วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สายลับระดับโลก

สายลับระดับโลก

  • Share:

เจมส์ บอนด์ 007 สายลับมาดเท่ที่ครองใจคนทั่วโลก.

จากเหตุการณ์วางระเบิดใจกลางกรุงเทพฯเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้หวนนึกไปถึงเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ เมื่อ 11 กันยายน 2001 ที่สหรัฐอเมริกา โดนผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลกออิดะฮ์จี้เครื่องบินโดยสารในประเทศจากเมืองด้านฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ที่จะบินไปยังแคลิฟอร์เนียภายในวันเดียวกันถึง 4 ลำ สองลำแรกนักบินถูกสั่งให้ขับไปชนอาคารแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในกรุงนิวยอร์ก ทำให้อาคารสูงระฟ้าทั้งสองพังถล่มลงมาในเวลาไม่นาน หลังจากนั้น ลำที่สามบินไปชนอาคารเพนตากอนที่เวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงกลาโหม ส่วนลำที่สี่นั้นนักบินถูกสั่งให้เปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบขาว แต่เครื่องไปตกลงกลางทุ่งแห่งหนึ่งที่เพนซิลเวเนียเสียก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบสามพันคน มูลค่าความเสียหายของทรัพย์สินประมาณหนึ่งหมื่นล้านเหรียญ แต่ถ้านับทุกอย่างรวมกันแล้วประเมินว่าสูงถึงสามล้านล้านเหรียญเลยทีเดียว

หลังจากเหตุการณ์ 911 เป้าหมายต่อไปก็คือกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปี 2005 เมื่อผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงชาวมุสลิม 4 ราย แยกกันออกไปกดระเบิดฆ่าตัวตาย มีเป้าหมายอยู่ที่การขนส่งมวลชน ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากเดินทางไปมาตลอดเวลา สามจุดอยู่ในตู้รถไฟใต้ดินต่างกันสามขบวน อีกจุดเป็นชั้นบนของรถประจำทางสองชั้นที่จัตุรัสทราวิสต็อก เป้าหมายทั้งสองล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงลอนดอนเช่นกัน การก่อการร้ายครั้งนั้นทำให้ประชาชนเสียชีวิตไป 52 คน บาดเจ็บกว่าเจ็ดร้อยคน

เหตุวินาศกรรมที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ นิวยอร์ก.

นอกจากสองเหตุการณ์นั้น ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดเหตุร้ายที่เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้ายอีกนับครั้งไม่ถ้วนในหลายต่อหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่ปากีสถานและหลายประเทศในตะวันออกกลาง แต่ละครั้งสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตผู้คน ทั้งพลเรือนและทหารตำรวจเป็นจำนวนมาก วิธีการที่นิยมใช้และป้องกันได้ยากมากคือ การกดระเบิดฆ่าตัวตาย

การที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายสามารถวางแผนจนถึงปฏิบัติการได้จนสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่านั้น ทำให้มีคนเคยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพเรื่องการข่าวกรองของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และชาติอื่นๆในยุโรป ว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่ ทั้งที่มีงบมหาศาลในเรื่องพวกนี้และมีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด

ในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่าฝ่ายที่จะก่อเหตุร้ายนั้นทำงานในที่มืด หากไม่สามารถเข้าถึงต้นตอหรือได้แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จริง แม้จะรู้แผนแต่โอกาสที่จะถูกหลอกแผนซ้อนแผนก็เป็นไปได้สูงมาก งานข่าวกรองหรืองานสายลับจึงไม่ใช่งานหมูๆเลย ยิ่งหากผู้ร้ายนั้นมีความเชี่ยวชาญและทำงานเป็นทีม ได้รับการฝึกมาดี ก็ย่อมมีตัวตายตัวแทนเป็นจำนวนมาก

มาตา ฮารี สายลับในคราบนางรำ.

สิ่งที่ยากสุดของงานข่าวกรองคือ การหาคนมาทำงานและการทำให้งานเดินหน้าไปได้ การหาข้อมูลหาข่าวกรองต้องใช้คนหรือสายลับ เมื่อพูดถึงสายลับ นักประวัติศาสตร์บอกว่า สายลับนั้นมีมาคู่กับอารยธรรมของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อมีการแบ่งชนชาติก็มีการแบ่งอาณาเขตกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการข้อมูลความลับของอีกฝ่ายเพื่อป้องกัน หรือชิงความได้เปรียบเหนืออีกฝ่าย จารชนหรือสายลับจึงอยู่คู่สังคมมนุษย์มาตลอด ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงยุคสงครามเย็นระหว่างสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ มีการใช้สายลับมากเป็นพิเศษ มีจารชนหลายคนที่เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งขอนำมาเป็นตัวอย่างดังนี้

มาร์กาเรเท เกอร์ทรูด เซลเล (Margaretha Geertruida Zelle) สาวสวยชาวดัตช์โดยกำเนิด ที่โลกรู้จักกันในชื่อ มาตา ฮารี (Mata Hari) ซึ่งเป็นชื่อในการแสดงของเธอ เมื่อครั้งที่ไปอยู่อินโดนีเซียในช่วงที่แต่งงานกับสามีผู้ทำงานให้กับบริษัท ดัทช์ อีสท์ อินดีส์ (Dutch East Indies) เธอได้ฝึกฝนการร่ายรำแบบชวามาจากที่นั่น เมื่อเลิกรากับสามีและย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีส เธอจึงใช้ความสามารถนี้ประกอบอาชีพเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้าให้กับชนชั้นสูงของฝรั่งเศสดูโดยเฉพาะ และเบื้องหลังอาชีพนักเต้นระบำก็คือการขายตัวเป็นโสเภณีชั้นสูงนั่นเอง เธอใช้เสน่ห์ล้วงความลับจากบรรดาลูกค้าของเธอ ซึ่งก็คือบรรดาผู้มีอำนาจอย่างนักการเมืองและนายทหาร งานล้วงข้อมูลของเธอดำเนินไปได้อย่างราบรื่นจนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี 1914 แต่ในที่สุดฐานะของเธอก็ถูกเปิดเผยในปี 1917 เมื่อฝ่ายข่าวกรองของเมืองน้ำหอมสามารถจับสัญญาณวิทยุซึ่งใส่รหัสของเยอรมนีที่ส่งถึงกัน พูดถึงข้อมูลที่ได้จากสายลับรหัส H-21 ฝ่ายฝรั่งเศสจึงพยายามสืบหาตัวสายลับคนนั้น จนนำไปสู่การจับกุมเธอเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงปารีส และไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเธอก็ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยข้อหาทำจารกรรม

จูเลียส และอีเรล โรเซนเบิร์ก ถูกจับกุม

เดอะ โรเซนเบิร์ก (The Rosenbergs) ในยุคสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คู่กัดที่คำรามขู่กันไปมาไม่หยุดหย่อนคือพญาอินทรี สหรัฐฯ กับหมีขาว สหภาพ โซเวียต แน่นอนว่ายุคนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็มีสายลับของตนคอยหาข้อมูล รู้ความเป็นไปของฝ่ายตรงข้ามเพื่อหาทางรับมือหรือชิงความได้เปรียบ

ปี 1950 ทางการอังกฤษจับกุมนักฟิสิกส์เชื้อสายเยอรมันคนหนึ่ง ชื่อ คลาส ฟุคส์ (Klaus Fuchs) ด้วยข้อหาจารกรรม ข้อมูลเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ให้แก่สหภาพโซเวียต จากการสอบสวนทำให้เชื่อมโยงไปถึงการจับกุมคนอีกกลุ่มหนึ่งในสหรัฐฯ ประกอบไปด้วย จูเลียสกับอีเธล โรเซนเบิร์ก (Julius-Ethel Rosenberg) คู่สามีภรรยา และเดวิด กรีนกลาส (David Greenglass) น้องชายของอีเธล ผู้ทำงานอยู่ในโรงงานผลิตระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ และเป็นผู้ป้อนข้อมูลให้คู่สามีภรรยา เพื่อส่งต่อให้เจ้าหน้าที่สถานกงสุลของโซเวียต ต่อมามีการจับกุมเพิ่มเติมอีกหนึ่งคนคือ แฮรี่ โกลด์ นักเคมีผู้ทำหน้าที่ส่งสาร ทั้งหมดเป็นพวกซ้ายจัดและเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในสหรัฐฯ จูเลียสกับอีเธล โรเซนเบิร์ก คู่สามีภรรยา ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต และจำคุกเดวิด 9 ปี จำคุกแฮรี่ 30 ปี

เวอร์จิเนีย ฮอลล์ (Virginia Hall) เป็นชาวสหรัฐฯโดยกำเนิด สายลับสตรีคนนี้ทำงานให้กับฝ่ายสหรัฐฯและอังกฤษในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอมีชื่อรหัสหลายชื่อมาก อาทิ “Marie Monin”, “Germaine”, “Diane”, “Marie of Lyon”, “Camille”, “Nicolas” ส่วนฝ่ายเยอรมนีเรียกเธอว่า อาร์เทมิส (Artemis)

เวอร์จิเนีย ฮอลล์ สายลับหญิง.

ในปีที่สงครามโลกจะเกิดนั้น เธอทำงานอยู่กับหน่วยรถพยาบาลในกรุงปารีส จนกระทั่งเมื่อสงครามเปิดฉากยิงกัน เธอก็ย้ายไปลอนดอนและเข้าร่วมกับหน่วยเอสโออี (SOE-Special Operations Executive) ของอังกฤษ หน่วยนี้จะสนับสนุนการทำงานใต้ดินทุกรูปแบบเพื่อต่อต้านกองทัพนาซี เธอถูกส่ง ตัวกลับไปฝรั่งเศสอีกครั้งในฐานะของนักข่าวจากนิวยอร์กโพส โดยไปทำงานอยู่ในเขตที่ฝักใฝ่นาซี (Vichy France) เพื่อประสานงานกับหน่วยใต้ดินของฝรั่งเศส จนกระทั่งนาซียึดครองประเทศฝรั่งเศสได้ทั้งหมด เธอจึงต้องหนีออกจากฝรั่งเศส โดยใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปยังสเปน เพื่อเดินทางต่อไปยังเกาะอังกฤษ ทั้งที่เธอมีขาจริงเพียงข้างเดียว

ปี 1944 เวอร์จิเนียเดินทางกลับไปสหรัฐฯ แล้วเข้าทำงานกับหน่วยโอเอสเอส (OSS-Office of Strategic Services) ซึ่งเป็นหน่วยงานแบบเดียวกับ SOE ของอังกฤษ ก่อนสงครามจะยุติ เธอถูกส่งตัวกลับไปฝรั่งเศสอีก โดยปลอมตัวเป็นหญิงฝรั่งเศสชื่อ Marcelle Montagne และอยู่ที่นั่นทำหน้าที่ประสานงาน สนับสนุนหน่วยใต้ดินของฝรั่งเศสเช่นเคย จนกระทั่งฝ่ายพันธมิตรบุกขึ้นหาดนอร์มังดีและปลดปล่อยประเทศฝรั่งเศสจากนาซีได้สำเร็จ

สือเพ้ยผู๋ ในบทบาทนักแสดงงิ้ว.

สือเพ้ยผู๋ (时佩璞) สายลับชาวจีนที่ใช้เซ็กซ์เป็นเครื่องมือล้วงความลับจากเจ้าหน้าที่สถานทูตฝรั่งเศสในกรุงปักกิ่ง เป็นเวลานานกว่า 20 ปี ก่อนที่จะถูกเปิดเผย

เมื่อปี 1964 สือผู้เป็นนักแสดงงิ้ว ได้รู้จักกับเบอร์นาร์ด บูซิคอร์ต (Bernard Boursicot) เสมียนของสถานทูตฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถานทูตชาติตะวันตกประเทศแรกที่เปิดในกรุงปักกิ่ง หลังจากปิดกันไปหมดเมื่อครั้งที่เกิดสงครามเกาหลี โดยที่สือบอกว่าเขาเป็นหญิงที่ต้องแต่งตัวเป็นชาย เนื่องจากพ่อของเขาต้องการได้ลูกชาย หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองก็มีความสัมพันธ์กัน โดยที่บูซิคอร์ตเข้าใจว่าคู่รักของเขาเป็นหญิงมาโดยตลอด (สือเปิดเผยภายหลังว่าเขาเก็บซ่อนอวัยวะเพศชายของเขาได้แนบเนียนอย่างไร จนคู่นอนของเขาไม่รู้) เมื่อเสมียนหนุ่มผู้ตกหลุมพรางเข้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ก็ถูกเจ้าหน้าที่จีนบังคับให้คอยส่งเอกสารสำคัญของสถานทูตให้จนกระทั่งเขาถูกย้ายกลับไปประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1979

ปี 1982 สือพร้อมกับเด็กทารกคนหนึ่งที่บูซิคอร์ตเข้าใจว่าเป็นลูกของเขา ได้ไปประเทศฝรั่งเศสตามที่สามีได้ทำเรื่องไว้ให้ แต่หนึ่งปีหลังจากนั้นทั้งสองก็ถูกทางการฝรั่งเศสจับข้อหาจารกรรมข้อมูล ทำให้สือต้องเปิดเผยความจริงทั้งหมดออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเรื่องการหลอกสามีว่าตนเป็นหญิงและลูกที่เขาไปขอซื้อมาจากหมอคนหนึ่งในซินเจียง เมื่อความจริงปรากฏ

เบอร์นาร์ด บูซิคอร์ต และเพ้ยผู๋ ขณะขึ้นศาล

บูซิคอร์ตถึงกับพยายามฆ่าตัวตายเพราะรับไม่ได้ แต่ก็มีคนช่วยเหลือไว้ทัน ทั้งสองถูกตัดสินว่าผิดจริงและได้รับโทษจำคุกคนละ 6 ปี แต่หลังจากนั้นเพียงปีเดียว สือก็ได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดีฟรองซัว มิตเตอรอง เพื่อลดความตึงเครียดกับรัฐบาลจีน ส่วนบูซิคอร์ตก็ได้รับการปล่อยตัวไม่กี่เดือนหลังจากนั้นเช่นกัน

นอกจากที่ยกมาแล้ว ยังมีสายลับที่เด่นๆอีกหลายคน เช่น อัลดริช เอเมซ อดีต CIA ผู้แปรพักตร์ไปทำงานให้สหภาพ โซเวียต และ จิอาโคโม คาสซาโนวา เพลย์บอยแห่งศตวรรษที่ 18 ผู้ที่นอกเหนือจากการหว่านเสน่ห์ไปทั่วแล้วเบื้องหลังก็ยังทำงานเป็นสายลับไปด้วย

สายลับระดับโลกอีกคนหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่มีตัวตนเป็นมนุษย์จริงๆ แต่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ เจมส์ บอนด์ 007 สุดยอดสายลับซึ่งสร้างขึ้นจากปลายปากกาของเอียน เฟลมมิ่ง ตั้งแต่ปี 1952 โดยอาศัยข้อมูลและประสบการณ์การทำงานกับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งขณะนี้ภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ มีการสร้างเป็นเรื่องที่ 24 แล้ว โดยเรื่องล่าสุดมีชื่อว่า “SPECTRE 007 องค์กรลับดับพยัคฆ์ร้าย”

ภารกิจเสี่ยงตายของสายลับ.

สายลับ 007 เรื่องล่าสุดที่กำลังจะเข้าฉายในบ้านเราในสัปดาห์นี้ เจมส์ บอนด์ จะต้องแฝงตัวเข้าไปในการประชุมลับและได้เปิดโปงการมีตัวตนขององค์กรร้ายระดับโลกนามว่าสเป็คเตอร์ ซึ่งมีพร้อมทุกอย่างทั้งเทคโนโลยีล้ำยุคและกำลังคน องค์กรร้ายนี้เคยปรากฏในภาพยนตร์บอนด์หกเรื่องก่อนหน้านี้ ได้แก่ Dr.No, From Russia With Love, Thunderball, You Only Live Twice, On Her Majesty’s Secret Service และ Diamonds Are Forever เมื่อบอนด์มุ่งตรงสู่จุดศูนย์กลางของสเป็คเตอร์ เขาจะได้รู้ถึงความเชื่อมโยงที่น่าขนลุกระหว่างตัวเขาและศัตรูที่เขากำลังตามล่า!

เจมส์ บอนด์ ได้ชื่อว่าเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกน้อยมาก ฉากส่วนใหญ่ถ่ายทำขึ้นจริงๆ จึงดูสมจริงสร้างความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าภาพยนตร์แอ็กชั่นทั่วไป ซึ่งเป็นแบบฉบับของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ทุกๆเรื่อง นอกจากนั้น เสน่ห์เฉพาะตัวของสายลับมาดเท่กับรถหรูคู่ใจ ยังทำให้สายลับรหัส 007 กลายเป็นสายลับที่อยู่ในใจผู้คนทั่วโลกอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ยากจะหาสายลับคนใดมาเทียบได้ตลอดกาล.

โดย :ลุงดำ
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้