วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ใหญ่แค่ไหนก็ติดคุก! รวมคดีคนดังวิ่งหนีกฎหมายไม่พ้น

ใหญ่แค่ไหนก็ติดคุก! รวมคดีคนดังวิ่งหนีกฎหมายไม่พ้น

  • Share:

แม้จะเป็นคนดัง มากทรัพย์ รวยอำนาจบารมี ก็ใช่ว่าจะสามารถหลบเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมไปได้ ในอดีตมีคนดังในสังคมกี่คนแล้ว ที่ถูกลงโทษไปตามตัวบทกฎหมาย วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะไล่เรียงว่ามีใครบ้าง...

“หมูแฮม” ไฮโซดัง คอตกนอนคุก

หลังจากขึ้นศาลต่อสู้คดีกันอย่างยาวนาน และแล้วบทสรุปก็มาถึงเมื่อวันที่ 18 ก.ย.58 ศาลจังหวัดพระโขนง ถนนสรรพาวุธ ห้องพิจารณา 29 อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 7 (พระโขนง) นายมาโนจน์ โตจวง น.ส.สังวาล สีหะวงษ์ น.ส.สุชีรา อินทร์สุวรรณ์ และนางทองดำ หลวงแสง ผู้บาดเจ็บ ทั้งคู่เป็นบุตรและมารดาของนางสายชล หลวงแสง พนักงานการเงิน ขสมก.ผู้ตาย ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือหมูแฮม อายุ 27 ปี บุตรชายนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และทำร้ายร่างกายผู้อื่นทำให้ได้รับอันตรายแก่กาย

กัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์

ทั้งนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.50 เวลา 22.50 น. จำเลยใช้ก้อนหินทุบใบหน้านายสถาพร อรุณศิริ พนักงานขับรถโดยสารปรับอากาศ สาย 513 วิ่งระหว่างสำโรง-รังสิต ได้รับบาดเจ็บ และขับรถเบนซ์ ทะเบียน ศศ 6699 กรุงเทพมหานคร พุ่งชน ผู้โดยสารยืนอยู่บนทางเท้า ทำให้ นางสายชล หลวงแสง พนักงานการเงิน ขสมก. เสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจร ปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.

30 ม.ค.52 ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำคุก ฐานฆ่าผู้อื่น 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น 1 เดือน ริบรถยนต์ของกลาง พร้อมทั้งให้นายกัณฑ์พิทักษ์ชดใช้ให้กับผู้เสียหาย รวมเกือบ 3.2 ล้านบาท ต่อมา วันที่ 5 มี.ค.56 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง ให้จำคุก 3 ปี แต่เมื่อได้บรรเทาผลร้าย ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจนเป็นที่พอใจ ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญากับจำเลยต่อไป ศาลอุทธรณ์เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม จำคุกจำเลย 2 ปี และเมื่อรวมโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยไปรักษาความบกพร่องทางจิตเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนด โดยให้รายงานผลการรักษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้งตลอดระยะเวลาของการรอลงอาญา ต่อมาอัยการโจทก์และนางสุชีรา โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้เข้ารักษาอาการต่อเนื่องที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ แพทย์วินิจฉัยว่า จำเลยมีภาวะอารมณ์แปรปรวน การกระทำที่ฆ่าผู้อื่นเกิดจากความบกพร่องทางจิต ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่น่าจะรู้ผิดชอบ นอกจากนี้ ศาลพิเคราะห์ด้วยว่า พฤติการณ์มีความร้ายแรง แต่การที่บิดาของนายหมูแฮม ยังยอมให้จำเลยขับรถ ศาลพิเคราะห์ถึงสภาวะแวดล้อม อายุ ประวัติ ความประพฤติ ภาวะแห่งจิต และสิ่งแวดล้อมของจำเลยแล้ว ไม่เป็นการสมควรที่รอการลงโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของอัยการโจทก์ และ น.ส.สุชีรา โจทก์ร่วมที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน จึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ให้ยกเลิกการคุมประพฤติ

ปิดตำนานคดีโคตรโกงเลือกตั้ง เอ๋ ชนม์สวัสดิ์​ นอนคุก 1 ปี 6 เดือน

หลังจากเจอประกาศิต คสช. สั่งพักงานในตำแหน่งนายก อบจ.สมุทรปราการ ตามคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2558 วันที่ 25 มิ.ย.58 จากกรณีความไม่โปร่งใสในการเบิกจ่ายงบประมาณในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ

เวลาต่อมา 4 ส.ค.58 ที่ห้องพิจารณาคดี 7 ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดำเลขที่ อ.10182/2545 คดีแดง อ.3579/2549 ที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายก อบจ.สมุทรปราการเป็นจำเลยที่ 1 และนายปิติชาติ ไตรสุรัตน์ อดีตรองนายก อบจ.สมุทรปราการ เป็นจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นเหตุให้การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยเรียบร้อยบริสุทธิ์และยุติธรรมตามกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่า ‘คดีโคตรโกงเลือกตั้ง’

ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม

ย้อนความ ปฐมบทคดีโคตรโกง

เหตุนี้เริ่มต้นขึ้นจากนักข่าวทีวีช่องหนึ่ง ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 2 พ.ค.2542 ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มปากน้ำ 2000 ของนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม บุตรชายนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย และกลุ่มเมืองสมุทร ของนายประสันต์ ศีลพิพัฒน์ ระหว่างนั้น ช่างภาพทีวีที่มาสังเกตการณ์ทำข่าวสามารถจับภาพชายลึกลับกำลังนำบัตรเลือกตั้งผีมาใส่หีบบัตร จากภาพดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคำว่า “โคตรโกงเลือกตั้ง” ซึ่งหลังเกิดเหตุ นายประสันต์ ศีลพิพัฒน์ ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรปราการ ว่า การเลือกตั้งมีการทุจริต และเมื่อวันที่ 24 ต.ค.2545 อัยการจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยื่นฟ้อง นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม หัวหน้ากลุ่มปากน้ำ 2000 และนายปิติชาติ ไตรสุรัตน์ ปลัดเทศบาลนครสมุทรปราการ ในสมัยนั้น

กลับสู่วันที่ 4 ส.ค.58. ศาลฎีกานัดชี้ชะตา นับว่าเป็นการนัดหมายในชั้นศาลฎีกาครั้งที่ 6 หลังจากขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษามาแล้วหลายครั้ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-2 พ.ค.2542 นายชนม์สวัสดิ์ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการ นายกเทศมนตรีนครสมุทรปราการ ส่วนนายปิติชาติ ทำหน้าที่รองนายกฯ ในสมัยนั้น ทั้งสองทำหน้าที่พนักงานตามกฎหมาย ร่วมกันปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นเหตุให้การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยเรียบร้อย บริสุทธิ์ และยุติธรรมตามกระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก นายชนม์สวัสดิ์ 4 ปี ซึ่งเป็นบทลงโทษหนักที่สุด ฐานทำผิดประมวลกฎหมายอาญาพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกเทศบาล พ.ศ.2482 มีเจตนาเพียงอย่างเดียวคือไม่จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตย นายปิติชาติ ถูกสั่งจำคุก 6 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของทั้งสองมีกำหนดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และยื่นอุทธรณ์

ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำคุกนายชนม์สวัสดิ์ มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และจำคุกนายปิติชาติ มีกำหนด 3 ปี และวันที่ 4 ส.ค.58 ศาลฎีกาได้ตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองไปขังที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ โดยมีคนสนิทมาจับกลุ่มพูดคุยกันที่หน้าเรือนจำ โดยไม่ให้เข้าเยี่ยมแต่อย่างใด

คดีแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้มิชอบ

เซ่นคดีปล่อยกู้หมื่นล้าน! 2 บิ๊ก ธ.กรุงไทยอ่วม คุก 18 ปี

อีก 1 คดีที่ลือลั่นในปีนี้ คือคดีที่ศาลฎีกานักการเมืองสั่งจำคุก นายสุชาย เชาว์วิศิษฐ นายวิโรจน์ นวลแข อดีตบิ๊กแบงก์กรุงไทย พร้อมพวกรวม 4 คน คนละ 18 ปี พนักงานแบงก์โดนด้วยคนละ 12 ปี พร้อมให้ชดใช้อ่วม รวมกว่าหมื่นล้านบาท ยกฟ้อง 2 คน ส่วนจำเลยที่ 1 คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีคดี ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว

คดีนี้มีสาเหตุจากการที่แบงก์กรุงไทย ได้ปล่อยเงินกู้ให้กลุ่มกฤษดานครฯ โดยมิชอบ อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ 1. อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทอาร์เคโปรเฟสชั่นนัล จำกัด 500 ล้านบาท 2. อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด 9,900 ล้านบาท และ 3. อนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด 1,185,735,380 บาท ถือว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์ ร่วมกันหรือสนับสนุนการกระทำความผิดกรณีธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ เป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ประโยชน์ส่วนตนกับพวก

ตำรวจใหญ่ นักการเมืองดัง พาเหรดนอนคุก

คดีใหญ่ที่เป็นที่กล่าวขวัญ คนระดับนายพลต้องติดคุก คือคดีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. ในข้อหาฉกรรจ์ตาม ป.อาญา มาตรา 112 หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ พ่วงท้ายด้วยข้อหาเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อีกทั้ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ขณะที่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร โดนคดีบุกรุก ยึดถือ ครอบครอง ทำลาย ตลิ่งลำน้ำลำตะคอง โดยก่อสร้างเลียนแบบธรรมชาติ โดยศาลฎีกา สั่งจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากเห็นว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์ มียศเป็นถึง พลตำรวจตรี จึงมีความรู้เรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี

ส่วน เสด็จพี่ หรือ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ก็นอนคุกเช่นกัน เหตุให้ข่าวหมิ่น นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าไปพบตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างคดียุบพรรค ซึ่งไม่มีมูลความจริง และศาลฎีกาตัดสินยืนจำคุก 1 ปี นายพร้อมพงศ์ พร้อมกับ นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 โดยไม่รอลงอาญา

เพื่อนอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่มีชะตาไม่ต่างกัน คือ ร.ต.ท.เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ อดีต รมช.ศึกษาธิการ และอดีต ส.ส.เพื่อไทย ซึ่งถูกศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีฉ้อโกงประชาชน กรณีที่ดำเนินการจัดสร้างองค์จตุคามรามเทพ เมื่อปี 2550 โดยอ้างกับประชาชนว่าวัตถุมงคลดังกล่าวผ่านพิธีปลุกเสกที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) และศาลหลักเมือง นอกจากนี้ ยังมีอีก 1 คดี ที่รออยู่ในปีหน้า คือ คดีฉ้อโกงปูนซีเมนต์ มูลค่า 11 ล้านบาท ซึ่งนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก 4 มีนาคม 2559

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับคดีรับจำนำข้าว

2 คดีดัง ต้องรอลุ้นระทึกปีหน้า

ในปีหน้าฟ้าใหม่ ปี พ.ศ. 2559 ยังมีคดีความที่น่าติดตามอีก 2 คดี ได้แก่ คดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีละเลยไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนสร้างความเสียหายกว่า 5 แสนล้าน ซึ่งในเบื้องต้น ได้มีการตรวจพยานไปแล้ว ทั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อนุญาตให้ฝ่ายโจทก์ นำพยานเข้าไต่สวน 14 ปาก รวม 5 นัด ด้านจำเลยอนุญาตให้นำพยานเข้าไต่สวนได้ 43 ปาก รวม 16 นัด โดยเริ่มไต่สวนพยานโจทก์ปากแรก วันที่ 15 ม.ค.59 ส่วนฝ่ายจำเลยศาลนัดไต่สวนปากแรก วันที่ 1 เม.ย.59

นายชูวิทย์ ลุ้นคดีรื้อบาร์เบียร์

ส่วนอีกคดีคือ คดีรื้อบาร์เบียร์ ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หลังในชั้นศาลฎีกา ขอเปลี่ยนคำให้การเดิมจากปฏิเสธเป็นรับสารภาพ หลังออกจากศาล นายชูวิทย์ เผยว่า หลังจากใคร่ครวญเรื่องนี้แล้ว พบว่าการพูดความจริงทำให้รู้สึกปลดปล่อยมากสุด หลังต่อสู้มา 12 ปี สิ่งที่ทำไปจากการเป็นนักธุรกิจ ทำให้รู้สึกอึดอัด ที่รับสารภาพยอมรับผิดและอยากให้ประชาชนพิจารณาว่าการทำอะไรก็ไม่เท่ากับการพูดความจริง หลังตรึกตรองมา 2 วัน จึงยื่นคำร้อง ทำให้เหมือนยกภูเขาออกจากอก ถึงตนจะโกหกพ่อ แม่ ภรรยาได้ แต่ไม่สามารถโกหกตัวเองได้ หวังว่าประชาชนจะเข้าใจและให้โอกาส ส่วนค่าเสียหายชดใช้ไปแล้วร่วม 100 ล้านบาท หลังจากนี้ไม่ได้เตรียมตัวอะไร ต้องการเพียงขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ส่วนที่ดินแปลงปัญหาซื้อมา 500 ล้านบาทจากธนาคารที่รับปากจะดำเนินการให้ แต่ด้วยความเป็นนักธุรกิจและความโง่เขลาเบาปัญญาจึงบีบคั้นให้ทำลงไป

นอกจากนี้ ยังมีเหล่าดารา เซเลบฯ คนดัง ในวงการบันเทิง ที่จะต้องจ่อคิวเสี่ยงติดคุกติดตะราง กรณีโพสต์ภาพคู่กับเหล้า ที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบ ซึ่งมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกที่มีการส่งเสริมการตลาด ประกอบด้วย 1. วีเจวุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ 2. หญิงแย้-นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือหญิงแย้ 3. ดีเจเพชรจ้า-วิเชียร กุศลมโนมัยวิเชียร 4. ดีเจภูมิ-ภูมิใจ ตั้งสง่า 5. วีเจจ๋า-ณัฐฐาวีรนุช ทองมี
6. เนย เนโกะจัมพ์-วรัฐฐา อิมราพร 7. แจม เนโกะจัมพ์-ชรัฐฐา อิมราพร ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้มีรายชื่อในกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ประกอบด้วย 1. โดม-ปกรณ์ ลัม 2. เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา 3. นิวเคลียร์-หรรษา จึงวิวัฒนวงศ์ 4. มายด์-นภศศิ สุรวรรณ 5. ป้อง-ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ 6. เวย์ ไทยเทเนียม - ปริญญา อินทชัย 7. แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม 8. วงบูมบูมแคช ทั้งนี้ ผลการสอบสวนจะเป็นอย่างไร จะตายเดี่ยวหรือตายหมู่ก็คาดว่าน่าจะได้เห็นกันในเร็วๆ นี้.

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้