ข่าว

วิดีโอ

เช็กความพร้อม! ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ 3,831 โรง ดีเดย์ 2 พ.ย. นี้

ภายหลังจากที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบาย "การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class More Knowledge" โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เด็กเครียดจนเกินไป ซึ่งจะเริ่มต้นนำร่องก่อน 3,831 โรงเรียน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558

นโยบาย 'ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้' หรือที่หลายคนเรียกกันว่า 'เลิกเรียนบ่ายสอง' นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่เลิกเรียนและกลับบ้านในเวลาบ่ายสอง แต่นโยบายนี้จะเป็นการปรับการเรียนการสอน โดยหลังช่วงเวลาบ่ายสอง ทางโรงเรียนจะมีการจัดกิจกรรมตามความสนใจของเด็ก เพื่อพัฒนาความรู้ในด้านต่างๆ ที่เด็กสนใจ

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปทำความเข้าใจกับหลักสูตรดังกล่าว พร้อมๆ กับสอบถามไปยังโรงเรียนและเด็กนักเรียนว่ามีความพร้อมแค่ไหนกับหลักสูตรนี้

เจาะหลักสูตร Head-Heart-Hand

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง แต่ต้องไม่กระทบเนื้อหาหลักที่เด็กควรเรียนรู้ ซึ่ง 8 กลุ่มสาระจะยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง และหลังจากบ่ายสองจะให้เด็กมุ่งเน้นการฝึกปฏิบัติมากขึ้น รู้จักการคิดวิเคราะห์ฝึกสมอง ตามหลัก Head-Heart-Hand โดยมีรูปแบบกิจกรรม แบ่งเป็น 4 หมวด 16 กลุ่ม ดังนี้

1.กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมบังคับตามหลักสูตร) ประกอบด้วย 3 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมแนะแนว, กิจกรรมนักเรียน, กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

2.กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กรู้จักฝึกสมองการคิดแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี หรือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้จากในห้องเรียน ประกอบด้วย 5 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ พัฒนาความสามารถด้านการสื่อสาร, พัฒนาความสามารถด้านการคิดและการพัฒนากรอบความคิดแบบเปิดกว้าง, พัฒนาความสามารถด้านการแก้ปัญหา, พัฒนาความสามารถด้านการใช้เทคโนโลยี, พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น สนุกกับภาษาไทย นิทานหรรษา หุ่นยนต์วิเศษ ศิลปะสร้างสรรค์ การสร้างงานด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

3.กิจกรรมสร้างเสริมคุณลักษณะและค่านิยม เพื่อปลูกฝังค่านิยมจิตสำนึกในการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ ปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกการทำประโยชน์ต่อสังคม, ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์, ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม, ปลูกฝังความรักความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และหวงแหนสมบัติของชาติ เช่น นักอนุรักษ์น้อย ตามรอยพ่อ ลูกเสือเนตรนารี บำเพ็ญประโยชน์ ภูมิใจในบ้านเกิด สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

4.กิจกรรมสร้างเสริมทักษะการทำงาน การดำรงชีพ และทักษะชีวิต เพื่อให้เด็กได้ฝึกอาชีพในระยะสั้น เพิ่มทักษะทางอาชีพ รวมถึงพัฒนาความสามารถด้านการใช้ชีวิต ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจ ความถนัด และความต้องการของแต่ละคน ประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ ตอบสนองความสนใจความถนัด ความต้องการของผู้เรียน, ฝึกการทำงาน ทักษะทางอาชีพ ทรัพย์สินทางปัญญา, อยู่อย่างพอเพียง มีวินัยทางการเงิน พัฒนาความสามารถด้านการใช้ทักษะชีวิต, สร้างเสริมสมรรถนะทางกาย

สำหรับวิธีการวัดผลเด็กนั้น รมว.ศึกษาธิการ กำหนดเป็นเบื้องต้นว่า จะประเมินด้านวิชาการ และการประเมินความสุขของนักเรียน ผู้ปกครอง และครู

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทั้งหมดจะทำให้เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้ง 3 ด้าน คือ ทักษะด้านความคิดวิเคราะห์จากการปฏิบัติ เด็กจะได้เป็นคนมีจิตใจดีงาม มีจิตสำนึกจากการทำกิจกรรม ได้สัมผัสอาชีพหรือกิจกรรมกีฬาและจะรู้ว่ามีความชอบและความถนัดแบบไหน ที่สำคัญที่สุดคือ เด็กจะไม่เครียด และมีความสุขในสิ่งที่อยากจะทำ เรียนท่ามกลางความชอบและความสุข

เช็กความพร้อม โรงเรียนนำร่อง ดีเดย์ 2 พ.ย. นี้!

ทาง สพฐ. ได้ขอความร่วมมือจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีโรงเรียน 3,831 โรง เข้าร่วมนำร่องในภาคเรียนที่ 2 นี้ ได้แก่ โรงเรียนสังกัด สพป. จำนวน 3,437 โรง โรงเรียนสังกัด สพม. จำนวน 384 โรง โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 10 โรง 

หลังจากเริ่มนำร่องโครงการดังกล่าวใน 3,831 โรงเรียนแล้วนั้น จะมีการประเมินรายเดือนไปเรื่อยๆ ว่า มีปัญหาอะไรบ้าง วุ่นวายมากแค่ไหน จัดกิจกรรมยากหรือไม่ และในช่วงเดือนเมษายน จะมีการประเมินดูว่านโยบายดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เด็กมีความสุขและมีพัฒนาการดีขึ้น รวมทั้งมีการผ่อนคลายความเครียดของเด็ก โดยปีหน้าจะขยายผลอีกครั้งว่านโยบายเป็นอย่างไรก่อนที่จะประกาศให้ใช้ทั่วประเทศ

ด้าน นายสุทธิพงษ์ โมราวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี กล่าวถึงความพร้อมในฐานะเป็น 1 ใน 3,831 โรงเรียนนำร่องของนโยบายดังกล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนนำร่อง ซึ่งโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีในฐานะเป็นโรงเรียนนำร่อง ได้เตรียมเรื่องโครงสร้างเวลาเรียน และเตรียมการในเรื่องกิจกรรมบูรณาการที่จะจัดให้หลังจากเลิกเรียนแล้ว

“เด็กๆ ในโรงเรียนทราบเรื่องนโยบายแล้ว โดยครูได้ประกาศตั้งแต่วันแรก ซึ่งกระแสตอบรับของเด็กๆ อยู่ในระดับดี เพราะปกติโรงเรียนได้จัดกิจกรรมหลังเลิกเรียนอยู่แล้วทั้งดนตรี กีฬา และนันทนาการ ส่วนอนาคตยังไม่สามารถตอบได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร ต้องรอดูว่าหลังจากปฏิบัติจริง” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ขณะที่ นางสุรีรัตน์ สะสุนทร รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ โรงเรียนสารวิทยา ให้ข้อมูลการเตรียมความพร้อมรับนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ว่า สำหรับโรงเรียนสารวิทยา เด็กจะเรียนวิชาพื้นฐานตามหลักสูตรจนถึง 14.10 น. และหลังจาก 14.10 น. เป็นต้นไปจนถึงเวลา 17.00 น. จะเป็นกิจกรรมเพิ่มเวลารู้ โดยจะบูรณาการระหว่างชมรมกับกิจกรรม ซึ่งกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เด็กจะเข้ากิจกรรมตามความสนใจของตนเอง ตามปกติจะกลับบ้านเวลา 14.10 น. หลังจากนั้นจะเป็นการจัดกิจกรรม แต่ถ้าเด็กจะอยู่ทำกิจกรรมต่อ ทางโรงเรียนจะจัดให้ถึง 17.00 น. ส่วนใหญ่ 15.00 น. เด็กจะทยอยกลับบ้านกัน

สำหรับกิจกรรมจะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กิจกรรมเสริมสร้างสมรรถนะทางร่างกาย ทางกลุ่มสุขศึกษาและพลศึกษาจะเป็นผู้ดำเนินการ เปิดชมรมกีฬาต่างๆ ส่วนกิจกรรมการคิดวิเคราะห์สมรรถนะการเรียนรู้ทั้งหลาย กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือภาษาต่างๆ จะเป็นผู้ดูแล และกิจกรรมเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพ กลุ่มงานการอาชีพจะเป็นผู้ดำเนินการ

ในเรื่องของการวัดและประเมินผลกิจกรรมนั้น นางสุรีรัตน์ อธิบายว่า “ไม่ได้ทำแบบเอาเป็นเอาตาย เพราะถือเป็นความยืดหยุ่น เด็กจะได้ความสามัคคีได้รู้จักรุ่นพี่รุ่นน้อง และอาจารย์ได้คอยช่วยเหลือให้เด็กแต่ละคนแสดงศักยภาพและความสามารถในสิ่งที่ตนเองสนใจ ถ้าเป็นชมรมฝึกอาชีพจะประเมินในเรื่องผลงาน ส่วนแบบประเมินแสดงความเห็นต้องมีการประเมินผลอยู่แล้วว่ามีความพึงพอใจอย่างไร ทางทีมวิชาการมองว่าให้มันเกิดประโยชน์ต่อตัวนักเรียน โดยที่นักเรียนเป็นคนเลือกทำกิจกรรมในแบบที่ชอบและสนใจ ความสุขกับความพร้อมจะมาเอง”

ทีมข่าวฯ ถามต่อว่า ได้แจ้งเด็กบ้างหรือยังและมีผลตอบรับอย่างไรบ้าง รองผอ. ร.ร.สารวิทยา ตอบว่า “ครูได้แจ้งเด็กไปแล้วเด็กเองก็ชอบ ครูเองก็ชอบ เนื่องจากว่าปกติจะอัดวิชาเยอะ ถ้าลดเฉพาะวิชาที่ไม่ใช่วิชาหลักลงแล้วไปเพิ่มในกิจกรรมต่างๆ จะถูกเทรนด์กับเด็กสมัยนี้ โดยหลักการแล้วครูคิดว่าดีมากๆ ส่วนกระแสตอบรับเด็กๆ กรี๊ดลั่น เด็กชอบ เพราะว่าเมื่อก่อนต้องทำเกรด 12 วิชา ลดลงเหลือ 10 วิชา จากเดิมที่ ม.ปลาย ต้องเรียนถึงคาบ 9 พอปรับลดรายวิชาลงทำให้เรียนถึงแค่คาบ 7-8 มีเวลาทำกิจกรรมมากขึ้น และยังได้เน้นย้ำครูผู้สอนให้เด็กได้ฝึกปฏิบัติมากขึ้นด้วย”

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นโยบาย ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้’ จะช่วยเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ให้แก่อนาคตของชาติได้ ด้วยงบประมาณที่รัฐบาลมอบให้กระทรวงศึกษาธิการค่อนข้างมาก จนได้ชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลจัดสรรงบให้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยในปีงบประมาณ 2558 นี้ กระทรวงศึกษาธิการได้งบไปถึง 498,160.4 ล้านบาท และภายในไม่ถึง 10 ปี งบประมาณรายจ่ายกระทรวงศึกษาเพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทด้วย เม็ดเงินเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนช่วยหนุนเด็กไทยก้าวไกลสู้กับประเทศอื่นได้.

ภายหลังจากที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบาย "การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ : Moderate Class MoreKnowledge" โดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้เด็กเครียดจนเกินไป ซึ่งจะเริ่มต้นนำร่องก่อน 3,831 โรง 31 ต.ค. 2558 17:35 1 พ.ย. 2558 01:33 ไทยรัฐ