอนหลับฆ่าตัวตาย แต่หยุดกินยารักษาโรคประจำตัวจนทำให้สิ้นใจ

กรณีพบศพนายสิทธิกร บุญฉิม หรือเสี่ยอู๊ด อายุ 44 ปี อดีตนักสร้างพระชื่อดัง เสียชีวิตภายในห้อง 209 ชั้น 2 โรงแรมบ้านสังข์ทอง เลขที่ 319 ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก โดยพบศพเมื่อวันที่ 30 ต.ค. แพทย์สันนิษฐานเสียชีวิตมาแล้ว 2 วัน เนื่องจากสภาพศพขึ้นอืด และยังพบเอกสารสั่งเสียที่เขียนด้วยลายมือของผู้ตายอยู่ในห้องพักดังกล่าว รวมทั้งแผงยาในกลุ่มออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ใช้สำหรับรักษาอาการวิตกกังวล และช่วยให้นอนหลับ ถูกแกะกินไปแล้ว 10 แผง แผงละ 10 เม็ด และเหลือยาอยู่เพียง 10 แผง เบื้องต้นคาดว่านายสิทธิกรกินยาดังกล่าวเพื่อฆ่าตัวตาย

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 31 ต.ค. นายธวัชชัย บุญฉิม อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79 หมู่ 5 ต.สำนักท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง น้องชายของนายสิทธิกร พร้อมด้วยญาติๆเดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.อำนาจ อ่อนปาน พนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อติดต่อรับศพนายสิทธิกรกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านเกิด โดยนายธวัชชัยนำหลักฐานจดหมายการสั่งเสียที่เขียนด้วยลายมือของนายสิทธิกร มาแสดงต่อพนักงานสอบสวน มีใจความว่า “ข้าพเจ้า นายสิทธิกร บุญฉิม ได้ทำบันทึกว่า หากเสียชีวิต ณ ที่จังหวัดใด ขอให้ทำการเผาศพ ณ จังหวัดนั้นในทันที ห้าม 3 ข้อ 1.ห้ามนำศพกลับบ้านเกิดเด็ดขาด 2.ห้ามจัดงานศพเด็ดขาด 3.ห้ามเก็บอัฐิไว้เด็ดขาด หากใครไม่ทำตามบันทึกนี้ ถือว่ามีเจตนาร้ายต่อข้าพเจ้า” พร้อมลงลายมือชื่อไว้เมื่อวันที่ 11 ต.ค.2558 และหมายเหตุไว้ว่า “ถ้ามีเงินรายได้จากการจัดงานศพของข้าพเจ้า ขอมอบให้นายธวัชชัย บุญฉิม จัดการ”

นายธวัชชัยกล่าวว่า จดหมายที่นำมาเพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับลายมือของนายสิทธิกรที่เขียนบันทึกใส่กระดาษขนาด A4 ทิ้งไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุ และไม่ได้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิตของพี่ชายในครั้งนี้ ส่วนเรื่องอาการป่วยของนายสิทธิกรนั้น ยืนยันว่าพี่ชายไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง แต่ป่วยเป็นโรคเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ โรคความดัน โรคเบาหวาน และไปรักษาตัวที่ศูนย์รักษาโรคมะเร็งลพบุรี อีกทั้งนายสิทธิกรมีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง นับตั้งแต่ออกจากเรือนจำมา จะเดินทางไปหลายแห่ง แต่ยังคุยกับตนตลอด ก่อนเสียชีวิตยังเล่นไลน์คุยกันจนหยุดไปเฉยๆ โดยตนไม่ทราบว่าพี่ชายเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 27 ต.ค. เมื่อทราบข่าวรีบเดินทางมารับศพพร้อมกับพี่ชายคนโต ซึ่งรออยู่ที่อาคารเก็บศพโรงพยาบาลพุทธชินราช และจะนำศพนายสิทธิกร ไปที่วัดสุวรรณรังสรรค์ หรือวัดยายร้า ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง วัดบ้านเกิดที่นายสิทธิกรทำบุญวัดนี้ไว้มาก และเป็นที่เก็บอัฐิของพ่อแม่นายสิทธิกรด้วย

ด้านนายเชาวลิต บุญฉิม อายุ 50 ปี พี่ชายคนโตของเสี่ยอู๊ด ที่ยังอยู่ในอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวน้องชายเสียชีวิตที่ จ.พิษณุโลก รีบเดินทางมาทันทีตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 30 ต.ค. นายสิทธิกรเป็นน้องชายคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 5 คน ได้เห็นสภาพศพของน้องแล้วรับไม่ได้ ที่ผ่านมานายสิทธิกรห่างเหินกับพี่น้องไปนาน แต่ในฐานะพี่ชายคนโตยืนยันว่าจะนำร่างน้องชายกลับไปที่บ้านเกิด ส่วนจะดำเนินการพิธีศพอย่างไรจะปรึกษาญาติก่อน แต่ต้องบำเพ็ญกุศลตามประเพณี จากนั้นพี่ชายและน้องชายได้ช่วยกันประกอบพิธีนำศพนายสิทธิกรใส่โลงศพที่เตรียมมา ก่อนนำโลงศพขึ้นรถตู้ของสมาคมกู้ภัยข่าวภาพ ออกเดินทางจากโรงพยาบาลพุทธชินราช เมื่อเวลา 12.00 น. และคาดว่าจะไปถึง จ.ระยอง ในช่วงค่ำวันเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากพี่ชายคนโตและน้องชายที่เดินทางมารับศพนายสิทธิกรแล้ว ยังมีนางดารุณ คงทรัตน์ หรืออาจารย์ตุ๊กแก หัวหน้างานแนะแนวโรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา และบุตรชายคือ นายเปียโน คงทรัตน์ อายุ 24 ปี เดินทางมาร่วมรับศพเสี่ยอู๊ดด้วย

นางดารุณเปิดเผยว่า รู้จักมักคุ้นกับนายสิทธิกรเป็นอย่างดี เคยทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2546 หลังพบกันในงานทอดกฐินที่วัดยายร้า อ.บ้างฉาง จ.ระยอง จากนั้นนายสิทธิกรได้จัดงานเยาวชนสร้างสรรค์ต้านยาเสพติด จัดกิจกรรมวอร์กแรลลี่ และมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน ร.ร.บ้านฉางกาญจนกุลวิทยา ในระยะยาว ตั้งแต่ระดับ ม.ต้น ไปจนถึงมหาวิทยาลัย จำนวน 57 ทุน และยังทำมาอย่างต่อเนื่องแม้ขณะติดคุก อีกทั้งยังมอบทุนให้นักเรียนเรียนดีประพฤติดีระดับ ม.ต้น ทุนละ 18,000 บาทต่อปี และระดับมหาวิทยาลัยทุนละ 48,000 บาทต่อปี มีนักเรียนที่บ้านฉางจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากทุนของนายสิทธิกรไปแล้วหลายราย

“เด็กๆนักเรียนที่นี่จะเรียกนายสิทธิกรว่าคุณครูไม้บรรทัด, พี่ชายที่แสนดี, ผู้ใหญ่ใจดี, เทวดาของน้องๆ เพราะเมื่อนายสิทธิกรมาร่วมมอบทุนจะมอบไม้บรรทัดให้เด็กๆ โดยเขียนแง่คิดติดลงบนไม้บรรทัดด้วย นอกเหนือจากการบริจาคเงินสร้างศาสนสถานที่วัดยายร้า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่นายสิทธิกรทำมาอย่างสม่ำเสมอ อยากให้สังคมมองด้านความดีของนายสิทธิกรบ้าง เพราะเขาบริจาคเงินเพื่อการกุศลจำนวนมาก เมื่อครั้งต้องโทษมีสะดุดการมอบทุนไปบ้างระยะหนึ่ง แต่ภายหลังก็หาเงินมาเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กๆเช่นเดิม” นางดารุณกล่าว

ขณะที่ นายเปียโน คงทรัตน์ บุตรชายของนางดารุณที่สนิทกับนายสิทธิกร เปิดเผยว่า ปกติคุยโทรศัพท์และคุยไลน์กับนายสิทธิกรเป็นประจำ ครั้งสุดท้ายคุยไลน์กันเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา นายสิทธิกรไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง ที่พบถุงยาเป็นถุงยาของศูนย์มะเร็ง รพ.ลพบุรี ที่นายสิทธิกรบริจาคเงินให้ด้วย จริงๆแล้วนายสิทธิกรป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ โรคความดัน น้ำตาลในเลือดสูง และเบาหวาน ตนขายประกันชีวิตของบริษัทแห่งหนึ่ง เคยสอบถามข้อมูลแล้วปรากฏว่านายสิทธิกรทำประกันไม่ได้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายสิทธิกรหยุดกินยาที่รักษาโรคประจำตัว จนต้องกลับเข้านอนรักษาตัวในโรงพยาบาลมาแล้ว และนายสิทธิกรยังบอกกับตนว่าจะหยุดกินยา ส่วนตัวไม่เชื่อว่านายสิทธิกรจะกินยาฆ่าตัวตาย น่าจะเลือกที่หยุดกินยารักษาโรคประจำตัวจนเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตมากกว่า

ต่อมาเมื่อเวลา 19.15 น. นายเชาวลิต บุญฉิม และนายธวัชชัย บุญฉิม พี่ชายและน้องชาย นำศพนายสิทธิกร บุญฉิม เดินทางจาก จ.พิษณุโลก มาถึงที่วัดสุวรรณรังสรรค์ (วัดยายร้า) ต.สำนักท้อน อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยมีญาติและประชาชนหลายสิบคนมารอรับศพด้วยความเศร้าโศก

นายยศกร สุขเจริญ น้าเขยและคนสนิทของนายสิทธิกร เปิดเผยว่า ผู้ตายมีพี่น้อง 5 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 1 คน ผู้ตายเป็นคนที่ 3 ตนและญาติปรึกษากันแล้วว่าจะไม่ทำตามที่ผู้ตายสั่งเสียไว้ไม่ให้ทำศพ คิดว่าจะบำเพ็ญกุศลไม่ต่ำกว่า 5 วัน ต้องคุยกับญาติอีกครั้งก่อน ส่วนสาเหตุที่ผู้ตายสั่งเสียไว้เช่นนั้น น่าจะมาจากเกิดความน้อยอกน้อยใจที่ทำดีไม่ได้ดี ก่อนจะเสียชีวิต 3 วัน ผู้ตายมาหาน้าสาวที่บ้านบอกว่าจะตายแล้วนะ ถ้าตายที่ไหนให้เผาที่นั่นไม่ต้องเอาศพกลับมา น้าสาวยังคิดว่าพูดไปเพราะความเครียด ตนเชื่อว่าผู้ตายยังมีสมบัติอีกมากแต่ไม่มีใครรู้ ก่อนตายนายสิทธิกรเคยบอกเสียใจมากอยู่เรื่องหนึ่งคือไม่ได้ให้อะไรกับพี่น้องเลย แม้แต่ที่ดินก็ยกให้วัดไปหมดแล้ว

ขณะที่นายสุรินทร์ เปาอินทร์ อดีต ส.จ.เขต อ.บ้านฉาง 1 ในคนใกล้ชิดนายสิทธิกรกล่าวว่า เวลาผู้ตายกลับมาบ้าน จะมาหาตนทุกครั้ง ผู้ตายเป็นคนดีเหนือคนธรรมดา ตนจะเป็นเจ้าภาพจัดงานศพให้เอง คนในพื้นที่รักผู้ตายมากเพราะสร้างสาธารณประโยชน์ให้กับสังคมมากมาย พอข่าวแพร่กระจายไป มีประชาชนแจ้งความประสงค์ว่าจะมาเป็นเจ้าภาพงานศพกันหลายรายแล้ว

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้