วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คสช.กระชับกลไก“ปรองดอง”ก่อนเลือกตั้ง : เดินหน้าอำนาจ ชี้ขาดวิกฤติ

คสช.กระชับกลไก“ปรองดอง”ก่อนเลือกตั้ง : เดินหน้าอำนาจ ชี้ขาดวิกฤติ

  • Share:

“ปิดประเทศก็ต้องปิด”

หูผึ่งไปตามๆกัน กับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.พูดกลางฟลอร์ที่ประชุมร่วมแม่น้ำ 5 สาย

อันประกอบไปด้วยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

2 ชั่วโมง 15 นาที โดยไม่มีเบรก ไม่มีการถามแทรก

สรุปใจความสำคัญ ประเด็นแหลมคม เจือวาทะร้อนแรง

แบบที่เตือนฝ่ายต่อต้านอย่าไปสร้างความบิดเบือนสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ตนเองไม่ใช่ผู้เริ่มต้นปัญหา ถ้าไม่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งขึ้นมา ถ้าไม่ทำแบบนี้ประเทศล้มไปแล้ว

กวักมือเรียกใครที่อยู่ต่างประเทศขอให้กลับมาสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไปต่อสู้อยู่ข้างนอก ตนเองยังอาย ยังนับถือคนเหล่านี้อยู่อีกหรือ

ออกตัวไม่อยากอยู่ จะอยู่เท่าที่จำเป็น ไม่คิดสืบทอดอำนาจ ได้พวกกเฬวรากด้านนอก ถ้าเข้ามาอยู่เองจะรู้ว่าไม่ได้สบาย ต้องแบกภารกิจคน 70 ล้านคน

ย้ำ เรื่องสถาบันไม่เข้าใจว่าเหตุใดนำพระองค์ท่านมายุ่งเกี่ยว ท่านไม่เคยลงมาเกี่ยวข้อง ไม่เคยรับสั่งว่าเกลียดสีนั้นสีนี้เลย แต่ทำไมต้องนำพระองค์ท่านมาเกี่ยวข้อง ตนยอมไม่ได้อยู่แล้ว หลายคนได้รับนิรโทษกรรมมาแล้วก็กลับมาทำแบบเดิมอีก ไอ้พวกนี้ไม่เคยมีความกตัญญู มันไม่ตายดีหรอก

ขอให้แม่น้ำ 4 สายคือ ครม. สปท. สนช.และคณะกรรมการร่างร่างรัฐธรรมนูญ ลงพื้นที่พบประชาชนพร้อมกัน เพื่อเตรียมการสู่การเลือกตั้งให้ดีที่สุด วันนี้แม่น้ำ 5 สายต้องร่วมกันทำงาน ถ้าตายก็ต้องตายตกตามกัน แต่อยากให้สร้างประวัติศาสตร์ร่วมกัน

และแน่นอนไฮไลต์สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ทิ้งทุ่นในช่วงท้ายๆ

เรื่องนายกฯคนนอกไม่ต้องมาถาม ฝ่ายการเมืองไม่ต้องมาระแวง เขียนทุกวันว่าตนจะอยู่ในอำนาจ ถ้าไม่สงบเรียบร้อยตนก็อยู่ต่อ ปิดประเทศก็ต้องปิดกันไป

ปรากฏหนังสือพิมพ์พาดหัวทุกฉบับ สื่อกระแสหลักจับเอามาเป็นประเด็น

กลายเป็นปมวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มโลกโซเชียลมีเดีย

เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ออกจากปากของคนระดับผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.

เท่ากับตอกย้ำแนวคิดการปิดประเทศที่มีการพูดกันมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่จำกัดเฉพาะวงแคบๆ

ที่สำคัญเป็นวาระที่ พล.อ.ประยุทธ์พูดกลางฟลอร์ที่ประชุมแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหลักของอำนาจพิเศษในการนำพาประเทศ

และโดยความตั้งใจไม่ได้แค่พูดกับทีมงานแม่น้ำ 5สาย แต่จงใจสื่อออกไปถึงภายนอก ทั้งในและต่างประเทศให้ได้รู้ได้ยินโดยทั่วถึงกัน

แบไต๋ให้รู้แผนสุดท้าย หากโรดแม็ปไปสู่เป้าหมายปฏิรูปประเทศมีอันเจอทางตัน

ถ้าจำเป็นถึงขั้นปิดประเทศไทยก็ต้องทำ

ในเครื่องหมายคำถามแค่ขู่ปราม หรือเอาจริง

เพราะตามจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยไม้ตาย มันก็ล้อกับสถานการณ์ท้าทาย

คลื่นใต้น้ำที่ถูกกดไว้ด้วยอำนาจพิเศษเริ่มกระเพื่อม

โดยเฉพาะกระแสการนัดใส่เสื้อแดงทั่วประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการสู้คดีทวงคืนความเป็นธรรม

ทำให้ฝ่ายคุมความมั่นคงนั่งไม่ติด

ประเมินได้จากการที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ และ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ต้องออกมาแถลงปรามพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง

ส่อผิดเงื่อนไข คสช.ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เบอร์หนึ่งด้านความมั่นคง ก็ต้องออกมาเตือนถ้าใส่เสื้อแดงแล้วมีการชุมนุมถือว่าผิด ทำไม่ได้

ในอารมณ์หงุดหงิด พล.อ.ประยุทธ์บอกว่า จะใส่สีอะไรก็ใส่ไป จะใส่กางเกงใน เสื้อในก็ใส่ไป แต่อย่าสร้างความเดือดร้อน ถ้ามีเรื่องขึ้นมาแกนนำโดนทั้งหมด หากสร้างความเดือดร้อนต้องโดนลงโทษ

โดยอาการท็อปบูต ซีเรียสกับการขยับของเครือข่ายเสื้อแดงโจทก์สำคัญ

ตั้งป้อมสกัด เบรกสถานการณ์อันตราย

อย่างไรก็ตาม ประเมินจากการที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ออกมาบอกปัดกระแสการนัดใส่เสื้อแดงให้กำลังใจอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์

โบ้ยเป็นแผนเสี้ยมของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องล่อให้คนเสื้อแดงเป็นจำเลย

ขณะที่เจ้าตัวอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์เองก็แสดงความขอบคุณกำลังใจจากกลุ่มผู้สนับสนุน แต่ขอให้คำนึงถึงเงื่อนไข คสช.ในการรักษาความสงบ เพื่อบรรยากาศความปรองดอง

ออกแนวขอร้องกองเชียร์ ช่วยเบรกเกมกันในที

ตามรูปการณ์ก็ยังไม่ชัดเจนเสียทีเดียวว่าเป็นจังหวะท้าทาย การนัดใส่เสื้อแดงเป็นสัญญาณการปลุกมวลชนสู้กับอำนาจพิเศษของ คสช.

อย่างมากก็แค่เช็กกระแส ตามเหลี่ยมของโคตรเซียนการตลาด

โดยสถานการณ์คลุมเครือ แหย่ๆถอยๆ หยั่งเชิงกันไปมา ณ วันนี้ ก็คาดไว้ก่อนว่าการปล่อยมุกปิดประเทศของผู้นำรัฐบาลทหาร คสช.เป็นแค่การขู่ปรามกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็มีจุดให้ต้องติดตามตอนต่อไป

เพราะถึงแม้หัวขบวนกลุ่มเสื้อแดงและอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์จะออกมาบอกปัดและช่วยเคลียร์กระแสนัดแต่งเสื้อแดงให้กำลังใจอดีตนายกฯหญิง

มันก็ยังมีสัญญาณแปร่งๆให้ตีความเกมแฝงที่ซ่อนไว้

กับการที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์รูปลงอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าโทนสีแดง พร้อมระบุข้อความเป็นนัย ไม่รู้เป็นไงแฟชั่นปีนี้ เพราะทุกแบรนด์ดังๆ มีแต่สีแดง

แต่เป็นสีแดงที่มีเหลืองปนนิดๆ

โยงความตามท้องเรื่อง ความปรองดอง ความยุติธรรมจะเกิดได้ ต้องเกิดจากใจที่เป็นธรรมด้วย

แน่นอนมันคือการกระตุกกระแสกองเชียร์ และส่งสารถึงฝ่ายคุมเกมอำนาจ

พร้อมใช้เกมมวลชนสู้วัดดวง หากไม่ได้รับความเป็นธรรม

“ทักษิณ” อยู่ในโหมดเร้ากระแสกองเชียร์ จุดไฟเสื้อแดงให้คุโชนพร้อมอยู่ตลอดเวลา

ในอารมณ์ของคนไม่ยอมจำนนง่ายๆ ถ้าจนตรอกเมื่อไหร่ก็แลกหมัดแน่

หรือแม้แต่อาการ “สาวไส้” กันเองที่นายจตุพรด่าแนวร่วมเสื้อแดงที่ชอบล้ำเส้น พาลพาพังมาแล้วในการชุมนุมเมื่อปี 2553 มารอบนี้จะทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ลำบากเข้าไปอีก ขณะเดียวกันในส่วนแนวร่วมเสื้อแดงอีกปีกหนึ่ง ก็โจมตีนายจตุพรที่เบรกใส่เสื้อแดง

เป็นพวกใจเสาะ เอาตัวรอด

ยืนกรานเป็นความคิดส่วนตัวของแนวร่วมเสื้อแดงที่จะต่อสู้กับ คสช.

สะท้อนว่า เสื้อแดงฮาร์ดคอร์พร้อมแหกด่านได้ทุกขณะ

เอาเป็นว่า โดยเงื่อนไขปรองดองที่ยังสวนทางกัน ปรากฏการณ์ที่บ่งชี้ว่าวิกฤติความขัดแย้งในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ยังไม่ได้สูญสลายหายไปไหน

ขณะที่เงื่อนไขของรัฐบาล คสช.ก็ล็อกไว้ ตราบใดที่ปรองดองยังไม่เกิด ก็ไม่ปล่อยเลือกตั้ง

อีกทั้งยังมีความชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ กับการสั่งเดินหน้าใช้อำนาจพิเศษเคลียร์ปมตกค้างจากวิกฤติการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องของคดีความ

รวมถึงการชี้เป้าตัวปัญหาไปที่เครือข่ายอดีตผู้นำที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ

รีบเคลียร์ให้เสร็จตามโรดแม็ปที่วางไว้

แน่นอน โดยเป้าหมายที่ขัดกัน ก็เป็นอะไรที่บ่งชี้สถานการณ์ปะทะขั้นรุนแรงระหว่างมวลชนผู้สนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณกับรัฐบาลทหาร คสช.ที่คุมเกมความมั่นคงยังเปิดประตูกว้าง

ซึ่งนั่นหมายถึงการยกระดับจากขู่ไปเป็นเอาจริง ก็มีความเป็นไปได้

ไฟต์บังคับ ถ้าเอาไม่อยู่ก็ต้องปิดประเทศจัดการกันขั้นเด็ดขาด

และแน่นอน เมื่อสถานการณ์ไหลไปถึงจุดนั้น เทียบกับจุดดีที่น่าจะมีแค่การเคลียร์ปมปั่นป่วนในบ้านเมืองให้สงบราบคาบได้ง่าย โดยไม่ต้องแคร์เงื่อนไขจากภายนอก

แต่ก็ต้องแลกกับผลด้านลบมหาศาล

ไม่ต้องอะไรมาก แค่ พล.อ.ประยุทธ์พูดกลางวงแม่น้ำ 5 สาย ปล่อยปมว่าถ้าจำเป็นต้องปิดประเทศก็ต้องปิด โดยผลทางจิตวิทยาส่งให้ตลาดหุ้นร่วงแรงทันที

นักลงทุนต่างประเทศเทขายกันเป็นจำนวนมาก

เพิ่มความยากลำบากให้ภาวะทางเศรษฐกิจของไทยที่กำลังปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง เพราะพื้นฐานการค้าการลงทุนที่ผูกโยงกับโลกสากล

เศรษฐกิจไทยดำดิ่งถึงก้นเหวแน่

และที่เลวร้ายไปกว่านั้น ถ้าถึงขั้นปิดประเทศเคลียร์กันแล้วยังเอาไม่อยู่

สถานการณ์ไหลไปถึงสงครามกลางเมือง ปราบกัน ฆ่ากัน

มันก็คงถึงวันที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกอยู่ต้องส่งกองกำลังเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยเจรจา

ตามสภาพที่เมืองไทยกลายเป็นรัฐล้มเหลว

แทบไม่เหลือเกียรติภูมิใดๆที่ภาคภูมิใจกันมาตลอดว่า ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของชาติใด

แต่ ณ วันนี้ เมื่อฉายหนังตัวอย่างให้เห็นสถานการณ์ที่รออยู่ข้างหน้าแล้ว

มันยังมีโอกาสให้คนไทยส่วนใหญ่ ในฐานะเจ้าของประเทศตัดสินใจ

จะเลือกตอนจบแบบไหน ลองคิดกันดู.

“ทีมการเมือง”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้