วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สหรัฐฯอ้างเสรีภาพเดินเรือ “ลองของ” จีนในทะเลจีนใต้

สหรัฐฯอ้างเสรีภาพเดินเรือ “ลองของ” จีนในทะเลจีนใต้

  • Share:

ท้าทาย-แฟ้มภาพเรือพิฆาต “ยูเอสเอส ลาสเซน” ของสหรัฐฯ ขณะเทียบท่าที่มหานครเซี่ยงไฮ้ในปี 2551 ก่อนที่จะถูกส่งเข้าไปในรัศมี 12 ไมล์ทะเลรอบเกาะเทียมในทะเลจีนใต้ที่จีนสร้างขึ้น เมื่อ 27 ต.ค. (เอพี)

ผู้เชี่ยวชาญย้ำเตือนกันมานานแล้วว่า กรณีพิพาทใน “ทะเลจีนใต้” ซึ่งจีนและอีกหลายชาติ ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน ไต้หวัน ต่างอ้างกรรมสิทธิ์ คือหนึ่งในจุด “Flashpoint” (จุดวาบไฟ) หรือสถานการณ์ที่ความรุนแรงอาจปะทุขึ้นและควบคุมไม่ได้

ดังนั้น เมื่อสหรัฐฯ “ลองของ” จีน โดยส่งเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี “ยูเอสเอส ลาสเซน” เข้าไปในเขต 12 ไมล์ทะเลรอบเกาะเทียมที่จีนถมทะเลสร้างขึ้นบนแนวโขดหินโสโครกซูบิและมีสชิฟ ในหมู่เกาะสแปรตลี เมื่อ 27 ต.ค. โดยอ้างว่าเพื่อยืนยัน “เสรีภาพในการเดินเรือ” และประกาศว่าจะทำอีก หลายฝ่ายจึงหวั่นกลัว 2 มหาอำนาจจะปะทะกัน กระทบไปทั่วภูมิภาคและทั้งโลก

“เสรีภาพในการเดินเรือ” (Freedom of Navigation) คือโครงการของสหรัฐฯ ที่ตั้งขึ้นเพื่อท้าทายโต้แย้งสิ่งที่เห็นว่าเป็นการ “อ้างกรรมสิทธิ์ที่เกินเลย” ทั้งในมหาสมุทรและน่านฟ้าของโลก โดยสหรัฐฯอ้างว่าเพื่อส่งเสริมให้นานาชาติยึดมั่นใน “สนธิสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลของสหประชาชาติ” (UNCLOS) แต่สหรัฐฯกลับถูกตั้งข้อสงสัยเพราะไม่ยอมลงนามให้สัตยาบันรับรองสนธิสัญญาฉบับนี้

การส่งเรือรบเข้าไปครั้งนี้ สหรัฐฯอ้างว่าไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเป็นการเดินเรือในน่านน้ำสากล อีกทั้งกฎหมายทางทะเลสากลเพียงอนุญาตให้ประเทศใดๆ อ้างกรรมสิทธิ์อาณาเขต 12 ไมล์ทะเลรอบๆ เกาะธรรมชาติเท่านั้น ไม่ใช่เกาะเทียมที่ถูกถมทะเลสร้างขึ้นจากฐานที่จมอยู่ใต้น้ำดังที่จีนทำอยู่

ก่อนหน้านี้ ในปี 2556 และ 2557 สหรัฐฯ ก็เคยใช้ปฏิบัติการ “เสรีภาพในการเดินเรือ” หลายรูปแบบกับจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเวียดนาม ซึ่งต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้มาแล้ว

จีนเริ่มสร้างเกาะเทียมตั้งแต่ปลายปี 2556 อ้างว่ามีจุดประสงค์เชิงพลเรือน ด้านการเดินเรือ การกู้ภัย และสิ่งแวดล้อม แต่สหรัฐฯเห็นว่ามีเป้าหมายทางทหาร และภาพถ่ายทางดาวเทียมเมื่อเร็วๆ นี้เผยให้เห็นทางวิ่งขึ้นลงของเครื่องบินบนเกาะเทียมนี้ด้วย

ส่วนเรือ “ยูเอสเอส ลาสเซน” ที่สหรัฐฯ ส่งไปลองของจีน อยู่ในชั้นเรือพิฆาต “อาร์เลห์ เบิร์ก” เป็นหนึ่งในเรือพิฆาตที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก มีความยาว 155 เมตร ระวางขับน้ำสูงสุด 9,145 ตัน มีทหารและลูกเรือราว 300 นาย มีเฮลิคอปเตอร์ “ซีฮอว์ก” (เหยี่ยวทะเล) 2 ลำ ติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ขีปนาวุธต่อต้านเรือดำน้ำ “อาร์ยูเอ็ม-139” และขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศ ใช้ระบบอำนวยการรบ “อีจีส” (Aegis) อันลือเลื่อง ปกติจะทำงานร่วมกับเครื่องบินสอดแนม พี-8เอ และพี-3 ด้วย

ตอบโต้-ลู่ กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงข่าวที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 27 ต.ค. หลังสหรัฐฯส่งเรือพิฆาตเข้าไปในทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเพื่อแสดง “เสรีภาพในการเดินเรือ” สร้างความโกรธเกรี้ยวให้จีน (รอยเตอร์)

ย้อนกลับมาถึงกรณีพิพาท จีนนั้นอ้างกรรมสิทธิ์ทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด โดยอ้างว่าเคยยึดครองมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน สมัยหมู่เกาะสแปรตลีและพาราเซลเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน และใน ค.ศ. 1947 จีนได้แสดงแผนที่ของตนสนับสนุนข้ออ้างนี้ ขณะที่ไต้หวันก็อ้างกรรมสิทธิ์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม “เวียดนาม” โต้แย้งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของจีนอย่างเผ็ดร้อน โดยชี้ว่าจีนไม่เคยอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีและพาราเซลก่อนทศวรรษ 1940 แต่เวียดนามต่างหากที่ยึดครองหมู่เกาะดังกล่าวมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และมีเอกสารพิสูจน์ด้วย

ด้านฟิลิปปินส์ก็อ้างกรรมสิทธิ์หมู่เกาะสแปรตลีบางส่วนและสันดอน “สคาร์โบโรห์” โดยใช้ข้ออ้างว่าอยู่ใกล้ชายฝั่งของตนมากกว่าจีนเยอะ โดยเฉพาะสันดอนสคาร์โบโรห์ อยู่ห่างฝั่งฟิลิปปินส์แค่ 160 ไมล์ แต่ห่างฝั่งจีนถึง 500 ไมล์ ขณะที่มาเลเซียและบรูไน

ก็อ้างอาณาเขตในทะเลจีนใต้ที่อยู่ใน “เขตเศรษฐกิจจำเพาะ” ของตนตามนิยามของ UNCLOS มาเลเซียยังอ้างกรรมสิทธิ์หมู่เกาะสแปรตลีบางส่วนด้วย

เหตุที่แย่งกันเอาเป็นเอาตาย เพราะทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญ มีมูลค่าการค้าทางเรือกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี มีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ ส่วนหมู่เกาะสแปรตลีและพาราเซล แม้ยังไม่ถูกสำรวจเจาะลึก แต่เชื่อว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมหาศาล โดยอาศัยการประเมินพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติเยอะมาก

จีนกับเวียดนามงัดข้อกันเรื่องทะเลจีนใต้รุนแรงที่สุด โดยใน ค.ศ.1974 จีนบุกยึดหมู่เกาะพาราเซลจากเวียดนาม การปะทะกันทำให้ทหารเวียดนามตายกว่า 70 ศพ ใน ค.ศ.1988 ก็ปะทะกันอีกที่หมู่เกาะสแปรตลี เวียดนามบอบช้ำกว่า ทหารตายอีกราว 60 ศพ ส่วนเดือน พ.ค.2557 จีนส่งแท่นขุดเจาะน้ำมันไปใกล้หมู่เกาะพาราเซล ทั้งสองฝ่ายใช้เรือรบพุ่งชนกันหลายครั้ง และเกิดกระแสต่อต้านจีนรุนแรงในเวียดนาม

ส่วนฟิลิปปินส์ ซึ่งมีสหรัฐฯหนุนหลัง ก็ไม่ยอมจีนเช่นกัน ถึงขั้นนำคดีขึ้นฟ้องศาลสหประชาชาติในปี 2556 แต่จีนไม่เล่นด้วย ยืนยันว่าต้องการเจรจาแบบ “ทวิภาคี” กับคู่กรณีแต่ละชาติเท่านั้น และเตือนสหรัฐฯอย่าแทรกแซง ขณะที่ “อาเซียน” พยายามช่วยไกล่เกลี่ย อย่างน้อยก็ขอให้มี “หลักปฏิบัติ” ในทะเลจีนใต้ เพื่อป้องกันการปะทะกัน แต่ก็ไม่สำเร็จ แถมแตกคอกันเอง

หลังสหรัฐฯส่งเรือรบเข้าไป ในทางหนึ่งจีนโกรธกริ้วโวยวาย หาว่าเป็นการยั่วยุ ผิดกฎหมาย คุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของจีน และประกาศจะตอบโต้อย่างเฉียบขาด จีนยังเรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐฯเข้าพบ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง จีนไม่ได้ส่งเรือรบเข้าสกัดเรือรบสหรัฐฯ เพียงติดตามคุมเชิงอยู่ห่างๆ ส่วนผู้บัญชาการทหารเรือของทั้งสองฝ่ายรีบจัดเจรจาทางไกลผ่านทางวีดิโอ ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก็จะไปเยือนเวียดนามใน 6-7 พ.ย.นี้ เพื่อลดความตึงเครียด

นั่นแสดงให้เห็นว่าจีนไม่ต้องการให้ความ ขัดแย้งบานปลาย เพราะรู้ดีว่า “สงคราม” สร้างแต่ความสูญเสีย ความสัมพันธ์ที่ดีและการค้าขายกันต่างหาก ที่จะทำให้ทุกฝ่ายชนะ ได้ประโยชน์สูงสุด!

บวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้